อีพริ้ง..คนเริงเมือง

เรื่องย่อ อีพริ้ง..คนเริงเมือง (2523)

อีพริ้ง..คนเริงเมือง เป็นภาพยนตร์ดราม่าสะท้อนชีวิตและกิเลสตัณหาของมนุษย์ ดัดแปลงจากบทประพันธ์อันโด่งดังของ สุวรรณี สุคนธา เล่าเรื่องราวชะตากรรมของ "พริ้ง" หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงาม มีเสน่ห์เย้ายวน แต่มีพื้นเพชีวิตเป็นเพียงเด็กในบ้านที่โหยหาความสุข ความร่ำรวย และความรักที่มาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจ 

ชีวิตของพริ้งเริ่มต้นก้าวสู่วังวนแห่งความทะเยอทะยาน เมื่อผู้ใหญ่จับคู่ให้เธอได้แต่งงานกับ หมอพินิจ แพทย์หนุ่มผู้มีฐานะดี เธอได้ยกระดับฐานะกลายเป็น "คุณพริ้ง" สมใจ แต่ชีวิตคู่กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความขัดแย้งกับแม่ผัวจอมบงการและเหตุการณ์สงครามที่เข้ามาพลิกผันชีวิต

เส้นทางชีวิตของพริ้งไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น หลังจากต้องเผชิญกับความสูญเสีย พริ้งได้นำพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับชายหนุ่มมากหน้าหลายตาที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มรุ่นน้องอย่าง ไพโรจน์ นายแพทย์หนุ่มเจ้าเสน่ห์อย่าง หมอประสานหมอสมประสงค์ หนุ่มชาวไร่อย่าง บุญช่วยตลอดจนคหบดีอย่าง หลวงเสนาะ และ เปรมฤทัย ลูกชายของหลวงเสนาะ 

ประเด็นหลักของเรื่อง:

คือการตีแผ่ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ความสวย เสน่ห์ และความทะเยอทะยานในการไขว่คว้าหาความมั่นคง ความรัก และการยอมรับทางสังคม ทว่าทุกก้าวที่เธอเลือกเดินตามแรงขับเคลื่อนของตัณหาและอารมณ์ กลับค่อย ๆ นำพาชีวิตดิ่งลงสู่วังวนแห่งความทุกข์ ความสูญเสีย และบทเรียนชีวิตที่ยากจะหวนกลับ


รู้แล้วน่า..ว่ารัก

เรื่องย่อ รู้แล้วน่า..ว่ารัก (2529)

ภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก-คอมเมดี้ สะท้อนความรักและความผูกพันของวัยรุ่นยุค 80s เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนวัยสดใส ที่มีทั้งความฝัน ความคึกคะนอง และความรู้สึกพิเศษที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างพระเอกและนางเอก

แกนหลักของเรื่องเน้นไปที่อุปสรรคทางอารมณ์ของ “คนปากแข็ง” ที่ต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน แต่กลับไม่ยอมรับหัวใจตัวเอง มักแสดงออกด้วยการแกล้งกัน ทะเลาะประชดประชัน และใช้ทิฐิบดบังความจริง จนทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดวุ่นวายตามมา ทั้งยังมีตัวแปรจากกลุ่มเพื่อนสนิทที่คอยเข้ามาสร้างเสียงหัวเราะและคอยเป็นกามเทพ (แบบผิดคิว) ร่วมด้วยแรงกดดันจากครอบครัวและความต่างของสังคมรอบข้าง

ภาพยนตร์จะพาผู้ชมร่วมลุ้นไปกับบททดสอบหัวใจ ว่าก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ทั้งสองคนจะลดกำแพงทิฐิแล้วเปิดใจบอกความรู้สึกที่แท้จริงต่อกันได้หรือไม่ ท่ามกลางบรรยากาศและเสน่ห์ของยุคสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น

ไอ้คลั่งทะเลโหด

 

ไอ้คลั่งทะเลโหด

เรื่องย่อ ไอ้คลั่งทะเลโหด :

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในอดีต เมื่อกลุ่มชาวบ้านต้องพากันล่องเรืออพยพหนีภัยธรรมชาติและมรสุมคลั่งทางทะเล ท่ามกลางคลื่นลมที่โหมกระหน่ำ เด็กทารกคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับปาฏิหาริย์ที่พายุสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าเคราะห์ร้ายกลับซ้ำเติมเมื่อกองโจรของ "จักรพรรดิสมุทร" เข้าบุกปล้นเรือและสังหารพ่อแม่ของทารกจนสิ้น แต่ด้วยความเชื่อว่าเด็กน้อยผู้นี้มีบุญญาธิการคุ้มครอง จักรพรรดิสมุทรจึงตัดสินใจเว้นชีวิตและนำมาชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม พร้อมตั้งชื่อให้ว่า "ไอ้คลั่ง" โดยรับเด็กชายอีกคนมาเลี้ยงดูควบคู่กันไว้เป็นเพื่อนชื่อว่า "ไอ้โขด"

ทั้งสองเติบโตมาในชุมโจรและได้รับการฝึกฝนสรรพวิชาการต่อสู้ การใช้อาวุธ และการปล้นสะดมจนกลายเป็นขุนพลมือขวาของจักรพรรดิสมุทร ทว่าในขณะที่ไอ้โขดมีจิตใจเหี้ยมโหดและทะเยอทะยาน ไอ้คลั่งกลับมีพละกำลังแข็งแกร่งเหนือมนุษย์แต่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อไอ้คลั่งได้ช่วยชีวิต "มาลัย" หญิงสาวชาวบ้านเอาไว้ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎเหล็กของเกาะที่ห้ามนำสตรีภายนอกขึ้นฝั่งโดยเด็ดขาด ไอ้คลั่งจึงพยายามปกป้องและแอบพาเธอกลับไปส่งคืนสู่อ้อมอกครอบครัวอย่างปลอดภัย และในช่วงเวลานั้นเอง เขาก็ได้ล่วงรู้ความจริงอันเจ็บปวดจากผู้เฒ่าบนเกาะว่า แท้จริงแล้วจักรพรรดิสมุทรไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้า แต่เป็นโจรใจอำมหิตที่ฆ่าล้างครอบครัวที่แท้จริงของเขาตั้งแต่ยังแบเบาะ

ระหว่างที่จักรพรรดิสมุทรนำกองเรือออกทะเล ความทะเยอทะยานของไอ้โขดก็ปะทุขึ้น มันวางแผนร่วมมือกับคนสนิทก่อกบฏ ยึดอำนาจบนเกาะสลัด ประกาศตนขึ้นเป็นจักรพรรดิสมุทรคนใหม่ เข่นฆ่าทุกคนที่แข็งข้อ และซุ่มจับจักรพรรดิสมุทรขังคุกทันทีที่กลับขึ้นฝั่ง เมื่อไอ้คลั่งทราบเรื่อง จึงได้รวบรวมกำลังชาวบ้านและพรรคพวกที่รอดชีวิต ลักลอบบุกเข้ายึดเกาะคืนและเปิดฉากปะทะอย่างดุเดือด จนสามารถปราบไอ้โขดและทวงความสงบสุขกลับคืนมาได้สำเร็จ

หลังศึกสงบลง แม้ในใจของไอ้คลั่งจะลุกโชนด้วยไฟแค้นที่รู้ความจริงเรื่องพ่อแม่ แต่ด้วยความกตัญญูต่อบุญคุณที่จักรพรรดิสมุทรเลี้ยงดูอุ้มชูตนมาจนเติบใหญ่ ไอ้คลั่งจึงตัดสินใจข่มใจและเลือกที่จะให้อภัย เหตุการณ์ความสูญเสียและการทรยศหักหลังที่เกิดขึ้นทำให้จักรพรรดิสมุทรสำนึกผิดในบาปกรรมที่เคยก่อไว้ จึงประกาศสลายชุมโจรสลัดอย่างเป็นทางการ พร้อมนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ปล้นมาแจกจ่ายให้ทุกคนนำไปตั้งต้นชีวิตใหม่ เลิกเป็นโจรและหันมาประกอบอาชีพสุจริต โดยปล่อยให้ไอ้คลั่งได้ออกเดินทางเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างสงบสุขต่อไป

ชมภาพยนตร์ ไอ้คลั่งทะเลโหด


บริษัทกมลโปรดักชั่น  สร้าง
ไอ้คลั่งทะเลโหด
ของ  ชาติ ทรนงค์
ระบบ 70 ม.ม. สั่นสะเทือน
สรพงศ์ ชาตรี  เป็น  ไอ้คลั่ง
นันทนา เงากระจ่าง  เป็น  มาลัย
เผ่าพันธ์ พงษ์นที  เป็น  ไอ้โขด
วิยะดา อุมารินทร์  เป็น  สาหร่าย
มานพ อัศวเทพ  เป็น  จักรพรรดิ์สมุทร แคล้ว
ดวงชีวัน โกมลเสน  เป็น  โฉม
ไพรินทร์ วัฒนลิขิต  เป็น  เจ้าพ่อเล็งเลิศ
ดามพ์ ดัสกร  เป็น  แหลม
อนันต์ สัมมาทรัพย์  เป็น  หมึก
ประจวบ ฤกษ์ยามดี  เป็น  อวนไฟ
สมศักดิ์ ชัยสงคราม  เป็น  สินเธาว์
ฤทธิ์ ลือชา  เป็น  หมอก
อดินันท์ สิงห์หิรัญ  เป็น  ถ้ำ
แพน บอระเพ็ด  เป็น  ตังเก
สุดเฉลียว เกตุผล  เป็น  มุก
ดี  เป็น  ฉมวก
อำนวยการสร้าง  กมล อร่ามเสรีวงศ์
กำกับการแสดง  จรัญ พรหมรังสี
บทประพันธ์  ชาติ ทรนงค์
บทภาพยนตร์  เศกสรรค์ บรรจงศิริ
ถ่ายภาพ  นิยม ศรีสุวรรณ
กำกับฝ่ายศิลป์  อุไร ศิริสมบัติ
ออกแบบเครื่องแต่งกาย  ไพรินทร์ วัฒนลิขิต
เฟรชฟิล์ม  จัดจำหน่าย
Somchai studio  ออกแบบ
ริ้มโปสเตอร์  เขียน

