ไฟเสน่หา

ไฟเสน่หา

ความไม่รู้อิ่มในตัณหา 

ย่อมถูกเผาผลาญให้มอดไหม้

สูญสิ้นไปทั้งจิตและวิญญาณ

ครอบครัวอบอุ่น … ครอบครัวแตกแยก… ความรัก ความปรารถนา ศีลธรรม จรรยา ความถูกต้อง สิ่งใดบ้างที่ควรเลือก หากทุกอย่างไม่สามารถไปด้วยกันได้ …

ผู้กำกับ : อดุลย์ ดุลยรัตน์
เขียนบท : นันทนา วีระชน
บทประพันธ์ : นันทนา วีระชน

นักแสดงละคร ไฟเสน่หา

จารุณี สุขสวัสดิ์ (แสดงละครทีวีเรื่องแรก)
ชัยรัตน์ จิตรธรรม
นิรุตติ์ ศิริจรรยา
จริยา สรณคมน์
ดวงตา ตุงคะมณี
อุทุมพร ศิลาพันธ์
สุรัตนา ข้องตระกูล

ไฟเสน่หา ออกอากาศ วันจันทร์ - วันพฤหัสบดี ทาง ช่อง 3

เหตุเกิดที่สน.

เหตุเกิดที่สน. ละครเรื่องสั้น “วันอาทิตย์”  ผลิตโดย ดาราวิดิโอ

  ชุด  เหตุเกิดที่สน. จำนวน 51 เรื่อง เริ่ม 6 พฤษภาคม 2533 ถึง 12มกราคม 2535 เวลา 13.00 –  14.00 น.
      
 เรื่องจำนวนตอนเริ่มออกอากาศ เรื่องจำนวนตอนเริ่มออกอากาศ
1. 

สมาชิกใหม่

16 พ.ค. 2533 27.หัวใจจ่ายม210, 17 ก.พ. 2534
2.ขวัญใจคนจน113 พ.ค. 2533 28.เหยี่ยวข่าว33, 10, 17 มี.ค. 2534
3.เลิฟสตอรี่120 พ.ค. 2533 29.ตำรวจเหล็ก เด็กแสบ224, 31 มีนาคม 2534
4.ใครฆ่า227 พ.ค., 3 มิ.ย. 2533 30.ฉากสุดท้าย47,14,21,28 เม.ย. 2534
5.พระเอกผิน110 มิ.ย. 2533 31.มาดแมนคนซื่อ25, 12 พ.ค. 2534
6.ยอดตำรวจหญิง117 มิ.ย. 2533 32.คดีรัก219 พ.ค., 2 มิ.ย. 2534
7.ลูกสาวตำรวจ124 มิ.ย. 2533 33.วัยแรง29, 16 มิ.ย. 2534
8.เพื่อน11 ก.ค. 2533 34.อำพราง223, 30 มิ.ย. 2534
9.ไฟแค้น29, 15 ก.ค. 2533 35.แพะรับบาป27, 14 ก.ค. 2534
10.ศุกร์ที่ 13122 ก.ค. 2533 36.กินตายขายคุก221,28 ก.ค. 2534
11.สาวน้อยตัวแสบ229 ก.ค. , 5 ส.ค. 2533 37.ผู้หมวดใจดี14 ส.ค. 2534
12.บ้านทรายเงิน212,19 ส.ค. 2533 38.เพลิงอาฆาต211,18 ส.ค. 2534
13.พฤติกรรมเบี่ยงเบน 226 ส.ค. , 2 ก.ย. 253339. หนี้บุญคุณ225 ส.ค., 1 กันยายน 2534
14.ลูกหลง19 ก.ย. 253340.เหตุเกิดที่โรงพยาบาล18 ก.ย. 2534
15.สงสารผักชี216 ก.ย., 23 ก.ย. 253341.พิศวาส18 ก.ย. 2534
16.ฆ่าข่มขืน130 ก.ย. 253342.ผมเป็นใคร122 ก.ย. 2534
17.คลั่งรัก17 ต.ค. 253343.ทางเลือก128 ก.ย. 2534
18.ลายมือคุณย่า114 ต.ค. 253344.แกะดำ26, 13 ต.ค. 2534
19.สายเลือดเดียวกัน221, 28 ต.ค. 253345.ตึกสังหาร220, 27 ต.ค. 2534
20.เสือลำบาก24, 11 พ.ย. 253346.ขอเป็นพระเอก23, 10 พ.ย. 2534
21.พิศวาสฆาตกรรม218, 25 พ.ย. 253347.อนุรักษ์สัตว์ป่า117 พ.ย. 2534
22.มือปราบชะตาสั่ง22, 9 ธ.ค. 253348.เศษสงคราม11 ธ.ค. 2534
23.น้องสา216, 23 ธ.ค. 253349.พยานปากเอก215, 22 ธ.ค. 2534
24.แฮปปี้นิวเยียร์130 ธ.ค. 253350.ค่าไถ่229 ธ.ค. 2534,5 ม.ค. 2535
25.ผู้หมวดคนใหม่26, 13 ม.ค. 253451.อวสาน อำลาตอนจบ112 ม.ค. 2535
26.เหตุเกิดที่บ้านผู้กำกับ320, 27 ม.ค.,3 ก.พ. 2534    

วิวาห์เที่ยงคืน

 

