ขุนทาษ
ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
ฉายที่ เฉลิมนคร
บริษัทสร้าง เทพศิลป
ผู้เขียนบท ตีระบุตร์
วันที่เข้าฉาย 20 ตุลาคม 2493
ฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมนคร
หนังไทย ละครไทย ดาราไทย รวบรวมภาพและข้อมูลต่างๆ
ขุนทาษ
ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
ฉายที่ เฉลิมนคร
บริษัทสร้าง เทพศิลป
ผู้เขียนบท ตีระบุตร์
วันที่เข้าฉาย 20 ตุลาคม 2493
ฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมนคร
คล้องช้าง เป็นภาพยนตร์สารคดีเก่าแก่ที่ถ่ายทำโดยคณะผู้สร้างภาพยนตร์จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางเข้ามายังสยามในปี พ.ศ. 2481 เพื่อบันทึกภาพงานแสดง คล้องช้าง ในประเทศไทย โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นโดยหน่วยทหารราบ ณ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างภาพยนตร์สารคดีกับภาพยนตร์บันทึกเรื่องราว โดยไม่ได้มุ่งนำเสนอเฉพาะการแสดง คล้องช้าง เท่านั้น แต่ยังบันทึกภาพวิถีชีวิต ผู้คน บ้านเมือง ศิลปวัฒนธรรม และสภาพสังคมของชาวสยามในช่วงปี พ.ศ. 2481 เอาไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
เรื่องราวในภาพยนตร์เริ่มต้นจากการเดินทางของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นโดยเรือข้ามสมุทร เพื่อเดินทางมายังสยามสำหรับถ่ายทำงาน คล้องช้าง ในจังหวัดลพบุรี ระหว่างการเดินทาง คณะผู้สร้างได้บันทึกภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้โดยสารบนเรือ รวมถึงบรรยากาศต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง
เมื่อเรือเดินทางเข้าสู่อ่าวไทย คณะถ่ายทำเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนแล่นเรือต่อไปตามเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา จนมาถึงบริเวณพระนครและฝั่งธนบุรี ซึ่งในเวลานั้นยังคงมีภาพวิถีชีวิตริมน้ำและบรรยากาศของบางกอกที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก
หนึ่งในจุดเด่นของภาพยนตร์คือการบันทึกภาพกรุงเทพฯ หรือบางกอกในปี พ.ศ. 2481 เอาไว้หลายพื้นที่ ทั้งพระนครและฝั่งธนบุรี ผู้ชมจะได้เห็นทั้งพระราชวัง วัดวาอาราม ตลาด ร้านค้า ถนนหนทาง ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น
คณะถ่ายทำได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พร้อมบันทึกภาพชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงภาพพ่อค้าแม่ค้าในตลาดและร้านรวงต่าง ๆ บนถนนในบางกอก
นอกจากนี้ยังมีภาพของหญิงไทยและวิถีชีวิต ตลอดจนค่านิยมของสตรีไทยในสมัยนั้น ซึ่งช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมและวัฒนธรรมของสยามในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี
ภาพยนตร์ได้บันทึกสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง รวมถึง สะพานพระพุทธยอดฟ้า และอนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 อีกทั้งยังมีภาพบริเวณพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ประตูพิมานไชยศรีไปจนถึงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และบริเวณโดยรอบของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
คณะถ่ายทำยังเดินทางไปยัง เสาชิงช้า และ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ก่อนบันทึกภาพการเดินขบวนของกองทหารสยามไปตามถนนราชดำเนิน โดยสามารถมองเห็นพระที่นั่งอนันตสมาคมและพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 อยู่ในฉากด้วย
อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือภาพของ ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งในเวลานั้นมีใบปิดภาพยนตร์เรื่อง “หวานใจนายเรือ” ติดอยู่บริเวณโรงภาพยนตร์ จากนั้นภาพยนตร์ได้พาผู้ชมไปชมเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง
ในฉากเบื้องหลังดังกล่าวปรากฏภาพ จำรัส สุวคนธ์ แสดงร่วมกับ จุรี รัตนหัตถ์ รวมถึงภาพการพูดคุยหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำระหว่าง จำรัส สุวคนธ์ จุรี รัตนหัตถ์ มานี สุมนนัฏ และเล็ก ช.