ทุ่งลุยลาย

 

ทุ่งลุยลาย

ทุ่งลุยลาย (2521) เป็นภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชัน-คาวบอยภูธรยุคคลาสสิก นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี, อรัญญา นามวงศ์ และ ลักษณ์ อภิชาติ กำกับโดย วินิจ ภักดีวิจิตร

เรื่องย่อ

เรื่องราวเกิดขึ้น ณ ชุมชนแถบ "ทุ่งลุยลาย" ดินแดนห่างไกลความเจริญที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลมืดของกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและกองโจรติดอาวุธ ซึ่งสร้างความเดือดร้อน คุกคาม บีบบังคับรีดไถที่ดิน และทำลายความสงบสุขของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อชายหนุ่มผู้รักความยุติธรรมและมีความแค้นส่วนตัวฝังลึกกับกลุ่มอิทธิพลเถื่อน ได้เดินทางเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ เขาต้องร่วมมือกับชาวบ้านและกลุ่มคนที่ต้องการทวงคืนความถูกต้อง เพื่อลุกขึ้นสู้และเผชิญหน้ากับอำนาจมืดอย่างไม่เกรงกลัว นำไปสู่การปะทะด้วยอาวุธปืนและชั้นเชิงการต่อสู้อย่างดุเดือดท่ามกลางสมรภูมิดงดิบ เพื่อกอบกู้ผืนแผ่นดินเกิดและชำระบัญชีแค้นที่ค้างคาให้สิ้นซาก

ชมภาพยนตร์ ทุ่งลุยลาย

จ้าวนักเลงปืน

จ้าวนักเลงปืน

เรื่องย่อ จ้าวนักเลงปืน (2525)

ท่ามกลางบรรยากาศบ้านทุ่งที่ถูกปกคลุมด้วยอิทธิพลเถื่อน กลุ่มผู้มีอำนาจและเหล่ามือปืนนอกกฎหมายใช้อาวุธเข้าข่มเหง แย่งชิงผลประโยชน์ และสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามการหักเหลี่ยมระหว่างกลุ่มนักเลงเจ้าถิ่น

เรื่องราวโฟกัสไปที่การลุกขึ้นสู้ของจ้าวนักเลงปืนผู้มีฝีมือและศักดิ์ศรี ที่ต้องเลือกระหว่างการวางมือใช้ชีวิตสงบสุข หรือหยิบปืนขึ้นมาประจันหน้ากับกลุ่มอิทธิพลมืดเพื่อปกป้องคนรัก ชุมชน และทวงคืนความยุติธรรม นำไปสู่การดวลปืนสุดดุเดือดและการปะทะเชิงชั้นเชิงที่เดิมพันด้วยชีวิต

ขุนเดช

ขุนเดช

เรื่องย่อ : ขุนเดช (2523)

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง:

เรื่องราวเกิดขึ้นในชุมชนแถบเมืองเก่า ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลมิจฉาชีพที่ลักลอบขุดกรุพระ โบราณสถาน และตัดเศียรพระพุทธรูปเพื่อนำโบราณวัตถุไปขายทอดตลาด โดยใช้เงินล่อลวงชาวบ้านที่กำลังยากแค้นและแห้งแล้งให้เข้าร่วมขบวนการทำลายสมบัติชาติ 

ท่ามกลางความเสื่อมโทรมของศีลธรรม ขุนเดช (สมบัติ เมทะนี) ชายหนุ่มลึกลับผู้พยายามละทิ้งอดีตอันเจ็บปวดและคาวเลือด ได้มาพึ่งร่มเงาวัดและสนทนาธรรมเพื่อขัดเกลาจิตใจ แต่เมื่อเห็นโบราณสถานและพระพุทธรูปถูกย่ำยี เขาจึงยอมเอาตัวเข้าขัดขวางและลงมือพิพากษาพวกคนชั่วด้วยตนเองนอกเหนือกฎหมาย จนนำไปสู่ความสูญเสียของฝ่ายคนร้ายและจุดชนวนความแค้น 

หัวหน้ากลุ่มอิทธิพลที่สูญเสียพวกพ้องและลูกน้อง ได้ยกกำลังมือปืนเข้าปิดล้อม บุกกดขี่ ข่มขู่ และทำร้ายชาวบ้านตลอดจนพระสงฆ์  เพื่อบีบให้ทุกคนส่งตัวขุนเดชออกมา ทำให้ขุนเดชต้องตัดสินใจลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมอีกครั้งพร้อมกับแรงผลักดันที่ทำให้ชาวบ้านผู้ถูกกดขี่ต้องเลือกว่าจะยอมจำนนหรือลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชา

ชมภาพยนตร์ ขุนเดช [2523]

มือปืนนมสด

 

มือปืนนมสด

แนวภาพยนตร์: แอ็กชัน / คอมเมดี้ / โรแมนติก

นักแสดงนำ: สมบัติ เมทะนี, อรัญญา นามวงศ์, สุริยา ชินพันธุ์, รัชนู บุญชูดวง, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, ดามพ์ ดัสกร

เรื่องย่อ มือปืนนมสด (2521)

ณ ชุมชน "ดอนกระทิง" ที่กำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจมืดและความหวาดกลัว เนื่องจากถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลเถื่อนนำโดย นายใหญ่ ข่มเหงรังแก ปล้น ฆ่า และครอบงำพื้นที่โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง

ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นเมื่อมี ชายหนุ่มต่างถิ่น นิสัยอารมณ์ดี ทะเล้น แต่มีชั้นเชิงฝีมือการต่อสู้และแม่นปืนไม่ธรรมดา ผู้มีเอกลักษณ์ประจำตัวคือชอบดื่มนมสดเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางเข้ามายังถิ่นนี้ ในเวลาเดียวกัน ลูกสาวของอดีตผู้ใหญ่บ้าน ที่เคยถูกกลุ่มอิทธิพลสังหาร ก็ได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ครอบครัว

เมื่อความอยุติธรรมมีมากเกินทน ชายหนุ่มรักนมสดและหญิงสาวผู้รักถิ่นฐานจึงร่วมมือกับชาวบ้านที่ไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจเถื่อน ลุกขึ้นมางัดข้อและเปิดฉากปะทะกับขบวนการทรชน เพื่อหวังคืนความสงบสุขและความยุติธรรมให้กับผืนแผ่นดินดอนกระทิงอีกครั้ง

ชมภาพยนตร์ มือปืนนมสด

เป๋อจอมเปิ่น

เป๋อจอมเปิ่น

ชมภาพยนตร์ เป๋อจอมเปิ่น


วันที่เข้าฉาย:
04 ตุลาคม พ.ศ. 2522
ผู้กำกับ: สมพงษ์ ตรีบุปผา
ดารานำ: เทพ เทียนชัย /เทพ โพธิ์งาม /รอง เค้ามูลคดี /สุพรรษา เนื่องภิรมย์

น้ำใต้ศอก

น้ำใต้ศอก

วันที่เข้าฉาย:
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522
สร้างโดย: ส.ปรีชาวงศ์ภาพยนตร์
ผู้กำกับ: ชุติมา สุวรรณรัต
ดารานำ: สรพงศ์ ชาตรี /เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ /นิรุตต์ ศิริจรรยา /มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวข

เรื่องย่อ น้ำใต้ศอก (2522)

เรื่องราวสะท้อนชะตากรรมของลูกผู้หญิงและความขัดแย้งในสถาบันครอบครัว เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งต้องเผชิญกับจุดพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิต จนตกอยู่ในสถานะ "เมียน้อย" หรือคนที่ต้องยอมกิน "น้ำใต้ศอก" ของคนอื่นอย่างจำใจ ทั้งจากแรงบีบคั้นของฐานะทางสังคม ความเข้าใจผิด และความรักที่ไม่ถูกที่ถูกเวลา

เส้นเรื่องหลักโฟกัสไปที่การต่อสู้ดิ้นรนของเธอท่ามกลางสายตาดูแคลน การแก่งแย่งชิงดี และความริษยาจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะแรงปะทะจากเมียหลวงและค่านิยมสังคมที่คอยตราหน้า เธอต้องอดทนกล้ำกลืนความเจ็บปวดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองและคนที่เธอรัก พร้อมทั้งหาทางพิสูจน์คุณค่าในตัวเองว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่เงาของใครในวังวนความรักและความแค้นครั้งนี้

สองฟากฟ้า

สองฟากฟ้า (2511)

สองฟากฟ้า (2511)

กำกับการแสดง: รังสี ทัศนพยัคฆ์

บทประพันธ์: เทพากร

นำแสดงโดย: มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์

เรื่องย่อ: 

เป็นภาพยนตร์ไทยแนวชีวิต-ดราม่าสะท้อนสังคม ที่บอกเล่าเรื่องราวความเหลื่อมล้ำและโชคชะตาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวของผู้คนสองกลุ่ม