วิวาห์เที่ยงคืน
Midnight Wedding

Midnight Wedding

วิวาห์เที่ยงคืน

ฉายที่ ศาลาเฉลิมกรุง

วิวาห์เที่ยงคืน Midnight Wedding

ฉายที่ ศาลาเฉลิมกรุง
บริษัทสร้าง ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง
ผู้อํานวยการสร้าง มานิต วสุวัต
ผู้ประพันธ์
ผู้กํากับ หลวงอนุรักษ์รัถการ
ผู้ถ่ายภาพ หลวงกลการเจนจิต
ผู้ลําดับภาพ ประจวบ อมาตยกุล
ผู้กํากับศิลป์ แนม สุวรรณแพทย์
ผู้จัดเครื่องแต่งกาย ชลอจิตต์
ผู้บันทึกเสียง กระเศียร วสุวัต
วงดนตรี คณะศรีกรุง
ผู้แต่งทํานอง ดุริยะ วาทยะกร
ผู้แต่งคําร้อง จํารัส รวยนิรันต์

เรื่องย่อ
เบ็ญจา กับ ประคอง สองศรีพี่น้องเป็นเด็กกําพร้าแม่ ส่วนพ่อก็ถูกผู้ร้ายฆ่าตาย ในเวลาต่อมา ประคองผู้พี่ตกเป็นภรรยาของ มงคล นักเลงพนันที่ชอบใช้กําลังข่มเหงภรรยา เบ็ญจาพลอยต้องทุกข์ระทมในการอยู่ร่วมกับพี่เขยซึ่งแสนจะกักขฬะและจ้องจะล่วงเกินตัวเองอยู่เสมอ โชคดีที่หลวงราญรณกาจ ตํารวจสันติบาล นํากําลังทําลายซ่องการพนันของมงคลเบ็ญจาและประคอง จึงต้องออกไปทํางานเพื่อหาเลี้ยงชีพ
วันหนึ่ง เบ็ญจาเห็นประกาศหาหญิงสาวเป็น แบบปั้นตุ๊กตาในหนังสือพิมพ์ โดย เสน่ห์ บุตรชายหลวง ราญรณกาจ ผู้ไม่เคยมีความรักแต่ชอบสะสมตุ๊กตาเป็นชีวิตจิตใจ ว่าจ้าง แนม ปั้นตุ๊กตาให้ เบ็ญจาจึงลองสมัครและได้รับการคัดเลือกให้เป็นแบบตุ๊กตา แต่เมื่อใกล้ถึงกําหนดส่งงาน แนมเกิดเลินเล่อขนตุ๊กตาแตก เบ็ญจาจึงอาสาปลอมตัวเป็นตุ๊กตาประวิงเวลาจนกว่าแนมจะปั้นตุ๊กตาตัวใหม่เสร็จ เมื่อเสน่ห์เห็นตุ๊กตาที่แนมนํามามอบ ให้ก็พึงพอใจในฝีมือมาก หารู้ไม่ว่าตุ๊กตานั้นเป็นหญิงสาวปลอมตัวมา
ตกค่่ำ เมื่อทุกคนในครอบครัวของเสน่ห์หลับ เบ็ญจาจึงจะค่อย ๆ ย่องกลับบ้าน ฟากมงคลซึ่งถูกจองจําอยู่ในคุกก็อาฆาตหลวงราญรณกาจยิ่งนัก เมื่อถูกปล่อยตัวจากเรือนจําจึงตรงดิ่งไปที่บ้านหลวงราญรณกาจ หมายจะเอาชีวิต แต่เคราะห์ดีเป็นเวลาที่เบ็ญจากําลังจะ กลับบ้าน จึงได้เห็นคนลอบเข้ามา เบ็ญจารีบผละไปปลุก เสน่ห์ และปราบคนร้ายได้ทัน เสน่ห์จึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ตุ๊กตาที่แนมนํามามอบให้นั้นเป็นเบ็ญจาปลอมตัวมา ก็ พอดีกับที่นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน

วิวาห์เที่ยงคืน

นักแสดง
เสน่ห์ นิลภัณฑ์, เบ็ญจา รัตนกุล, เขียน ไกรกุล, นัยนา วาณีวัฒน์, ทองอยู่ เกตุรายนาค, บุญล้อม, ผ่อง ศิริสัมพันธ์, แส ศรีผดุง, ฮะ มิ่งขวัญตา, หลวงราญรณกาจ, หลวงภรตกรรมโกศล, แนม สุวรรณ แพทย์, ผัน นากสุวรรณ, ถนอม ทักษ์ศิริ, ทองคํา มาร์ติน

 




นางนาคคืนชีพ

 

  • Release Date: 8 มิถุนายน 2480
  • Producer: นายอบ โหมดประดิษฐ์

นางนาคคืนชีพ

ฉายที่โรงหนังวัฒนากร
ผู้อำนวยการสร้าง อบ โหมดประดิษฐ์
ผู้พากย์ จิตรคุปต์

เค้าเรื่อง

“นางนาคพระโขนง” เท่าที่ทราบกัน แต่เพียงว่า ได้ถูกถ่วงน้ำและหายสาบสูญไปนั้น บัดนี้นางนาคได้กลับคืนชีพมาอีก และหนีจากถ่วงน้ำมาแผลงฤทธิ์ ดุร้าย น่าหวาดเสียว น่าตื่นเต้น และแสดงอภินิหาร ร้ายกาจกว่าเก่าหลายสิบเท่า”

ชาลี อินทรวิจิตร

 

ชาลี อินทรวิจิตร (เดิมชื่อ สง่า ลือประเสริฐ; 6 กรกฎาคม 2465 – 5 พฤษภาคม 2564) เป็นครูเพลง ผู้ประพันธ์คำร้อง นักแสดง และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2536


ท่านเกิดที่จังหวัดสมุทรสาคร จบการศึกษาด้านวิศวกรรมรถไฟรุ่นแรก แต่เลือกเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นลูกศิษย์ครูล้วน ควันธรรม ครูชาลีมีผลงานประพันธ์คำร้องเพลงเกือบ 1,000 เพลง ซึ่งหลายเพลงกลายเป็นเพลงอมตะที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น สดุดีมหาราชา, แสนแสบ, ท่าฉลอม, เรือนแพ, จำเลยรัก และ บ้านเรา นอกจากนี้ยังมีผลงานการแสดงและกำกับภาพยนตร์อีกจำนวนมาก