นอกจากวงการภาพยนตร์แล้ว คณะผู้สร้างยังบันทึกภาพการแสดงดนตรีไทย โดยมีนางรำออกมารำฟ้อนประกอบเสียงเพลง รวมถึงการแสดง รำเมขลา–รามสูร บริเวณด้านหน้าวงดนตรี ณ วัดไทยแห่งหนึ่ง ภาพเหล่านี้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรมไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน
คณะถ่ายทำยังได้เดินทางไปยัง สวนงู สถานเสาวภา เพื่อบันทึกภาพการรีดพิษงู ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงองค์ความรู้และกิจกรรมด้านการศึกษาพิษงูในประเทศไทยในยุคนั้น
หลังจากบันทึกภาพสถานที่และวิถีชีวิตในบางกอกแล้ว คณะผู้สร้างภาพยนตร์จึงออกเดินทางต่อไปยังจังหวัดลพบุรี เพื่อเข้าร่วมชมงาน คล้องช้าง ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้
เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดลพบุรี ภาพยนตร์ได้บันทึกภาพวิถีชีวิตของผู้คนตามสองฝั่งแม่น้ำ รวมถึงโบราณสถานและสภาพธรรมชาติของจังหวัด ตลอดจนภาพเกี่ยวกับวิถีชีวิตของช้าง ก่อนเข้าสู่ช่วงสำคัญของภาพยนตร์ นั่นคือการบันทึกงาน คล้องช้าง
ภาพที่ปรากฏแสดงให้เห็นการนำช้างจำนวนมากเข้าสู่เพนียดคล้องช้าง ณ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี ภายในบริเวณงานมีการจัดกิจกรรมและงานรื่นเริงต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่การแสดง คล้องช้าง ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญของงาน
การบันทึกภาพ คล้องช้าง ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพการแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบการจัดงาน การใช้ช้าง และบรรยากาศของสังคมไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2480
จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่การบันทึกภาพประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2481 เอาไว้ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่การเดินทางเข้าสู่สยาม ภาพกรุงเทพฯ สถาปัตยกรรมและสถานที่สำคัญ วิถีชีวิตของผู้คน ศิลปวัฒนธรรมไทย ภาพยนตร์ไทย ไปจนถึงงาน คล้องช้าง ที่จังหวัดลพบุรี
ด้วยเหตุนี้ ภาพยนตร์จึงมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงบันทึกการแสดง คล้องช้าง เพราะยังเปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เห็นภาพประเทศไทยเมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของผู้คน
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าและความสำคัญของฟิล์มบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศไทย
คล้องช้าง จึงเป็นภาพยนตร์ที่มีความน่าสนใจทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยและประวัติศาสตร์สังคม เพราะนอกจากจะบันทึกการแสดงคล้องช้างที่จังหวัดลพบุรีแล้ว ยังรวบรวมภาพชีวิตของชาวสยามและสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2481 เอาไว้มากมาย ทำให้ผู้ชมในปัจจุบันสามารถย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศของประเทศไทยในอดีตผ่านภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกจากเหตุการณ์จริงได้อย่างใกล้ชิด
เลือดแม่ [2515]
เรื่องย่อโดยสังเขป:
ภาพยนตร์แนวชีวิต (Drama) สะท้อนเรื่องราวความรัก ความผูกพัน และพระคุณอันยิ่งใหญ่ของคนเป็นแม่ที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกรัก ท่ามกลางอุปสรรคและปัญหาชีวิตอันหนักหน่วงที่เข้ามาทดสอบจิตใจของคนในครอบครัว