เนื้อเรื่องหลักโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ต่างเติบโตมาในโลกคนละใบ ท่ามกลางกำแพงของฐานะ ชาติตระกูล และความคาดหวังจากครอบครัว เมื่อโชคชะตานำพาทั้งคู่ให้มาพบและเกิดเป็นความผูกพัน ความรักของพวกเขาจึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญที่ถูกขัดขวางด้วยค่านิยมทางสังคม ปัญหาความขัดแย้งของคนรุ่นก่อน ตลอดจนอุปสรรคและเหตุการณ์พลิกผันที่บีบคั้นให้ตัวละครต้องเลือกระหว่างความถูกต้อง เกียรติยศ หรือหัวใจของตัวเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้พาผู้ชมไปสำรวจมิติของความอยุติธรรมในสังคมไทยยุคนั้น การดิ้นรนต่อสู้กับชะตากรรม และการพิสูจน์คุณค่าของมนุษย์ที่ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ชาติตระกูล

ชมภาพยนตร์ สองฟากฟ้า พ.ศ. 2511


ข้อความบนใบปิด

พลสัณห์ภาพยนตร์
จากผลงานเรื่อง ใกล้รุ่ง
ที่เกรียวกราวมาแล้ว ทุกมุมเมือง
มาสู่ภาพยนตร์ชีวิต แนวแปลก ใน
สองฟากฟ้า
ของ เทพากร
มิตร ชัยบัญชา เพชรา เชาวราษฎร์
กิ่งดาว ดารณี, อดุลย์ ดุลยรัตน์, ทัต เอกทัต,
สมจิตร ทรัพย์สำรวย, เชาว์ แคล่วคล่อง, สุวิน สว่างรัตน์,
อดินันท์ สิงห์หิรัญ, เทียว ธารา, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม, ล้อต๊อก
ดาราเกียรติยศ เดชา ปราการนันทน์
และขอแนะนำดาวยั่วดวงใหม่ อุไรวรรณ จันทร์ทิพย์
รังสี ทัศนพยัคฆ์ กำกับการแสดง
ธีระ แอคะรัจน์ ถ่ายภาพ
พลสัณห์ ศรีหาผล อำนวยการสร้าง
เกรียงศักดิ์ ศรีหาผล ผู้จัดการธุรกิจ
ภาพยนตร์เรื่องเดียวที่โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์
ยอมรับว่า เป็นภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2511
ศิวาพร จัดจำหน่าย

*ใบปิดวาดโด เปี๊ยกโปสเตอร์

ประกาศิตจางชูเหลียง

 

ประกาศิตจางชูเหลียง
ปีที่ฉาย: พ.ศ. 2511
ผู้สร้าง/ผู้กำกับการแสดง: สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ (ภาพยนตร์สหนาวีไทย)
ผู้ถ่ายภาพ: ฉลอง ภักดีวิจิตร
นักแสดงนำ: สมบัติ เมทะนี, พิศมัย วิไลศักดิ์, เกชา เปลี่ยนวิถี, อบ บุญติด, สุรสิทธิ์ สัตยวงษ์

เรื่องย่อ:

เรื่องราวความขัดแย้งและการจารกรรมข้ามชาติเกิดขึ้นเมื่อ ดร.จาง / จางซูเหลียง (รับบทโดย อบ บุญติด) วายร้ายระดับหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมลับที่หลบหนีไปได้ จำเป็นต้องตามหา "หางของหุ่นนกอินทรี" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อว่ายังหลงเหลือและซ่อนอยู่ในประเทศไทย ชิ้นส่วนนี้บรรจุรหัสลับสำคัญสำหรับถอดสูตรอาวุธมหาประลัย

ดร.จาง จึงแอบส่งคนและติดต่อกับเครือข่ายสมุนเก่าในไทยเพื่อปฏิบัติการตามล่าหาชิ้นส่วนดังกล่าว เมื่อหน่วยสืบราชการลับและฝ่ายความมั่นคงของไทยล่วงรู้แผนการร้าย จึงได้ส่งสายลับอย่าง ชีพ ชูชัย / เคลียว บางคล้า (รับบทโดย สมบัติ เมทะนี) แฝงตัวออกสืบสวน ติดตามความเคลื่อนไหว และขัดขวางขบวนการของด็อกเตอร์เจ้าเล่ห์ นำไปสู่การต่อสู้ ชิงไหวชิงพริบ และการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ เพื่อปกป้องความลับระดับชาติและปราบปรามองค์กรลับนี้ให้สิ้นซาก

ชมภาพยนตร์ ประกาศิตจางชูเหลียง

หัวใจห้องที่ 5 พ.ศ. 2533

 "หัวใจห้องที่ 5" (พ.ศ. 2533)

กำกับการแสดงโดย: คมน์ อรรฆเดช (โคลีเซี่ยม โปรดักชั่น) นำแสดงโดย: ลิขิต เอกมงคล, ยุรนันท์ ภมรมนตรี, ภัสสร บุญยเกียรติ, จริยา สรณะคม (แอนโฟเน่) เรื่องย่อ:: หัวใจห้องที่ 5 (2533)
เรื่องราวดราม่าชีวิตคู่และความรักที่ซับซ้อนสะท้อนปัญหาสังคมครอบครัว คุณใหญ่ หญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่แต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกับ พิเคราะห์ มานานกว่า 8 ปีจนมีลูกด้วยกัน แต่ชีวิตสมรสกลับเต็มไปด้วยรอยร้าวและความขมขื่น เพราะพิเคราะห์มีนิสัยเจ้าชู้ มักออกไปดื่มเหล้าเที่ยวเตร่ และแอบมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นไม่ซ้ำหน้า แม้พิเคราะห์จะคอยขอโทษและสัญญาว่าจะปรับปรุงตัว แต่ก็ไม่เคยทำได้จริง จนทำให้คุณใหญ่ต้องทนทุกข์และเริ่มหมดความอดทนกับความเฉยชาของสามี เมื่อความเจ็บช้ำใจบั่นทอนจนถึงขีดสุด คุณใหญ่ได้พบกับ ทำเนียบ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่มีความทะเยอทะยานและมีเสน่ห์ ทำเนียบก้าวเข้ามาคอยปลอบโยน รับฟังปัญหา และให้ความอบอุ่นจนเกิดเป็นความผูกพันลึกซึ้ง คุณใหญ่ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะแยกทางและหย่าขาดจากพิเคราะห์เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยยอมทุ่มเทช่วยเหลือทำเนียบทุกอย่าง ทั้งฝากงานโรงแรมให้จนได้เลื่อนตำแหน่ง ซื้อบ้าน และซื้อรถหรูให้ เพื่อหวังจะสร้างครอบครัวใหม่ที่อบอุ่นด้วยกัน ทว่า ทำเนียบไม่ได้มีเพียงคุณใหญ่คนเดียวในชีวิต เขายังพัวพันอยู่กับ มาดาม/คุณนายเจ้าของโรงแรม ผู้ทรงอิทธิพลที่คอยอุปถัมภ์เขา รวมถึงหญิงสาวรุ่นลูกอย่าง มารี ที่หลงเสน่ห์ในตัวเขาจนอยากแต่งงานด้วย ทำเนียบพยายามสับราง ปิดบัง และใช้ความสัมพันธ์เหล่านี้เพื่อถีบตัวเองขึ้นสู่ความสุขสบายทางลัด เมื่อคุณใหญ่ตั้งครรภ์ลูกของทำเนียบ เธอกลับต้องพบกับความจริงอันโหดร้าย เมื่อทำเนียบบ่ายเบี่ยง ปฏิเสธความรับผิดชอบ และบีบให้เธอไปเอาเด็กออกเพราะกลัวเสียอนาคตและความก้าวหน้า ความตึงเครียดและการทะเลาะอย่างรุนแรงทำให้คุณใหญ่ประสบอุบัติเหตุจนแท้งลูกไปในที่สุด หลังจากผ่านมรสุมชีวิต ความสูญเสีย และบทเรียนราคาแพง คุณใหญ่จึงตระหนักได้ว่า "หัวใจห้องที่ 5" หรือความรักนอกลู่นอกทางที่เธอคิดว่าจะมาช่วยเติมเต็มชีวิต แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาและความเห็นแก่ตัว ขณะเดียวกัน พิเคราะห์ที่สำนึกผิดในอดีตก็พร้อมที่จะให้อภัยและก้าวเข้ามาประคับประคอง เพื่อเรียนรู้การปรับตัวและรักษาครอบครัวที่แท้จริงเอาไว้

ชมภาพยนตร์ หัวใจห้องที่ 5

นรกตะรุเตา

 

นรกตะรุเตา

นรกตะรูเตา" (พ.ศ. 2519)

กำกับการแสดงโดย: รุจน์ รณภพ
บทภาพยนตร์โดย: ส.อาสนจินดา
นำแสดงโดย: สมบัติ เมทะนี, นาท ภูวนัย, อรัญญา นามวงศ์, ศิริขวัญ นันทศิริ, มานพ อัศวเทพ, อดุลย์ ดุลยรัตน์, สีเทา และ พิภพ ภู่ภิญโญ

เรื่องย่อ:

ไฟสงครามการเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และเหตุการณ์กบฏบวรเดช นำมาสู่การกวาดล้างครั้งใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล ข้าราชการ ทหารชั้นผู้ใหญ่ และกลุ่มบุคคลผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองถูกตีตราว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดิน หนึ่งในนั้นคือนายทหารผู้รักเกียรติและอุดมการณ์อย่าง พันโท หลวงพิษณุรักษ์เสนา และนายทหารหนุ่มรุ่นน้องอย่าง ร้อยเอกสกล ทั้งหมดถูกสั่งเนรเทศไปยังทัณฑสถานเปิดกลางทะเลอันดามันอันห่างไกลความเจริญที่ไม่มีทางหนีรอด—เกาะตะรุเตา