ด้านชีวิตส่วนตัว สมรสกับ ศรินทิพย์ ศิริวรรณ อดีตนักแสดงชื่อดัง (ซึ่งสูญหายไปอย่างลึกลับในปี 2530) ครูชาลีถึงแก่อนิจกรรมในวัย 98 ปี ด้วยโรคหัวใจและเบาหวาน

สัญญาณลวง

 

สัญญาณลวง (ประพันธ์ กรุ๊ฟ) ออกอากาศทาง ช่อง 5 ปี 2538 (กันตนา)

นำแสดงโดย.. อภิรดี ภวภูตานนท์, เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล, แอน ทองประสม, จุฬาลักษณ์ ดวงฤทธิ์, ปริญญา ปุ่นสกุล, ศิตา เมธาวี, ปวีณา ชารีฟสกุล, กังสดาล สุขแก้ว, บริบูรณ์ บูรณะวัฒน์, จอย กิตติยา, เนาวรัตน์ ยุกตนันท์, วาสนา สิทธิเวช, อานนท์ สุวรรณเครือ, พรสุดา ต่ายเนาว์คง, วันชัย เผ่าวิบูล

ดั่งดวงหฤทัย 2562

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี แสดงเป็น เจ้าหลวงรังสิมันต์

คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ แสดงเป็น เจ้าหญิงทรรศิกากัญญาวดี
ฐากูร การทิพย์ แสดงเป็น เจ้าฟ้าชายทยุติยธรบวรรังสี
มทิรา ตันติประสุต แสดงเป็น เจ้าฟ้าหญิงมณิสราเทวี
จินตหรา สุขพัฒน์ แสดงเป็น พระราชเทวี (แคว้นพันธุรัฐ)
รินลณี ศรีเพ็ญ แสดงเป็น เจ้านางพัชรธาร
ฉันธนะ กฤชกาญจนพันธ์ แสดงเป็น ราชิต
พิเชษฐ์ไชย ผลดี แสดงเป็น เบนลี
วิรากานต์ เสณีตันติกุล แสดงเป็น กระวาน
รัญญา ศิยานนท์ แสดงเป็น คุณมาลัย
ปรารถนา บรรจงสร้าง แสดงเป็น พระราชเทวี (แคว้นทานตะรัฐ)
ปาริฉัตร ไพรหิรัญ แสดงเป็น พระนม
เมธัส ตรีรัตนวารีสิน แสดงเป็น วายุ
ณัฎฐพัชร์ วิภัทรเดชตระกูล แสดงเป็น เจ้าหญิงชยาณรพี
กลศ อัทธเสรี แสดงเป็น รมต.กระทรวงกลาโหม
สมมาตร ไพรหิรัญ แสดงเป็น รมต.กระทรวงธรรมการ
วัชรชัย สุนทรศิริ แสดงเป็น โควินทร์
สุเชาว์ พงศ์วิไล แสดงเป็น กรมวัง

พี่เลี้ยง

พี่เลี้ยง


บทประพันธ์ ทมยันตี

นำแสดงโดย.. 
วรุฒ วรธรรม
รชนีกร พันธ์มณี
ศตวรรษ ดุลยวิจิตร
สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์
ปนัดดา โกมารทัต
จารุวรรณ ปัญโญภาส
บุศรา นฤมิตร
ทม วิศวชาติ
ณัฏฐพล กรรณสูต
ด.ช. นรบดี ทระพย์ธนารัตน์
ด.ญ. สกุลรัตน์ ใจซื่อ
ด.ช. ตะวัน จันทรวิบูลย์

แม่เบี้ย

 

อสรพิษและอิสตรี.. คือสองสิ่งที่ไว้ใจไม่ได้ และอันตรายมากที่สุด แต่เมื่อสองสิ่งนี้มาด้วยกัน กลับกลายเป็นความสวยงามชนิดหนึ่ง ที่เปี่ยมเสน่ห์ ยั่วยวน จนทำให้ผู้ชายบางคน ..ต้องลุ่มหลงจนลืมตัว

บนรถโดยสารที่กำลังมุ่งหน้า สู่เรือนไทยริมน้ำ จังหวัดสุพรรณบุรี ชนะชล  ลูกทัวร์หนุ่มกำลังตกอยู่ในภวังค์อันแปลกประหลาด เขาจบการศึกษาจากต่างประเทศ เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีภรรยาแสนดี และลูกน้อยวัยน่ารัก เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ด้วยชีวิตที่สมบูรณ์พร้อม แต่เขากลับรู้สึกว่า บางสิ่งที่สำคัญหายไปจากชีวิตเขา ซึ่งเขาเอง ก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่หายไปนี้คืออะไร แต่มันก็นำเขาให้มากับทัวร์เรือนไทยคณะนี้ เพราะทุกครั้งที่เขาได้ใกล้ชิด กับเรือนไทย หรือข้าวของเก่าๆ ของคนไทย เขาจะรู้สึกว่า ได้สิ่งที่หายไปนั้นกลับคืนมา แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วคราวก็ตาม แต่ก็ทำให้เขามีความสุขมาก

ความคิดของเขาถูกขัดจังหวะ โดยเสียงสดใสของ เมขลา   ไกด์สาวที่ทำหน้าที่ มอบความบันเทิงและความรู้แก่ลูกทัวร์ รวมทั้ง เป็นเจ้าของเรือนไทย ที่พวกเขากำลังจะไปชมนี้ด้วย ปกติแล้ว ชนะชลไม่ชอบผู้หญิงอย่างเมขลานัก ผู้หญิงที่ปราดเปรียว คล่องแคล่ว และ เปี่ยมเสน่ห์.. เกินไป แต่จนกระทั่ง เมื่อคณะทัวร์มาถึงเรือนไทย และเมขลาออกมาต้อนรับลูกทัวร์ในชุดไทย ตอนแรกเห็นชนะชลเกือบจำเมขลาไม่ได้ และจากนี้ไป ชีวิตของชนะชล ก็เปลี่ยนไป อย่างที่ไม่มีวันไปเป็นเหมือนเดิม..