เรื่องราวถ่ายทอดผ่านการแสดงอันซาบซึ้ง ตราตรึงใจ และสะท้อนค่านิยมของสังคมไทยในอดีตเกี่ยวกับความกตัญญูและสายใยรักแห่งความเป็นแม่ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
ชื่อเรื่อง: 8 เหลี่ยม 12 คม (2519)
กำกับการแสดง / อำนวยการสร้าง: พยุง พยกุล
นักแสดงนำ: สมบัติ เมทะนี (รับบท คม), นาท ภูวนัย, ไพโรจน์ ใจสิงห์, นัยนา ชีวานันท์, ปริศนา ชบาไพร, รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิมากูร, ดามพ์ ดัสกร
เรื่องย่อ
เรื่องราวการเฉือนคมและหักเหลี่ยมในโลกอาชญากรรม เมื่อ "คม" เข้ามาพัวพันกับแผนการซื้อขายสร้อยเพชรล้ำค่ามูลค่ามหาศาล ซึ่งมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลหลายฝ่ายต้องการแย่งชิงไปเป็นของตน โดยเฉพาะกลุ่มของ "ชิงชัย" จอมโหดผู้ทรงอิทธิพล ที่วางแผนชิงเพชรไปใช้แลกเปลี่ยนกับอาวุธสงครามล็อตใหญ่ที่บริเวณชายแดน
ขณะเดียวกัน "กฤษณะ" เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยสืบราชการลับ ได้รับคำสั่งให้ติดตามสืบสวนและทลายแก๊งใหญ่ของชิงชัย แต่เนื่องจากยังขาดหลักฐานมัดตัว กฤษณะจึงต้องแฝงตัวและแกะรอยตามเบาะแสอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความขัดแย้งที่มีทั้งเรื่องผลประโยชน์ ความแค้น และความรักของตัวละครอย่าง ริต้า, รสนา และปณิตา ที่ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของอันตราย
ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดการหักหลังและแผนซ้อนแผนซ้อนเหลี่ยมกันเองระหว่างเหล่าทรชน จนกระทั่งความลับเรื่องการนัดส่งมอบเพชรแลกอาวุธถูกเปิดเผย นำไปสู่การเผชิญหน้าและปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มคนร้ายและฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในสมรภูมิสุดท้าย
📽️ พระลอ [2511] : ตำนานรักต้องห้าม ท่ามกลางศึกแค้นแห่งสองแผ่นดิน
ท่ามกลางกระแสแห่งความเกลียดชังและเวรกรรมที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ระหว่างนครแมนสรวงและเมืองสอง อันนำไปสู่การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ยังคงฝังใจผู้คน... "พระลอ" ภาพยนตร์สุดคลาสสิกปี 2511 นำผู้ชมย้อนกลับไปสู่โศกนาฏกรรมแห่งความรักและศักดิ์ศรีที่ไม่อาจบรรจบกันได้
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อความแค้นในอดีตสร้างบาดแผลลึกเกินกว่าจะเยียวยา ทว่าท่ามกลางความขัดแย้งที่แผดเผา กลับมีมนต์เสน่ห์แห่งความรักที่งดงามและเปราะบางก่อตัวขึ้น เรื่องราวความสัมพันธ์ที่ถูกถักทอผ่านความฝัน ความเชื่อ และมนตรา จนกลายเป็นความผูกพันที่ก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งแห่งศัตรู
เมื่อ "พระลอ" กษัตริย์หนุ่มผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ต้องตกอยู่ในวังวนของอุบายลึกลับ ท่ามกลางแผนการที่วางไว้เพื่อให้ทั้งสองนครต้องเผชิญหน้ากัน ความรักระหว่างกษัตริย์และนางผู้เป็นที่รักกลับกลายเป็นชนวนเหตุแห่งศึกใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด
เตรียมพบกับคำถามที่ไม่มีคำตอบในโลกแห่งความเป็นจริง...
ท่ามกลางสงครามแห่งกิเลสและอาวุธ ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง?
ความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแก้แค้น จะสามารถเอาชนะอำนาจแห่ง "กรรม" ที่ถูกลิขิตไว้ได้หรือไม่?
เมื่อความจริงเปิดเผย ทุกอย่างจะจบลงด้วยความสูญเสีย หรือการเริ่มต้นใหม่ที่ไร้ซึ่งคำว่าศัตรู?