ดินแดนแห่งนี้ไม่ต่างอะไรจากนรกบนดิน สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันโหดร้าย ทั้งดงไข้ป่า สัตว์มีพิษ และคลื่นลมมรสุมที่เชี่ยวกราก คอยกลืนกินชีวิตของนักโทษไปวันแล้ววันเล่า ทว่าความโหดร้ายของธรรมชาติยังไม่เทียบเท่าสันดานดิบของมนุษย์ เหล่านักโทษการเมืองต้องเผชิญหน้ากับการกดขี่ ทารุณกรรม และการเอารัดเอาเปรียบอย่างไร้ความปรานีจากเจ้าหน้าที่ผู้คุม รวมถึงนักโทษอุกฉกรรจ์ขาใหญ่ประจำเกาะอย่าง นายหมี ซึ่งคอยใช้กำลังข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า ความอดอยาก ขาดแคลนเสบียงและยารักษาโรค ผลักดันให้ผู้คนในแดนขังแห่งนี้ค่อยๆ ทยอยล้มตายลงเรื่อยๆ

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสิ้นหวัง ยังมีสายสัมพันธ์ ความห่วงใย และการช่วยเหลือลับๆ จากหญิงสาวผู้มีจิตใจดีงามอย่าง อนงค์ และ เพลิน ที่เข้ามาเกี่ยวข้องและคอยเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเหล่าเชลยศึกผู้บริสุทธิ์ แต่เมื่อสถานการณ์บนเกาะบีบคั้นจนถึงขีดสุด การยอมก้มหน้ารับชะตากรรมมีค่าเท่ากับรอคอยความตายอย่างช้าๆ

หลวงพิษณุรักษ์เสนาและร้อยเอกสกลจึงตัดสินใจรวมกลุ่มนักโทษการเมือง วางแผนลับครั้งประวัติศาสตร์เพื่อ "แหกคุกตะรุเตา"

แผนการหลบหนีเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งการชิงไหวชิงพริบ ลักลอบต่อเรือหาเสบียง และการปะทะด้วยกำลังกับกลุ่มผู้คุมและนักโทษคู่อริ พวกเขาต้องใช้ทั้งชีวิตและเกียรติยศเป็นเดิมพัน ฝ่าดงกระสุน ดาบปลายปืน และคลื่นลมมรสุมกลางทะเลลึก มุ่งหน้าสู่เกาะลังกาวีของมาลายา เพื่อก้าวข้ามแดนนรกไปสู่อิสรภาพและมีชีวิตรอดกลับมาพิสูจน์ศักดิ์ศรีของตนเองอีกครั้ง

ชมภาพยนตร์ นรกตะรุเตา (พ.ศ. 2519)

สะใภ้

 

สะใภ้

เรื่องราวความขัดแย้งสะท้อนปัญหาสังคมครอบครัวไทยระหว่าง "แม่ผัวกับลูกสะใภ้"

"สะใภ้" (ปี 2529)
สร้างโดย : พูนทรัพย์โปรดักชั่น 
ผู้จัด : วิศิษฐ์ มิ่งวัฒนบุญ
กำกับการแสดงโดย : วัฒนสิทธิ์
นำแสดงโดย : อภิชาติ หาลำเจียก , สินจัย (เปล่งพานิช) หงษ์ไทย , อภิรดี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม

เรื่องย่อ:

โศกนาฏกรรมของพี่สาว: ศรีกานดา แต่งงานเข้าไปอยู่ในบ้านของตระกูลเศรษฐี แต่กลับถูกแม่สามีผู้เจ้าระเบียบ เย่อหยิ่งในชาติตระกูล และถือยศศักดิ์ รังเกียจและกดขี่ข่มเหงสารพัด โดยมองว่าเป็นเพียงลูกสะใภ้ชั้นต่ำ ทั้งโขกสับและกลั่นแกล้งทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนในที่สุดศรีกานดาล้มป่วยหนักและตรอมใจเสียชีวิต ทิ้งลูกน้อยไว้ในบ้านหลังนั้น

การแก้แค้นและทวงคืนความยุติธรรม: ภาวิณี (รับบทโดย สินจัย หงษ์ไทย) น้องสาวของศรีกานดา ซึ่งเป็นหญิงสาวยุคใหม่ ฉลาด มั่นใจ และไม่ยอมคน เมื่อรู้ความจริงว่าพี่สาวต้องจบชีวิตลงอย่างอยุติธรรม จึงตัดสินใจวางแผนแก้เผ็ดและทวงความยุติธรรมให้พี่สาว ด้วยการแต่งงานเข้ามาเป็นลูกสะใภ้คนใหม่ในบ้านหลังเดิม เพื่อปกป้องหลานและสั่งสอนแม่ผัวจอมบงการ

ศึกแม่ผัวปะทะสะใภ้: ภาวิณีไม่ยอมตกเป็นเหยื่อเหมือนพี่สาว เธอใช้ไหวพริบ ความแสบ และความกล้าหาญงัดข้อ ตอบโต้กลโกงและแผนร้ายของแม่สามีแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จนเกิดเป็นสงครามประสาทสุดดุเดือดภายในบ้าน พร้อมๆ กับการคลี่คลายปมปัญหาความเข้าใจผิดในครอบครัวและการยอมรับในที่สุด

ชมภาพยนตร์ สะใภ้" (ปี 2529)

รักเธอเท่าช้าง

 

รักเธอเท่าช้าง
“รักเธอเท่าช้าง” เป็นภาพยนตร์ไทยแนวตลก สนุกสนาน ชุลมุนวุ่นวาย ออกฉายในปี พ.ศ. 2521
ข้อมูลภาพยนตร์ปีที่ฉาย: 11 มิถุนายน พ.ศ. 2521
ค่ายผู้สร้าง: ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น (Five Star Production)
นักแสดงนำ: เด่น ดอกประดู่, ลลนา สุลาวัลย์, เด๋อ ดอกสะเดา, เทพ โพธิ์งาม, เศรษฐา ศิระฉายา และสมควร กระจ่างศาสตร์ 

บรรยากาศในหนังภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังตลกเบาสมอง สะท้อนเรื่องราวความรักและความชุลมุนวุ่นวาย ที่เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแปลกใหม่และเสียงฮาตามสไตล์สามตลกยุคบุกเบิก (เด่น-เด๋อ-เทพ) ที่มักสอดแทรกมุกตลกสุภาพ ความน่ารัก และความอลเวงชวนให้ประทับใจของตัว

เพลง รักกับช้างดีกว่า

หนองหมาว้อ

 

หนองหมาว้อ

เรื่องย่อภาพยนตร์: หนองหมาว้อ (2522)

ผลงานกำกับโดย สุรสีห์ ผาธรรม / นำแสดงโดย วาสนา สิทธิเวช, นพดล ดวงพร, อุดม พลเสน

ภาพยนตร์เรื่อง "หนองหมาว้อ" ถือเป็นภาคต่อและผลงานสืบทอดเจตนารมณ์จากภาพยนตร์สะท้อนสังคมเรื่องดังอย่าง ครูบ้านนอก (2521) เล่าเรื่องราวสานต่อหลังจากโศกนาฏกรรมการจากไปของ "ครูปิยะ" ผู้ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อต่อต้านขบวนการตัดไม้ทำลายป่าและอิทธิพลมืดในท้องถิ่น

แม้เหตุการณ์การสูญเสียจะผ่านพ้นไป และคนร้ายจะถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่ ครูดวงดาว (วาสนา สิทธิเวช) ครูสาวผู้มีอุดมการณ์ยังคงเลือกที่จะไม่ย้ายกลับเข้าเมืองตามความต้องการของครอบครัว เธอยืนหยัดที่จะอยู่เคียงข้างเด็กๆ และชาวบ้านที่โรงเรียนบ้านหนองหมาว้อ เพื่อสานต่อความหวังและจุดประกายการศึกษาตามปณิธานที่ครูปิยะทิ้งไว้ โดยมี ครูใหญ่คำเม้า (นพดล ดวงพร) และชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันการเรียนการสอน

อย่างไรก็ตาม ชีวิตและการพัฒนาในชนบทห่างไกลยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคระลอกใหม่ ทั้งความขาดแคลน ปัญหาความแห้งแล้ง และการถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่ยังคงจ้องแสวงหาผลประโยชน์และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน จนเกิดความขัดแย้งและการทำลายข้าวของโรงเรียนและยุ้งฉางขึ้นมาอีกครั้ง

บททดสอบครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ครูดวงดาว ครูใหญ่คำเม้า และชาวบ้านหนองหมาว้อทุกคน ได้ตระหนักว่าการรอคอยความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่อาจเปลี่ยนชะตากรรมได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "พลังแห่งความสามัคคี" พวกเขาจึงรวมพลังแรงกายแรงใจ ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ สร้างโรงเรียน ยุ้งฉาง และฝายน้ำขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือตนเอง เปลี่ยนความสูญเสียและความเจ็บปวดในอดีตให้กลายเป็นพลังแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างเข้มแข็งและมีศักดิ์ศรีในผืนแผ่นดินบ้านเกิด

มหาหิน

 

มหาหิน
เรื่องย่อ:

หลังจากที่ “พระมหาหิน” ได้ตัดสินใจลาสิกขาจากร่มกาสาวพัสตร์ ละทิ้งความสงบในเพศบรรพชิตเพื่อกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนคนธรรมดา เส้นทางชีวิตของอดีตนักเลงชื่อดังอย่าง หิน ภูธร (สมบัติ เมทะนี) ก็มิอาจหลีกพ้นวังวนแห่งกลิ่นคาวเลือดและความมืดดำที่เขาเคยพยายามหนีพ้นมาได้ จุดเริ่มต้นของโชคชะตาครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อน้องสาวที่เขารักและผูกพันที่สุดได้ส่งจดหมายด่วนมาแจ้งข่าวร้ายว่า พี่ชายคนโตของตระกูลได้เสียชีวิตลงอย่างมีเงื่อนงำ อีกทั้งบ้านและทรัพย์สินทั้งหมดยังถูกโจรผู้ร้ายบุกปล้นสะดมจนแทบไม่เหลือสิ่งใด

ด้วยสายใยครอบครัว หินจึงต้องเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเพื่อทำหน้าที่ปกป้องดูแลน้องสาวและหลานที่กำลังเผชิญความยากลำบาก ทว่าเงาอดีตในฐานะ “ทิดหิน” ผู้เคยผ่านสมรภูมิเลือดและมีชื่อเสียงบนเส้นทางนักเลงเก่ากลับไม่เคยจางหาย แม้ใจหนึ่งจะอยากใช้ชีวิตอย่างสงบตามหลักธรรมที่เคยบวชเรียนมา แต่กลิ่นอายของความเป็นนักเลงและศัตรูเก่ากลับยังคงลากพาความทุกข์ระทมและความวุ่นวายเข้ามาสู่ชีวิตเขาอย่างไม่หยุดหย่อน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหักเหครั้งสำคัญ เรื่องราวความรักของเขากลับต้องพังทลายลงอย่างไม่สมหวัง ก่อนจะตามมาด้วยโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่กรีดลึกถึงหัวใจ เมื่อน้องสาวสุดที่รักถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ความสูญเสียครั้งนี้ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักไปจนหมดสิ้น และดับแสงสว่างแห่งธรรมในใจลงโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนอดีตพระผู้สำรวมให้เหลือเพียง “หิน ภูธร” คนเดิม ที่หัวใจลุกโชนไปด้วยไฟแค้น และพร้อมจะทวงคืนหนี้เลือดจากทุกคนที่พรากครอบครัวของเขาไปอย่างสาสม

ดอยราง

ดอยราง

ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
ฉายที่ โรงหนัง พัฒนากร

บริษัทสร้าง เชียงใหม่ภาพยนตร์

 

 

 

คู่ปรับ


คู่ปรับ

คู่ปรับ เป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งในยุคแรกของภาพยนตร์ไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศของวงการภาพยนตร์ไทยในช่วงต้นทศวรรษ พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังพัฒนา ทั้งในด้านเทคนิคการถ่ายทำ การบันทึกเสียง การใช้ฟิล์มสี และการนำภาพยนตร์ออกฉายตามโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ

ชื่อเรื่อง: คู่ปรับ

ชนิดฟิล์ม: 16 มม.

ภาพ: สี

เสียง: พากย์

วันที่ฉาย: 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2494

สถานที่ฉาย: ศรีอยุธยา

ภาพยนตร์ไทยในยุคฟิล์ม 16 มม.

การที่ “คู่ปรับ” เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มขนาด 16 มม. และเป็นภาพยนตร์สี นับเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างมากเมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย เนื่องจากในช่วงต้นทศวรรษ พ.ศ. 2490 วงการภาพยนตร์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคนิค จากระบบการสร้างภาพยนตร์แบบเดิมไปสู่รูปแบบที่มีความคล่องตัวมากขึ้น

ฟิล์ม 16 มม. มีข้อได้เปรียบในด้านขนาดและความสะดวกในการผลิตและจัดฉาย จึงมีบทบาทอย่างมากต่อการผลิตภาพยนตร์ในยุคนั้น โดยเฉพาะในช่วงที่การสร้างภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม 35 มม. มีต้นทุนสูงและต้องอาศัยอุปกรณ์และกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า การใช้ฟิล์ม 16 มม. จึงเปิดโอกาสให้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถผลิตผลงานได้มากขึ้น และสามารถนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ต่อผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง

ภาพยนตร์สีในช่วง พ.ศ. 2494

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ทำให้ “คู่ปรับ” มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ คือการระบุว่าเป็นภาพยนตร์ สี เพราะในช่วงเวลานั้นภาพยนตร์สีถือเป็นเทคโนโลยี ที่มีความโดดเด่นและช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับภาพยนตร์ในสายตาของผู้ชม การนำเสนอภาพด้วยสีช่วยให้ฉาก ตัวละคร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และบรรยากาศต่าง ๆ มีความสมจริงและมีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อเทียบกับภาพยนตร์ขาวดำ

สำหรับผู้ชมในยุค พ.ศ. 2494 การได้ชมภาพยนตร์สีในโรงภาพยนตร์จึงไม่เพียงเป็นการรับชมเรื่องราว และความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ทางภาพที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ภาพยนตร์ในเวลานั้นอีกด้วย

ระบบเสียงพากย์

“คู่ปรับ” ยังระบุว่าเป็นภาพยนตร์ประเภท พากย์ ซึ่งเป็นรูปแบบการนำเสนอภาพยนตร์ที่มีความสำคัญอย่างมากในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ในยุคที่ระบบเสียงและการบันทึกเสียงในฟิล์มยังมีข้อจำกัด การพากย์สดหรือการใช้ผู้พากย์ประกอบการฉายจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ไทย

ผู้พากย์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดบทสนทนาของตัวละครเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการสร้างอารมณ์ ความตลก ความตื่นเต้น และบรรยากาศให้กับผู้ชม การพากย์ภาพยนตร์ในยุคนั้นจึงถือเป็นศิลปะการแสดงรูปแบบหนึ่ง และผู้พากย์ที่มีความสามารถสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับการฉายภาพยนตร์แต่ละเรื่องได้

ข่าวทหารไทยในยุทธภูมิเกาหลี

ข่าวทหารไทยในยุทธภูมิเกาหลี

ภาพยนตร์ที่สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ ให้ผลิตขึ้นสำหรับเผยแพร่สู่ประชาชนไทย ในช่วงเวลาที่กำลังเกิด สงครามเกาหลี และประเทศไทยส่งกองกำลังอาสาสมัคร เข้าร่วมสงคราม เพื่อแสดงให้เห็นเหตุผลการเข้าร่วมสงครามเกาหลีของประเทศไทย ในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ

ภาพยนตร์ใช้วิธีให้ผู้บัญชาการกองทหารไทย พล.ต. ม.จ. พิสิษฐ์ดิศพงษ์ ดิศกุล เป็นผู้นำเสนอเรื่องราวเนื้อหาในภาพยนตร์ โดยทรงปรากฏองค์เป็นผู้บรรยายเรื่องราวด้วยพระองค์เอง

ท่านได้เล่าถึงสภาพความทุกข์ยากของชาวเกาหลีที่ถูกกองทัพคอมมิวนิสต์รุกราน ต้องพลัดพรากจากที่อยู่ อดอยาก บาดเจ็บ และล้มตาย แล้วแสดงให้เห็นกองทหารไทยที่เดินทางไปร่วมกับกองทัพสหประชาชาติอื่น ๆ เพื่อต่อสู้ขับไล่กองทัพคอมมิวนิสต์ ซึ่งภาพยนตร์นำเสนอว่าเป็นกองกำลังที่ไม่มีศีลธรรม มีความละโมบ และคิดการร้ายที่จะยึดครองโลก

ในตอนท้าย ภาพยนตร์ได้โฆษณาชวนเชื่อและโน้มน้าวให้ผู้ชมชาวไทยเห็นถึงภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งขอให้ช่วยกันสอดส่องและระวังกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาแทรกซึมและยุยง โดยเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ และให้ช่วยกันขับไล่ออกไป

มีภาพที่จัดฉากแสดงโดยใช้ดารานักแสดงละครและภาพยนตร์ไทย คือ ทัต เอกทัต แสดงเป็นคอมมิวนิสต์ที่เข้ามายุยง และในบรรดาผู้แสดงเป็นไทยมุงที่ยืนล้อมฟังการยุยงนั้น คนหนึ่งคือ อำนวย กลัสนิมิ หรือ ครูเนรมิต ผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของ ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อในยุคสงครามเย็นของโลก และถือเป็นเอกสารหรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทยกับสงครามเกาหลี ที่มีคุณค่าในการศึกษาชิ้นหนึ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาถึงอารมณ์และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของสังคมไทยในเวลานั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความทรงจำของสังคมไทยในทศวรรษ พ.ศ. 2490 และบริบททางการเมืองระหว่างประเทศในช่วงสงครามเย็น

สงครามเกาหลี ดำเนินไปเป็นเวลาราว 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2493–2496 ก่อนยุติลงเมื่อมีการตกลงทำสัญญาสงบศึก ส่งผลให้คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ คือ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยมีเส้นขนานที่ 38 เป็นแนวแบ่งเขต

เนื่องจากฟิล์มภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์ได้รับมอบมา เป็นก๊อปปี้ที่ผ่านการจัดฉายจนอยู่ในสภาพชำรุดและไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะต้นม้วนที่ขาดหายไป จึงไม่ทราบชื่อเรื่องที่แท้จริงแต่เดิม

หอภาพยนตร์จึงได้ตั้งชื่อขึ้นใหม่ว่า “ทหารไทยไปเกาหลี”


ข่าวทหารไทยในยุทธภูมิเกาหลี เป็นเรื่องราวที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทย ในการเข้าร่วมสงครามเกาหลี ตลอดจนมุมมองและการนำเสนอข่าวสารต่อประชาชนไทย ในบริบททางการเมืองของยุคสงครามเย็น

เก๋งดำ

เก๋งดำ
ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
เข้าฉายวันที่ 17 กรกฎาคม 2494
ฉายที่ ศรีบางลำภู