เมขลาใช้ชีวิตสลับ ระหว่างกรุงเทพฯ กับเรือนไทยแห่งนี้ ที่นี่เธอจะอยู่กับ ลุงทิม, ป้าทับ , นวล   และ "งู" อีกตัวหนึ่ง งูที่เป็นทั้งเจ้าบ้าน และแขกอันไม่พึงประสงค์ เป็นงูเห่าสีดำตัวใหญ่ มันอยู่ที่เรือนไทยนี้มานาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยเมขลายังเป็นเด็ก และย้ายมาที่นี่พร้อมกับ โกสุม  แม่ของเธอ

โกสุม แม่ของเมขลา เป็นเมียน้อยคนที่สี่ เมขลาจำได้ดีว่า เมื่อมาถึงที่นี่ใหม่ๆ เธอและแม่ต้องทนรับการโขกสับ จากบรรดาเมียหลวงทั้งสาม แม่เชื้อ , แม่นิ่ง , แม่สาย จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่แล้ว ด้วยฝีมือการบำเรอความสุขทางเพศของโกสุม ก็ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป พ่อของเมขลา  มอบทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านให้โกสุมดูแล แล้วความสุขและชัยชนะ ก็กลับมาสู่ชีวิตของเมขลาอีกครั้ง

เมขลาได้เจอกับชนะชลที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง แม้จะพยายามรักษาท่าทีต่อกัน แต่ทั้งคู่ก็รู้ดีว่า ปรารถนาซึ่งกันและกันเพียงใด แต่กรอบแห่งศีลธรรม และความรับผิดชอบ ก็ยังกั้นคนทั้งคู่ให้ห่างจากกันได้ แต่เมื่อทั้งสองยิ่งได้เจอกันบ่อยมากขึ้น ก็ไม่มีอะไรในโลกจะสามารถหยุดทั้งคู่ให้จากกันได้ และเมื่อคืนหนึ่งมาถึง ที่เรือนไทยที่ชนะชลรู้สึกผูกพันนี้เอง

เขากับเมขลาก็ผูกสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นขึ้น แต่เขาก็เกือบต้องแลกความสุขนี้ด้วยชีวิต เมื่องูเห่าสีดำไล่ล่าเขาอย่างกราดเกรี้ยวและอาฆาต ผิดธรรมชาติของงูยิ่งนัก เมขลารู้ดีว่าเป็น เพราะเรื่องของเธอกับเขา จึงทำให้งูเห่าพยายามฆ่าชนะชล เหมือนที่เคยทำกับ พจน์ หนุ่มผู้กว้างขวางในย่านนั้น ผู้ชายอีกคนที่ตกหลุมเสน่ห์ของเมขลา จนถอนตัวไม่ขึ้น และต้องชดใช้ความต้องการของเขาด้วยชีวิต เมื่อเขาตัดสินใจเผชิญหน้ากับงูเห่าตัวนี้ เมขลาพยายามจะไล่งูออกไปจากเรือนไทย และจากชีวิตของเธอ แต่งูก็คอยหลบหน้าเธอ และยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ตัวเธอ และบ้านไทยต่อไป

ความสัมพันธ์ของชนะชลและเมขลารู้ถึง ไหมแก้ว  ภรรยาของชนะชล ไหมแก้วเสียใจและโกรธแค้นมาก เมขลารู้ดีว่า ความรักที่ผิดศีลธรรมของเธอ มาถึงจุดจบแล้ว เธอตัดใจจากชนะชล และเดินทางไปต่างประเทศ เธอเลือกที่จะอยู่ไกล แม้จะทำให้เธอร้าวราน และเจ็บปวดมากเพียงใดก็ตาม

แต่ชนะชลกลับไม่สามารถห้ามความปรารถนาของเขาเองได้ เขาเดินทางกลับไปที่เรือนไทย เพื่อค้นหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มชีวิตของเขา แม้รู้ดีว่า งูเห่าตัวนั้นกำลังรอเขาอยู่

...ที่สุดแล้ว บทสรุปของเมขลา ขนะชล และงูเห่า จะลงเอยเช่นใด สายใยอะไรที่ร้อยเรียงพวกเขาไว้ด้วยกัน.. บางทีคำตอบทั้งหมด อาจรอพวกเขาอยู่ที่เรือนไทยริมน้ำหลังนั้น...

นักแสดงละคร แม่เบี้ย

ยุรนันท์ ภมรมนตรี
แสงระวี อัศวรักษ์
ส.อาสนจินดา
สุรัตนา ข้องตระกูล
สินี หงษ์มานพ
จอนนี่ แอนโฟเน่

 

แม่เบี้ย 2532


คำโปรย : สายน้ำ ความหลัง ชายหนุ่ม หญิงสาว และ งู

นักแสดง:

ภัสสร บุญยเกียรติ  เมขลา 
ลิขิต เอกมงคล ชนะชล
อภิรดี ภวภูตานนท์  
ส.อาสนจินดา 

แม่เบี้ย 2544

 

คนเหนือดวง

 


คนเหนือดวง (ว. วินิจฉัยกุล)
ออกอากาศทาง ช่อง 7 ปี 2532
ผลิตโดย ดาราวิดีโอ)