สัมผัสภาพยนตร์ระดับตำนานที่ถ่ายทอดความงดงามของวรรณคดีไทยผ่านแผ่นฟิล์ม กับการต่อสู้เพื่อหัวใจและศักดิ์ศรี ที่จะทำให้คุณต้องลุ้นระทึกไปกับทุกจังหวะชีวิตของตัวละคร
ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชัน-บู๊ล้างผลาญระดับตำนาน กำกับโดย ฉลอง ภักดีวิจิตร ออกฉายในปี พ.ศ. 2524 นำแสดงโดยเหล่ายอดนักบู๊แถวหน้าของวงการในยุคนั้นอย่าง สมบัติ เมทะนี, กรุง ศรีวิไล, สรพงศ์ ชาตรี, นาท ภูวนัย พร้อมด้วย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ และ สุพรรษา เนื่องภิรมย์
เรื่องย่อ
เรื่องราวการรวมตัวของ 4 ยอดฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญ บุคลิก และทักษะการต่อสู้แตกต่างกันไปตามฉายาของธาตุทั้งสี่ ได้แก่:
ดิน – ตัวแทนของความหนักแน่น ดุดัน และความแข็งแกร่งดั่งภูผา
น้ำ – ตัวแทนของความพลิกแพลง เยือกเย็น ฉลาดหลักแหลม และไหลลื่นตามสถานการณ์
ลม – ตัวแทนของความรวดเร็ว ว่องไว โจมตีและเคลื่อนไหวไร้ร่องรอย
ไฟ – ตัวแทนของความร้อนแรง กล้าได้กล้าเสีย และทำลายล้างเป้าหมายอย่างเด็ดขาด
ทั้งสี่ต้องมารวมพลังกันในภารกิจเสี่ยงตายเพื่อต่อกรกับกลุ่มอิทธิพลมืด ขบวนการค้ายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลระดับชาติที่มีกองกำลังอาวุธสงครามครบมือ โดยแต่ละคนต้องงัดชั้นเชิงการต่อสู้ กลยุทธ์ และความสามารถเฉพาะตัวมาประสานกันเพื่อทลายรังศัตรู ท่ามกลางฉากแอ็กชันสไตล์ "ระเบิดภูเขา เผากระท่อม" ยิงถล่ม และการขับเคี่ยวกันด้วยไหวพริบและความแค้นจนถึงจุดแตกหัก
ข้อความบนใบปิด
ดิน น้ำ ลม ไฟ (2524)
สหมงคลฟิล์ม ขอเสนอ
ผลงานของชัยแอนด์ชาโปรดั๊กช
“วันใดที่เอ็งกับข้าผิดคำสา
ขอให้มันจงพินาศด้วยธาตุ 4”
ดิน น้ำ ลม ไฟ
สรพงศ์ ชาตรี นาท ภูวนัย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ วิยะดา อุมารินทร์
รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง, พิมลพรรณ, เปี๊ยก,
โสธร รุ่งเรือง, พิภพ ภู่ภิญโญ, เมืองเริง ปัทมินทร์,
จิตร, ผจญ ดวงขจร, โทน, กัลย์เกลา
เชาว์ มีคุณสุต กำกับการแสดง
เกหลง อำนวยการสร้าง
อ.อ่ำเสงี่ยม สร้างบท
วัลลภ (อ๊อด) สินสำอางค์ ถ่ายภาพ
*ใบปิดวาดโดย ทองดี
เทพพิทักษ์ฟิล์ม
โดย ชุมพร เทพพิทักษ์ มอบให้
สมบัติ เมทะนี เพชรา เชาวราษฎร์
พบกันในภาพยนตร์สะท้อนชีวิต
เฮฮา เบาสมอง สะท้อนสังคม
ทำไมคุณถึงรักคนอย่างผม…ก
ฉันไม่อยากเป็นคุณนาย
ของ พ.ต.ต ประชา พูนวิวัฒน์
ในระบบ 35 ม.ม.เต็มจอยักษ์
ทม วิศวชาติ, อดุลย์ ดุลยรัตน์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี,
รอง เค้ามูลคดี, อรสา อิศรางกูร, อภิญญา วีระขจร,
บุศรา นฤมิตร, ปริม ประภาพร, เมตตา รุ่งรัตน์,
พฤหัส บุญหลง, แมน ธีระพล, ประมินทร์ จารุจารีต,
ดามพ์ ดัสกร, อดินันท์ สิงห์หิรัญ, วสานา ชลากร
มรกต อัศวเพชรฤกษ์ อำนวยการสร้าง
ชุมพร เทพพิทักษ์ กำกับการแสดง