"เก๋งดำ" เป็นชื่อภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2494 โดยเริ่มเข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2494โรงภาพยนตร์ศรีบางลำภู เป็นภาพยนตร์ยุคฟิล์ม 16 มม. ที่ต้องใช้คนพากย์สดในโรงหนัง

 

 

 

กฤษดาอภินิหาร

กฤษดาอภินิหาร

16 มม. / สี? / พากย์
ฉายที่ พัฒนากร
ผู้อํานวยการสร้าง ผกาวลี
ผู้กํากับ เนรมิต

เรื่องย่อ
เพราะความลุ่มหลงในอิสตรี ทําให้พระเจ้าเวียงราย ถูกพวกขุนนางชั่วอย่าง อัครมหาเสนาบดีฟ้าเริงรณ กับ ขุนพลสรฤทธิ์ สมคบคิดกันหมายยึดครองราชบัลลังก์ ราชโอรส ร่ายฟ้า เห็นทีจะไม่ได้การ จึงหนีออกจากวังไปฝึกปรือวิชาอาคมกับ เฒ่านาคี แห่ง ถ้ําอภินิหาร จนสําเร็จวิชากลายเป็นผู้แก่กล้าและได้รับสมญาว่า กฤษดาอภินิหาร
เมื่อบัดนี้แผ่นดินของตนต้องตกอยู่ในกํามือของ สองอํามาตย์ชั่ว กฤษดาฯ จึงวางแผนเข้าต่อสู้โรมรันกับ พวกมัน แต่ทว่าเขากลับกลายเป็นผู้ถูกตามล่าและถูก กล่าวหาว่าเป็นโจร กระนั้นกฤษดาก็ยังคอยซุ่มรวบรวม กําลัง อีกทั้งได้แรงใจจาก องเหม่ สาวชาวบ้านผู้กลายมาเป็นหญิงคนรักคอยนําทาง กระทั่งถึงวันที่ทุกอย่างพร้อม กฤษดาฯ จึงไปเผชิญหน้าเพื่อกําจัดสองอํามาตย์ชั่วด้วย อิทธิปาฏิหาริย์ จนสามารถทวงคืนราชบัลลังก์พร้อมกับ แต่งตั้งให้องเหม่เป็นมเหสี ร่วมสืบทอดนครเวียงราย สืบไป

นักแสดง
ส. อาสนจินดา

ที่มา บทพากย์ภาพยนตร์ เรื่อง กฤษดาอภินิหาร

 

 

 

 

โตนงาช้าง 2494

โตนงาช้าง (พ.ศ. 2494)


ฟิล์ม 16 มม. / สี (ธรรมชาติ) / พากย์ 
24 มิถุนายน 2494
ฉายที่โอเดียน
ผู้อํานวยการสร้าง นิตยา หัพนานนท์, แท้ ประกาศวุฒิสาร
ผู้ประพันธ์ ส. บุญเสนอ
ผู้กํากับ แท้ ประกาศวุฒิสาร, ประชุม จุลละภมร
ผู้ถ่ายภาพ แท้ ประกาศวุฒิสาร, ประชุม จุลละภมร

เรื่องย่อ
ความขัดแย้งระหว่างบริษัทเหมือง ดีบุกไทยกับบริษัทยางไทย ในการจับจองที่ดินตรงกลาง ระหว่างเหมืองดีบุกกับสวนยาง เมื่อเหมืองดีบุกปิดทางเข้าออกถนนหลวง ทําให้บริษัทยางไทย ไม่สามารถส่งยาง ออกจําหน่ายได้ ไพลิน เจ้าของบริษัทยางไทยขอเจรจา ตกลง แต่ วิชิต ผู้จัดการเหมืองไม่ยอม จนเหตุการณ์เริ่ม บานปลาย พระยาภักดี ซึ่งเป็นประธานบริษัทเหมือง จึง ส่ง วนิช ลูกชายคนโตมาแก้ปัญหา วนิชไม่เคยมาที่ เหมืองมาก่อนจึงหลงไปที่สวนยางวนิชฉวยโอกาสปลอม ตัวเป็นกรรมกรสวนยางเพื่อสืบสาวต้นตอความขัดแย้ง
ฝ่ายพระยาภักดีเมื่อไม่ทราบข่าวลูกชายจึง เดินทางไปที่เหมือง ระหว่างทางโดนคนร้ายปล้น แต่ โชคดีที่ได้สินธ์ หัวหน้ากรรมกรเหมืองดีบุกไทยมาช่วยไว้ จึงได้รับรู้ความไม่ชอบมาพากลของวิชิตจากสินธ์ ทางด้าน วิชิตเมื่อรู้ว่าประธานบริษัทจะเดินทางมา ก็สร้างเรื่องให้ คนงานทั้งสองบริษัททะเลาะกัน เพื่อหาจังหวะที่ทุกคน เผลอ ปล้นเงินบริษัทแล้วหลบหนี แต่แผนการของวิชิตก็ ไม่อาจรอดพ้นสายตาของวนิชกับไพลินไปได้

นักแสดง

สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ เป็น วนิช
สอางค์ ทิพย์ทัศน์ เป็น ไพลิน
ประชุม จุลละภมร เป็น วิชิต
เทพ อักษรอินทร์ เป็น สินธ์
ม.ล. ชูเกียรติ นิลรัตน์ เป็น พิน
เฉลิม บุณยเกียรติ เป็น พระยาภักดี
ประนอม ณ สงขลา เป็น วนิดา
นุกูล ณ สงขลา เป็น บุญลือ
กมลศรี จงกลวณิช เป็น คุณนายสวาท
วิชัย ภูติโยธิน เป็น เจิม
วิจิตร เลี้ยงเจริญ เป็น เรื่อง
ฉัตร โหสุภา เป็น ฉัตร
สมาน พุกธนนูน เป็น สมาน
เสรี ห้วยทิพย์ เป็น เสรี

ที่มา หนังสือพิมพ์รายวัน พิมพ์ไทย 24 มิถุนายน 2494 

ขุนทาษ

ขุนทาษ

ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
ฉายที่ เฉลิมนคร
บริษัทสร้าง เทพศิลป
ผู้เขียนบท ตีระบุตร์

วันที่เข้าฉาย 20 ตุลาคม 2493 

ฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมนคร

 

 

 

คล้องช้าง

คล้องช้าง ภาพยนตร์สารคดีบันทึกวิถีชีวิตสยาม พ.ศ. 2481

คล้องช้าง เป็นภาพยนตร์สารคดีเก่าแก่ที่ถ่ายทำโดยคณะผู้สร้างภาพยนตร์จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางเข้ามายังสยามในปี พ.ศ. 2481 เพื่อบันทึกภาพงานแสดง คล้องช้าง ในประเทศไทย โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นโดยหน่วยทหารราบ ณ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างภาพยนตร์สารคดีกับภาพยนตร์บันทึกเรื่องราว โดยไม่ได้มุ่งนำเสนอเฉพาะการแสดง คล้องช้าง เท่านั้น แต่ยังบันทึกภาพวิถีชีวิต ผู้คน บ้านเมือง ศิลปวัฒนธรรม และสภาพสังคมของชาวสยามในช่วงปี พ.ศ. 2481 เอาไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

การเดินทางจากญี่ปุ่นสู่สยาม

เรื่องราวในภาพยนตร์เริ่มต้นจากการเดินทางของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นโดยเรือข้ามสมุทร เพื่อเดินทางมายังสยามสำหรับถ่ายทำงาน คล้องช้าง ในจังหวัดลพบุรี ระหว่างการเดินทาง คณะผู้สร้างได้บันทึกภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้โดยสารบนเรือ รวมถึงบรรยากาศต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง

เมื่อเรือเดินทางเข้าสู่อ่าวไทย คณะถ่ายทำเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนแล่นเรือต่อไปตามเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา จนมาถึงบริเวณพระนครและฝั่งธนบุรี ซึ่งในเวลานั้นยังคงมีภาพวิถีชีวิตริมน้ำและบรรยากาศของบางกอกที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก

ภาพกรุงเทพฯ และวิถีชีวิตชาวสยามในอดีต

หนึ่งในจุดเด่นของภาพยนตร์คือการบันทึกภาพกรุงเทพฯ หรือบางกอกในปี พ.ศ. 2481 เอาไว้หลายพื้นที่ ทั้งพระนครและฝั่งธนบุรี ผู้ชมจะได้เห็นทั้งพระราชวัง วัดวาอาราม ตลาด ร้านค้า ถนนหนทาง ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น

คณะถ่ายทำได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พร้อมบันทึกภาพชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงภาพพ่อค้าแม่ค้าในตลาดและร้านรวงต่าง ๆ บนถนนในบางกอก

นอกจากนี้ยังมีภาพของหญิงไทยและวิถีชีวิต ตลอดจนค่านิยมของสตรีไทยในสมัยนั้น ซึ่งช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมและวัฒนธรรมของสยามในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี

สถานที่สำคัญที่ปรากฏในภาพยนตร์

ภาพยนตร์ได้บันทึกสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง รวมถึง สะพานพระพุทธยอดฟ้า และอนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 อีกทั้งยังมีภาพบริเวณพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ประตูพิมานไชยศรีไปจนถึงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และบริเวณโดยรอบของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

คณะถ่ายทำยังเดินทางไปยัง เสาชิงช้า และ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ก่อนบันทึกภาพการเดินขบวนของกองทหารสยามไปตามถนนราชดำเนิน โดยสามารถมองเห็นพระที่นั่งอนันตสมาคมและพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 อยู่ในฉากด้วย

ภาพยนตร์ไทยและศิลปวัฒนธรรมสยาม

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือภาพของ ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งในเวลานั้นมีใบปิดภาพยนตร์เรื่อง “หวานใจนายเรือ” ติดอยู่บริเวณโรงภาพยนตร์ จากนั้นภาพยนตร์ได้พาผู้ชมไปชมเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง

ในฉากเบื้องหลังดังกล่าวปรากฏภาพ จำรัส สุวคนธ์ แสดงร่วมกับ จุรี รัตนหัตถ์ รวมถึงภาพการพูดคุยหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำระหว่าง จำรัส สุวคนธ์ จุรี รัตนหัตถ์ มานี สุมนนัฏ และเล็ก ช.