นำแสดงโดย...
บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ชุติมา นัยนา, กมลชนก โกมลฐิติ, ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง, กรุงศรีวิไล, เด่นนภา จรรยงค์, ฉันทนา กิติยพันธ์, ไพโรจน์ ใจสิงห์, สยุมพร รัตนปรารมย์, พิราวรรณ ประสพศาสตร์, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต, พิพัฒน์พล โกมารทัต, เฉลา ประสพศาสตร์

ทองประกายแสด

ทองประกายแสด เป็นเรื่องราวของ ทองดี (พิงค์กี้-สาวิกา ไชยเดช) เด็กสาวกำพร้า ที่ถูกสองผัวเมียเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน ทองใฝ่ฝันอยากเป็นดารา และด้วยความเป็นสาวสะสวย ทำให้เป็นที่พอใจของหนุ่มๆ แต่ทองก็เชิดใส่ทุกคน ยกเว้น พิสุทธิ์ (แบงค์-อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม/แบงค์ แบล็ควานิลลา)หนุ่มหน้าตา การศึกษาดี และยังเป็นลูกข้าราชการในจังหวัด ทองอยากจะมีชีวิตสุขสบายก็เลยลักลอบได้เสียกัน พิสุทธิ์ตั้งชื่อให้กับทองใหม่ว่า ทองประกาย

พิสุทธิ์ หลงใหลทองประกายจนเสียการเรียน แอบมานอนด้วยเป็นประจำ โดยที่ไม่มีใครรู้ แต่หลังจากที่เตี่ยป่วยและตายไปไม่นาน แม่ก็จับได้ และไล่ทั้งคู่ออกจากบ้าน ทองดีขอเงินแต่แม่ไม่ยอมให้ ทองดีจึงใช้กำลังจนแม่บาดเจ็บ จากนั้นก็ขโมยเงินและหนีออกจากบ้านไปพร้อมกับพิสุทธิ์ เข้ามาเช่าโรงแรมราคาถูกในกรุงเทพฯ เมื่อความยากลำบากมาเยือน ทองประกาย กับพิสุทธิ์ก็มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง แต่ต่อมาก็ปรับความเข้าใจกันได้

แต่ว่าชีวิตก็พลิกผัน เมื่อพิสุทธิ์ถูกรถชนตาย วีระชัย (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) ผู้จัดการโรงแรมที่ทองประกายพักอยู่ ชวนทองประกายไปอยู่ที่บ้าน ทองประกายคิดว่าวีระชัยเป็นคนรวย แต่เมื่อรู้ว่าวีระชัยกับม่ของเขามีอาชีพขายไก่ ทองประกายก็รู้สึกผิดหวัง ระหว่างนั้น เธอต้องคอยช่วยงานบ้านและไปช่วยขายไก่ที่ตลาด ความสวยของทองประกาย ทำให้หนุ่ม ๆ แถวนั้นรวมทั้ง  ตี๋ใหญ่ เพื่อนของวีระชัยก็หลงเสน่ห์ จนวีระชัยและตี๋ใหญ่มีเรื่องวิวาทกัน ตี๋ใหญ่ใช้มีดแทงวีระชัยตาย ทองประกายเห็นชาวบ้านแจ้งตำรวจ ด้วยความกลัวคดีเก่าที่เคยทำร้ายแม่และพิสุทธิ์ถูกรถชนตาย ทำให้ทองประกายต้องหนีอีกครั้ง

เธอเดินหลงไปในห้างสรรพสินค้า และได้เจอกับ เฮียบุ๋น (กมล ศิริธรานนท์) เจ้าของไนท์คลับนิสัยเจ้าชู้ เฮียบุ๋นชอบทองประกายทันที เธอขอให้เฮียบุ๋นช่วยหางานให้ทำ เฮียบุ๋นจึงพาทองประกายมาทำงานที่ไนท์คลับที่นี่เธอก็ได้เพื่อนใหม่อย่าง เมย์ (นาตาลี เดวิส) ที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจ แต่ก็มีศัตรูอย่าง จูน (ไอซ์-อรวรรณ ปรีดากุล) โคโยตี้สาวดาวเด่นประจำไนท์คลับแห่งนั้น

ด้วยความสวยสะดุดตา ก็นำพาความเดือดร้อนมาให้ ทองประกายมีเรื่องกับแขกตั้งแต่คืนแรก แต่เมย์ก็มาช่วยเอาไว้ แต่ต่อมาเธอก็ยังถูกตอแยไม่เลิก ถึงขั้นจะฉุดทองประกาย โชคดีที่ได้ มิตร (ฟลุค-จิระ ด่านบวรเกียรติ) น้องชายของเฮียบุ๋นเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน สร้างความไม่พอใจให้กับจูนอย่างมาก ทองประกายออกอาการปลื้มมิตรไม่น้อย ถึงกับฝันหวานว่าได้แต่งงานด้วย โดยหารู้ไม่ว่าเมย์พี่สาวที่เธอรักและไว้วางใจที่สุดแอบคบหาอยู่กับมิตร

มิตรดูแลเอาใจใส่สอนงานต่างๆ ให้จนทองประกายได้ขึ้นเป็นโคโยตี้ ยิ่งทำให้ทองประกายปลื้มและยึดติดมิตร ในขณะที่มิตรไม่คิดจริงจังอะไร ทองประกายกลายเป็นดาวเด่นของคลับเพียงชั่วข้ามคืน จนได้เป็นตัวหลักแทนจูน ยิ่งทำให้จูนเกลียดทองประกายหนักเข้าไปอีก จูนคอยหาเรื่องทองประกายตลอดเวลา เพราะคิดว่าทองประกายแย่งทุกอย่างไปจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือความรัก ทั้งสองมีเรื่องตบตีกันรุนแรง จนจูนต้องออก

นรินทร์ (ใหญ่-ฝันดี จรรยาธนากร) เจ้าของผับเปิดใหม่มาชวนทองประกายให้ไปทำงานด้วย พร้อมข้อเสนอให้มากกว่า ทองประกายตัดสินใจลาออกไปทำงานกับนรินทร์ เมื่อได้รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างมิตรกับเมย์ชีวิตใหม่ของทองประกายเริ่มอีกครั้ง เมื่อเธอไปทำงานให้ผับของนรินทร์ นอกจากเธอจะได้เจอเพื่อนร่วมงานใหม่ วิไล (นุ่น-รมิดา ประภาสโนบล) แล้ว เธอยังเจอคู่ปรับเก่าอย่างจูนด้วย แต่หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันแล้ว ทองประกายและจูนกลับกลายเป็นเพื่อนกัน มิตรตามมาง้อทองประกาย แต่ทองประกายตัดมิตรอย่างเด็ดเดี่ยว และเริ่มหันหลังให้กับความรัก เธอหวังเพียงแค่เงินและชื่อเสียงเท่านั้น

ทองประกายได้พบกับ มนตรา (ออย-ธนา สุทธิกมล) หัวหน้าวงดนตรีวงใหม่ จึงไปขอเป็นนักร้องในวงและก็ได้เป็นนักร้องสมใจ จากความใกล้ชิดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรัก และเริ่มก่อตัวช้าระหว่างมนตราและทองประกาย ในขณะเดียวกันความสวยโดดเด่นของทองประกายก็ไปเข้าตา บีบี (ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล) แมวมองนักปั้นชื่อดัง ทองประกายสนใจขึ้นมาทันที แต่มนตราไม่ยอมให้ทำ ทองประกายตัดใจจากบีบีและยอมลาออกจากคลับของนรินทร์ไปอยู่ที่บ้านมนตรา

จนวันหนึ่งมนตราคิดจะพาทองประกายไปพบพ่อและแม่ที่เชียงใหม่ ทองประกายจึงขอให้มนตราพาไปทะเลอีกครั้ง เธออยากลบล้างความทรงจำในอดีต เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับมนตรา ชีวิตของทองประกายคงจะไปได้ดีและมีความสุข ถ้าอุบัติเหตุไม่คร่าชีวิตมนตราไปอย่างไม่มีวันกลับ ทองประกายเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเธอรักเขาสุดหัวใจ วิไลซึ่งกำลังตั้งท้องกับแฟนหนุ่มจึงพาทองประกายมาอยู่ด้วย

แม้มนตราจะจากไปหลายเดือน แต่ทองประกายก็ยังคงจมอยู่กับความเศร้า ปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบไร้จุดหมาย จนได้วิไลเตือนสติให้คิดทำตามความฝัน ทองประกายจึงนึกถึงบีบี บีบีพาทองประกายไปหา ดารา (ท็อป-ดารณีนุช โพธิปิติ) เจ้าของห้องเสื้อชื่อดัง ดาราตกลงให้ทองประกายมาเดินแบบให้กับห้องเสื้อของเธอคู่กับ โฬม (ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย) นายแบบหนุ่มที่ดาราเลี้ยงดูอยู่ โฬมแอบปิ๊งทองประกายทันทีที่แรกพบ ดาราเห็นสายตาของโฬมแล้วเริ่มไม่ไว้ใจคอยจับตามองตลอดเวลา

วิไลคลอดก่อนกำหนดในวันที่ทองประกายแวะไปเยี่ยมพอดี แต่วิไลไม่ทันได้ปลื้มกับลูกชายเธอก็จากไป ทิ้งน้องไทไว้ให้ทองประกายดูแล ทองประกายได้พบกับ ดำเกิง (แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม) ทายาทค่ายหนังยักษ์ใหญ่ เพื่อชื่อเสียงและบทนางเอกหนัง ทองประกายยอมพลีกายให้กับดำเกิง แต่ถูกตลบหลังจนชื่อเสียงป่นปี้ จากดาวรุ่งจึงกลายเป็นดาวร่วงทันที ดาราเสนองานให้ทองประกายด้วยการไปเป็นเด็กเจ้าสัว แต่ทองประกายปฏิเสธและขอนรินทร์กลับไปทำงานที่คลับ

3 ปีผ่านไป ทองประกายกำลังมีความสุขกับงานในคลับของนรินทร์ แต่ชีวิตเธอต้องพลิกผันอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ ดำเกิงโผล่มาพร้อมกับน้องสาวของนรินทร์ จนเกิดทะเลาะกันใหญ่โตเป็นเหตุให้ทองประกายตัดสินใจลาออก ทองประกายตัดสินใจกลับไปหาดาราอีกครั้ง เพราะต้องการหาเงินมาเลี้ยงดูไท ดาราจึงปั้นเธอให้เป็นนางแบบอีกครั้ง
จากการที่ดาราฉุดทองประกายขึ้นมาในครั้งนี้ ทำให้ ท่านประจักษ์ (โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์) รัฐมนตรีหนุ่มใหญ่เกิดความสนใจในตัวทองประกาย แค่พบกันครั้งแรกท่านประจักษ์ก็ทั้งรักทั้งหลง จนเลี้ยงดูทองประกายอย่างจริงจัง หลังจากที่คุณหญิงภริยาของท่านเสียชีวิตลง ท่านจึงจดทะเบียนสมรสกับทองประกาย แม้ทองประกายจะแต่งงานกับท่านประจักษ์ไปแล้ว แต่โฬม ก็ยังอยากเชยชมทองประกายอยู่ ถึงขั้นใช้กำลังปลุกปล้ำและแอบถ่ายรูปไว้

ชีวิตของทองประกายจะพลิกผันไปทางใด เธอจะมีชีวิตสวยงามตามฝันได้หรือไม่ คงต้องแล้วแต่โชคชะตาจะนำพาชีวิตเธอไป