นอกจากวงการภาพยนตร์แล้ว คณะผู้สร้างยังบันทึกภาพการแสดงดนตรีไทย โดยมีนางรำออกมารำฟ้อนประกอบเสียงเพลง รวมถึงการแสดง รำเมขลา–รามสูร บริเวณด้านหน้าวงดนตรี ณ วัดไทยแห่งหนึ่ง ภาพเหล่านี้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรมไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน

การรีดพิษงูที่สวนงู สถานเสาวภา

คณะถ่ายทำยังได้เดินทางไปยัง สวนงู สถานเสาวภา เพื่อบันทึกภาพการรีดพิษงู ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงองค์ความรู้และกิจกรรมด้านการศึกษาพิษงูในประเทศไทยในยุคนั้น

หลังจากบันทึกภาพสถานที่และวิถีชีวิตในบางกอกแล้ว คณะผู้สร้างภาพยนตร์จึงออกเดินทางต่อไปยังจังหวัดลพบุรี เพื่อเข้าร่วมชมงาน คล้องช้าง ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

คล้องช้างที่จังหวัดลพบุรี

เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดลพบุรี ภาพยนตร์ได้บันทึกภาพวิถีชีวิตของผู้คนตามสองฝั่งแม่น้ำ รวมถึงโบราณสถานและสภาพธรรมชาติของจังหวัด ตลอดจนภาพเกี่ยวกับวิถีชีวิตของช้าง ก่อนเข้าสู่ช่วงสำคัญของภาพยนตร์ นั่นคือการบันทึกงาน คล้องช้าง

ภาพที่ปรากฏแสดงให้เห็นการนำช้างจำนวนมากเข้าสู่เพนียดคล้องช้าง ณ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี ภายในบริเวณงานมีการจัดกิจกรรมและงานรื่นเริงต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่การแสดง คล้องช้าง ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญของงาน

การบันทึกภาพ คล้องช้าง ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพการแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบการจัดงาน การใช้ช้าง และบรรยากาศของสังคมไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2480

คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์คล้องช้าง

จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่การบันทึกภาพประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2481 เอาไว้ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่การเดินทางเข้าสู่สยาม ภาพกรุงเทพฯ สถาปัตยกรรมและสถานที่สำคัญ วิถีชีวิตของผู้คน ศิลปวัฒนธรรมไทย ภาพยนตร์ไทย ไปจนถึงงาน คล้องช้าง ที่จังหวัดลพบุรี

ด้วยเหตุนี้ ภาพยนตร์จึงมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงบันทึกการแสดง คล้องช้าง เพราะยังเปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เห็นภาพประเทศไทยเมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของผู้คน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าและความสำคัญของฟิล์มบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศไทย

คล้องช้าง พ.ศ. 2481 กับภาพสยามในอดีต

คล้องช้าง จึงเป็นภาพยนตร์ที่มีความน่าสนใจทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยและประวัติศาสตร์สังคม เพราะนอกจากจะบันทึกการแสดงคล้องช้างที่จังหวัดลพบุรีแล้ว ยังรวบรวมภาพชีวิตของชาวสยามและสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2481 เอาไว้มากมาย ทำให้ผู้ชมในปัจจุบันสามารถย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศของประเทศไทยในอดีตผ่านภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกจากเหตุการณ์จริงได้อย่างใกล้ชิด



วิวาห์พาฝัน

 

วิวาห์พาฝัน
ชื่อ: วิวาห์พาฝัน [2514]

ผลงานกำกับและบทพระนิพนธ์โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ 
นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี, อรัญญา นามวงศ์, รุจน์ รณภพ, เมตตา รุ่งรัตน์ และสังข์ทอง สีใส

เรื่องย่อ

จุดเริ่มต้นงานวิวาห์และคำสัญญา 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในงานแต่งงานอันยิ่งใหญ่ระหว่าง เผดิมพงศ์ (รับบทโดย สมบัติ เมทะนี) ชายหนุ่มอดีตเพลย์บอย และ นภาพร หรือ "ตุ่ม" (รับบทโดย อรัญญา นามวงศ์)  โดยเผดิมพงศ์สัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดี เลิกกินเหล้า เลิกเที่ยวกลางคืน และตรงกลับบ้านเพื่อมาทำหน้าที่สามีที่ดีและดูแลครอบครัว 

ชีวิตคู่ที่ไม่ได้ใกล้ชิด 

แม้ทั้งคู่จะแต่งงานกันตามประเพณีแล้ว แต่ฝ่ายภรรยาอย่างนภาพรกลับติดภารกิจการงานของครอบครัวอย่างหนักหน่วงจนไม่มีเวลาให้สามี ทั้งการเจรจาธุรกิจโรงงานและการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ทำให้เผดิมพงศ์ต้องทนอยู่อย่างเหงาหงอยและเกิดความน้อยใจว่าแต่งงานกันมาหลายเดือนแต่กลับเป็นสามีภรรยากันแค่ในนาม 

ความวุ่นวายในบ้านและรอยร้าว 

ในระหว่างที่นภาพรไม่อยู่ บ้านก็เต็มไปด้วยความโกลาหลจากบรรดาแขกและคนแปลกหน้าที่เข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกัน เมื่อนภาพรกลับมาก็ยังคงมีภารกิจต้องเดินทางต่อในทันที จนทำให้ทั้งคู่มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง  ถึงขั้นเผดิมพงศ์ยื่นคำขาดขอหย่าและแยกห้องนอนกันคนละมุม ทำให้ผู้ใหญ่และคนรอบข้างต่างพยายามเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย 

แผนการคืนดีและความปั่นป่วน 

ฝ่ายพ่อแม่และคนใกล้ชิดต่างกลัวว่าจะไม่ได้อุ้มหลาน จึงได้วางแผนการจับคู่ให้ทั้งสองคนกลับมาคืนดีกัน ด้วยการสร้างสถานการณ์ให้ฝ่ายชายเกิดความหึงหวงและตามมาง้อภรรยา  จนนำไปสู่เรื่องราวชวนหัว ความเข้าใจผิด และเหตุการณ์ชุลมุนมากมาย 

บทสรุปของความรัก 

หลังจากผ่านเรื่องราววุ่นวายและการประลองคารมกัน ทั้งสองก็เข้าใจถึงความรักและความผูกพันที่แท้จริงที่มีให้แก่กัน ในที่สุดครอบครัวก็ได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พร้อมกับการให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิงที่นำพาความยินดีมาสู่ทั้งสองตระกูล 


เลือดแม่


เลือดแม่ [2515]

เรื่องย่อโดยสังเขป:

ภาพยนตร์แนวชีวิต (Drama) สะท้อนเรื่องราวความรัก ความผูกพัน และพระคุณอันยิ่งใหญ่ของคนเป็นแม่ที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกรัก ท่ามกลางอุปสรรคและปัญหาชีวิตอันหนักหน่วงที่เข้ามาทดสอบจิตใจของคนในครอบครัว

เรื่องราวถ่ายทอดผ่านการแสดงอันซาบซึ้ง ตราตรึงใจ และสะท้อนค่านิยมของสังคมไทยในอดีตเกี่ยวกับความกตัญญูและสายใยรักแห่งความเป็นแม่ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย


ลูกทุ่งปืนคด

 

ลูกทุ่งปืนคด
ชื่อ: ลูกทุ่งปืนคด [2521]

เรื่องย่อ

ลูกทุ่งปืนคด (2521) เป็นภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชัน-คอเมดี้ผสมผสานบรรยากาศเพลงลูกทุ่ง ผลงานกำกับของ พยุง พยกุล นำแสดงโดย กรุง ศรีวิไล ประกบคู่กับ นัยนา ชีวานันท์ 

เรื่องราวเกิดขึ้นในถิ่นชนบทแถบลูกทุ่ง เมื่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลและโจรผู้ร้ายสร้างความเดือดร้อน รังแกชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เพื่อหวังฮุบที่ดินและขยายอำนาจเถื่อน ทำให้ ทองคำ ชายหนุ่มลูกทุ่งผู้รักความยุติธรรมและมีฝีมือแม่นปืนไม่เป็นสองรองใคร จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินบ้านเกิดและคนรัก 
การต่อสู้ทวีความเข้มข้นเมื่อฝ่ายตัวร้ายใช้อิทธิพลและลูกสมุนคอยดักทำร้ายรอบด้าน ฝ่ายพระเอกจึงต้องงัดทั้งไหวพริบ ความกวนแบบลูกทุ่ง และเพลงปืนสุดพิสดารออกมาดวลกับเหล่าทรชน ท่ามกลางเสียงเพลงลูกทุ่งสนุกสนาน มุกตลกปะปนกับฉากบู๊ไล่ล่าแบบจัดเต็มตามสไตล์หนังบู๊ลูกทุ่งไทยยุคคลาสสิก



8 เหลี่ยม 12 คม

8 เหลี่ยม 12 คม


ชื่อเรื่อง: 8 เหลี่ยม 12 คม (2519)