นักแสดงละคร ทองประกายแสด

พิงค์กี้ สาวิกา ไชยเดช รับบท ทองดี/ทองประกาย
ออย-ธนาสุทธิกมล รับบทมนตรา
วุธ-อัษฏาวุธเหลืองสุนทร รับบทวีระชัย
ฟลุ๊ค-จิระด่านบวรเกียรติ (ฟลุ๊ค ซีควินท์) รับบทมิตร
โอ๊ต-วรวุฒินิยมทรัพย์ รับบทท่านประจักษ์
แบงค์-อธิกิตติ์พริ้งพร้อม (แบงค์ black vanilla) รับบท พิสุทธิ์
แทค-ภรัณยูโรจนวุฒิธรรม รับบทดำเกิง
ปั้นจั่น-ปรมะอิ่มอโนทัย รับบทโฬม
กมล ศิริธรานนท์ รับบทเฮียบุ๋น
ก้อง-ปิยะเศวตพิกุล รับบทบีบี / บุญเทียม
ท็อป-ดารณีนุชโพธิปิติ รับบทดารา
นาตาลีเดวิส รับบทเมย์
นุ่น-รมิดาประภาสโนบล รับบทวิไล
อำภาภูษิต รับบทแม่ (ของทองดี)
ครรชิตขวัญประชา รับบทเตี่ย (พ่อของทองดี)
พิมพ์พรรณบูรณพิมพ์ รับบทซิ้ม (แม่ของวีระชัย)

บุญผ่อง

 

“หนึ่งไม้หมอนคือหนึ่งชีวิตเชลย”

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้น ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิรบอันร้อนระอุของสงครามมหาเอเชียบูรพา
กองทัพญี่ปุ่นนำเชลยสงคราม เดินทัพผ่านประเทศไทยเพื่อสร้างทางรถไฟตัดเข้าโจมตีพม่า
หลายชีวิตต้องสังเวยให้กับเส้นทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว บุคคลหนึ่งผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์
ทั่วโลกจารึกชื่อเขาไว้คือ...บุญผ่อง...ชายไทยกับวีรกรรมหาญกล้า ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อรักษามนุษยธรรม

บุญผ่องละครที่สร้างจากเรื่องจริงของชายไทยผู้ได้รับการยกย่องจากนานาชาติ ว่าเป็นวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2
นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ คหบดี ในจังหวัดกาญจนบุรีผู้มีจิตใจเปี่ยมมนุษยธรรมแม้จะทำการค้ากับกองทัพญี่ปุ่น
แต่กลับเสี่ยงชีวิตลักลอบส่งหยูกยาอาหาร และสิ่งของจำเป็นให้กับ หมอเวรี่ และเหล่าเชลยสัมพันธมิตร
ในค่ายเชลยสร้างสะพานแม่น้ำแคว และทางรถไฟสายมรณะเพียงเพราะเห็นแก่คุณค่าของทุกชีวิตทั้งผู้แพ้
และผู้ชนะ บุญผ่องไม่เพียงเดิมพันด้วยชีวิตของตนเองแต่ยังมีชีวิตของ สุรัติ ผู้เป็นภรรยา ผณี ลูกสาว
และครอบครัวสิริเวชชะพันธ์ทุกคนที่ต้อง เสี่ยงภัยไปด้วย

ท่ามกลางความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกันระหว่างสงคราม มิตรภาพต่างวัยระหว่างเด็กน้อย ผณี และนายทหารญี่ปุ่น มิโยชิ
กลับเบ่งบานเสมือน ดอกไม้แห่งมิตรภาพ แต่นั่นก็หมายถึงดาบปลายปืนที่จะย้อนกลับมาคร่าชีวิตบุญผ่องและครอบครัวได้ทุกขณะ

ติดตามเรื่องราวเข้มข้นของ “บุญผ่อง” ชายไทยผู้ไม่ยอมละทิ้งมนุษยธรรม
ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 11.05 น.

ออกอากาศทางช่อง Thaipbs เริ่มวันที่ 8 พฤษภาคม

นักแสดง บุญผ่อง

เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ รับบทเป็น บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์
นุสบา ปุณณกันต์ รับบทเป็น สุรัตน์ สิริเวชชะพันธ์พลอย ศรนรินทร์ รับบทเป็น ผณี สิริเวชชะพันธ์
ซาโนะ   รับบท   มิโยชิ
ปีเตอร์ ธูนสตระ   รับบท   เวรี่ หรือ เซอร์ ดันลอป เวรี่
คิริน ยัง   รับบท   ไมเคิล
ณัฏฐนันท์ เกียรติดาฐนิต   รับบท   รำเพย
คาซุกิ ยาโนะ   รับบท   ไซโตะ

เด็กไม่เอาถ่าน

 

เด็กไม่เอาถ่าน เป็นเรื่องราวในครอบครัวของ ดนัย (อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน) ผู้กำกับภาพยนตร์ กับ ณภา (นุ๊ก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา) ตำรวจหญิง เมื่อทั้งคู่แยกทางกัน ก็ได้แบ่งลูกไปเลี้ยงกันคนล่ะคน โดยดนัย เลี้ยงลูกสาวคนโต ณดา (แอลลี่ อชิรญา นิติพน) ส่วนลูกสาวคนเล็ก ณดี (ใยไหม ชินารดี) อยู่กับแม่ เมื่อณภาเสีชีวิต ดนัยก็มารับณดีไปดูแล แต่ณดีรักแม่มาก เลยทำให้ไม่ยอมรับพ่อเท่าไหร่เพราะคิดว่าพ่อไม่รัก