กำกับการแสดง / อำนวยการสร้าง: พยุง พยกุล

นักแสดงนำ: สมบัติ เมทะนี (รับบท คม), นาท ภูวนัย, ไพโรจน์ ใจสิงห์, นัยนา ชีวานันท์, ปริศนา ชบาไพร, รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิมากูร, ดามพ์ ดัสกร

เรื่องย่อ

เรื่องราวการเฉือนคมและหักเหลี่ยมในโลกอาชญากรรม  เมื่อ "คม"  เข้ามาพัวพันกับแผนการซื้อขายสร้อยเพชรล้ำค่ามูลค่ามหาศาล  ซึ่งมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลหลายฝ่ายต้องการแย่งชิงไปเป็นของตน โดยเฉพาะกลุ่มของ "ชิงชัย" จอมโหดผู้ทรงอิทธิพล  ที่วางแผนชิงเพชรไปใช้แลกเปลี่ยนกับอาวุธสงครามล็อตใหญ่ที่บริเวณชายแดน 

ขณะเดียวกัน "กฤษณะ" เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยสืบราชการลับ  ได้รับคำสั่งให้ติดตามสืบสวนและทลายแก๊งใหญ่ของชิงชัย แต่เนื่องจากยังขาดหลักฐานมัดตัว กฤษณะจึงต้องแฝงตัวและแกะรอยตามเบาะแสอย่างใกล้ชิด  ท่ามกลางความขัดแย้งที่มีทั้งเรื่องผลประโยชน์ ความแค้น และความรักของตัวละครอย่าง ริต้า, รสนา และปณิตา  ที่ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของอันตราย

ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดการหักหลังและแผนซ้อนแผนซ้อนเหลี่ยมกันเองระหว่างเหล่าทรชน  จนกระทั่งความลับเรื่องการนัดส่งมอบเพชรแลกอาวุธถูกเปิดเผย  นำไปสู่การเผชิญหน้าและปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มคนร้ายและฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในสมรภูมิสุดท้าย

มือปืน

มือปืน 2526



มือปืน (2526) กำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล 
นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี, รณ ฤทธิชัย และ ชาลี อินทรวิจิตร 
เป็นหนึ่งในผลงานภาพยนตร์แนวดราม่า-แอ็กชันสะท้อนสังคมที่ได้รับการยกย่องสูงสุดเรื่องหนึ่งของไทย 

เรื่องย่อ เรื่องราวชีวิตของ จ่าสมหมาย (รับบทโดย สรพงศ์ ชาตรี) อดีตทหารผ่านศึกสงครามลาวที่พิการขาเป๋และต้องกลายมาเป็นมือปืนรับจ้างมือหนึ่งเพื่อหาเงินรักษาลูกชายที่ป่วยหนัก จ่าสมหมายรับงานลอบสังหารบุคคลสำคัญตามคำสั่งของผู้มีอิทธิพล โดยมีเป้าหมายเพียงแค่ต้องการหาเงินก้อนสุดท้ายมาผ่าตัดลูกและวางมือจากวงการ ทางด้านตำรวจ สารวัตรยุทธ (รับบทโดย รณ ฤทธิชัย) นายตำรวจหนุ่มไฟแรงตงฉิน ได้รับมอบหมายให้ติดตามไล่ล่ามือปืนลึกลับรายนี้ การสืบสวนนำพาให้สารวัตรยุทธเข้าใกล้ตัวจ่าสมหมายมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายต้องเผชิญหน้ากันในการไล่ล่าที่เข้มข้น ทว่าเมื่อเรื่องราวดำเนินไป จ่าสมหมายกลับถูกผู้ว่าจ้างหักหลังและสั่งเก็บเพื่อตัดตอน ทำให้เขาต้องตกเป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางความขัดแย้งเชิงศีลธรรม หน้าที่ และความจำเป็นของชีวิตที่บีบคั้นให้ตัวละครต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

พระลอ

พระลอ

📽️ พระลอ [2511] : ตำนานรักต้องห้าม ท่ามกลางศึกแค้นแห่งสองแผ่นดิน

ท่ามกลางกระแสแห่งความเกลียดชังและเวรกรรมที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ระหว่างนครแมนสรวงและเมืองสอง อันนำไปสู่การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ยังคงฝังใจผู้คน... "พระลอ" ภาพยนตร์สุดคลาสสิกปี 2511 นำผู้ชมย้อนกลับไปสู่โศกนาฏกรรมแห่งความรักและศักดิ์ศรีที่ไม่อาจบรรจบกันได้

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อความแค้นในอดีตสร้างบาดแผลลึกเกินกว่าจะเยียวยา ทว่าท่ามกลางความขัดแย้งที่แผดเผา กลับมีมนต์เสน่ห์แห่งความรักที่งดงามและเปราะบางก่อตัวขึ้น เรื่องราวความสัมพันธ์ที่ถูกถักทอผ่านความฝัน ความเชื่อ และมนตรา จนกลายเป็นความผูกพันที่ก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งแห่งศัตรู

เมื่อ "พระลอ" กษัตริย์หนุ่มผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ต้องตกอยู่ในวังวนของอุบายลึกลับ ท่ามกลางแผนการที่วางไว้เพื่อให้ทั้งสองนครต้องเผชิญหน้ากัน ความรักระหว่างกษัตริย์และนางผู้เป็นที่รักกลับกลายเป็นชนวนเหตุแห่งศึกใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด

เตรียมพบกับคำถามที่ไม่มีคำตอบในโลกแห่งความเป็นจริง...

ท่ามกลางสงครามแห่งกิเลสและอาวุธ ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง?

ความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแก้แค้น จะสามารถเอาชนะอำนาจแห่ง "กรรม" ที่ถูกลิขิตไว้ได้หรือไม่?

เมื่อความจริงเปิดเผย ทุกอย่างจะจบลงด้วยความสูญเสีย หรือการเริ่มต้นใหม่ที่ไร้ซึ่งคำว่าศัตรู?

สัมผัสภาพยนตร์ระดับตำนานที่ถ่ายทอดความงดงามของวรรณคดีไทยผ่านแผ่นฟิล์ม กับการต่อสู้เพื่อหัวใจและศักดิ์ศรี ที่จะทำให้คุณต้องลุ้นระทึกไปกับทุกจังหวะชีวิตของตัวละคร


ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ (2524)


ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชัน-บู๊ล้างผลาญระดับตำนาน กำกับโดย ฉลอง ภักดีวิจิตร ออกฉายในปี พ.ศ. 2524 นำแสดงโดยเหล่ายอดนักบู๊แถวหน้าของวงการในยุคนั้นอย่าง สมบัติ เมทะนี, กรุง ศรีวิไล, สรพงศ์ ชาตรี, นาท ภูวนัย พร้อมด้วย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ และ สุพรรษา เนื่องภิรมย์

เรื่องย่อ

เรื่องราวการรวมตัวของ 4 ยอดฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญ บุคลิก และทักษะการต่อสู้แตกต่างกันไปตามฉายาของธาตุทั้งสี่ ได้แก่:

ดิน – ตัวแทนของความหนักแน่น ดุดัน และความแข็งแกร่งดั่งภูผา

น้ำ – ตัวแทนของความพลิกแพลง เยือกเย็น ฉลาดหลักแหลม และไหลลื่นตามสถานการณ์

ลม – ตัวแทนของความรวดเร็ว ว่องไว โจมตีและเคลื่อนไหวไร้ร่องรอย

ไฟ – ตัวแทนของความร้อนแรง กล้าได้กล้าเสีย และทำลายล้างเป้าหมายอย่างเด็ดขาด


ทั้งสี่ต้องมารวมพลังกันในภารกิจเสี่ยงตายเพื่อต่อกรกับกลุ่มอิทธิพลมืด ขบวนการค้ายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลระดับชาติที่มีกองกำลังอาวุธสงครามครบมือ โดยแต่ละคนต้องงัดชั้นเชิงการต่อสู้ กลยุทธ์ และความสามารถเฉพาะตัวมาประสานกันเพื่อทลายรังศัตรู ท่ามกลางฉากแอ็กชันสไตล์ "ระเบิดภูเขา เผากระท่อม" ยิงถล่ม และการขับเคี่ยวกันด้วยไหวพริบและความแค้นจนถึงจุดแตกหัก

ข้อความบนใบปิด

ดิน น้ำ ลม ไฟ (2524)

สหมงคลฟิล์ม ขอเสนอ
ผลงานของชัยแอนด์ชาโปรดั๊กชั่น
“วันใดที่เอ็งกับข้าผิดคำสาบาน ด้วยจิตวิญญาณแห่งความรัก
ขอให้มันจงพินาศด้วยธาตุ 4”
ดิน น้ำ ลม ไฟ
สรพงศ์ ชาตรี นาท ภูวนัย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ วิยะดา อุมารินทร์
รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง, พิมลพรรณ, เปี๊ยก,
โสธร รุ่งเรือง, พิภพ ภู่ภิญโญ, เมืองเริง ปัทมินทร์,
จิตร, ผจญ ดวงขจร, โทน, กัลย์เกลา
เชาว์ มีคุณสุต กำกับการแสดง
เกหลง อำนวยการสร้าง
อ.อ่ำเสงี่ยม สร้างบท
วัลลภ (อ๊อด) สินสำอางค์ ถ่ายภาพ
*ใบปิดวาดโดย ทองดี

Footer

ThaiFilmReviews.com รวบรวมข้อมูลภาพยนตร์ไทย ละครไทย และประวัตินักแสดงตั้งแต่ยุค พ.ศ. 2466 จนถึงปัจจุบัน © 2024 ThaiFilmReviews.com