ณดีทะเลาะกับเพื่อน ตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียน สาเหตุจากตุ๊กตาหมีตัวเดียว ทำให้ดนัยโกรธมาก ณดานั้นยุ่งกับการทำงานส่งครู เมื่อเพื่อนของณดีมาหาที่บ้าน ณดีก็ออกไปเล่นด้วย จนลืมกลับบ้าน ดนัยกับณดาออกตามหา จนเจอณดีเนื้อตัวมอมแมม กำลังอุ้มลูกหมาอยู่ ดนัยโกรธต่อว่าที่ออกมาโดยไม่บอกใคร ณดีเสียใจ แต่ณดาก็ช่วยปกป้องน้อง

ณดีช่วยณดา ทำงานส่งครูจนเสร็จ และได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนไปประกวด ทำให้ยูมิ เพื่อนในห้องอิจฉา และว่าณดาว่า เป็นลูกไม่มีแม่ ณดีโกรธแทนพี่สาว และไปเอาคืน ดนัยนั้นอยากให้ณดีเข้าวงการบันเทิง แต่ณดีไม่ชอบ ต่อมาดนัยต้องไปทำงาน เด็กทั้งสองอยู่กันตามลำพัง ณดีนึกถึงสิ่งที่แม่สอนมา จึงช่วยกันทำทุกอย่างในบ้าน

ดนัยกลับมา เห็นบ้านเลอะเทอะ จึงโกรธต่อว่าลูก แต่ว่าเมื่อได้รับฟังเหตผลก็รู้สึกผิด บรรเจิดนำกระปุก หมาตัวนั้นมาไว้ในบ้าน ดนัยแพ้ขนสัตว์จึงจะให้ณดีเอาไปคืน ณดีแอบเอาหารมาให้กระปุก จนถูกชายพเนจรจับตัวไป แต่เมื่อณดีกลับมาได้อย่างปลอดภัย ทำให้เขารู้ว่า ณดีเป็นเด็กฉลาด เอาตัวรอดได้

 รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร เด็กไม่เอาถ่าน

อัมรินทร์  นิติพน  แสดงเป็น  ดนัย
สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา  แสดงเป็น  ณภา
ใยไหม  ชินารดี  แสดงเป็น  ณดี
อชิรญา นิติพน  แสดงเป็น  ณดา

เด็กไม่เอาถ่าน เป็นละครเด็กชุด วัยใสยกกำลัง 10 เริ่มตอนแรกวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2559 ทุกวันเสาร์ เวลา 09.30 น. ทางไทยพีบีเอส ช่อง 3 HD

ทางรักสีรุ้ง

 ทางรักสีรุ้ง Rainbow


อุ๋ย (นุ่น-สินิทธา) สาวเอเจนซี่จิตใจว้าวุ่นเพราะเส้นทางรักระหว่างเธอและแฟนหนุ่มเริ่มไม่สดใส ส่วนแมน (ต่อ-นันทวัฒน์) นายแบบหนุ่มลูกทหารใหญ่ก็กำลังสับสนว่าตัวเองกำลังเบี่ยงเบน

ทางเพศ เพราะไปตกหลุมรัก บี๋ (บดินทร์ ดุ๊ก) สไตลิสต์หนุ่มใหญ่พราวเสน่ห์ ที่ได้ใกล้ชิดกันในงานเดินแฟชั่นครั้งสำคัญ ซึ่งบริษัท อุ๋ย เป็นผู้จัดงาน ที่พึ่งยามค่ำคืนสำหรับอุ๋ยและแมนคือการโทรเข้าไปในรายการวิทยุช่วงชั่วโมงแห่งความรักเพื่อปรึกษาปัญหาหัวใจกับ ดีเจ วิเวียน แต่แล้ววันหนึ่งอุ๋ยกลับพบว่าดีเจวิเวียน แท้จริงคือ หวาน (เชอร์รี่ ผุงประเสริฐ) อดีตคู่รักเลสเบี้ยนสมัย

เรียนของเธอเอง เมื่อหวานต้องการให้ความรักเก่าหวนคืนแต่อุ๋ยกลับปฏิเสธตัวตนของเธอ และแมนต้องเลือกระหว่างการโบยบินตามหัวใจตัวเอง หรือ การหลบซ่อนสิ่งที่เป็น เพื่อถนอมจิตใจพ่อแม่ อุ๋ยกับแมนจึงต้องพิสูจน์ให้ตัวเองรู้สึกทีว่า เขาและเธอไม่สามารถเป็นชายจริงหญิงแท้ ได้แน่หรือ?

สุรินทร คารวุตม์

 


สุรินทร คารวุตม์ [วุตม์]


ประวัติส่วนตัว: สุรินทร คารวุตม์
ชื่อ - สกุล: สุรินทร คารวุตม์ [วุตม์]
วันเกิด: 27 สิงหาคม
ส่วนสูง: 180 เซนติเมตร
น้ำหนัก: 69 กิโลกรัม
ราศี: ราศีสิงห์ 16 ส.ค. - 15 ก.ย.
งานอดิเรก: เล่นดนตรี, ฟังเพลง, อ่านหนังสือการ์ตูน
สิ่งที่ชื่นชอบ: เกมส์
กีฬา: ฟุตบอล, บาสเก็ตบอล
ศิลปินที่ชอบ: Armchair, Playground
ของสะสม: หนังสือการ์ตูน
สีที่ชอบ: สีฟ้า
ผลงาน: สุดแต่ใจจะไขว่คว้า, พยัคฆ์สาวแซ่บอีหลี, แรมพิศวาส, หน้ากากดอกซ่อนกลิ่น, บัวแล้งน้ำ
ทักทาย: สวัสดีสาธุชน ญาติโยม พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย อย่าลืมมาคุยกับนะครับ บุญรักษา พระคุ้มครองนะครับ
คะแนนนิยม: 15 คะแนน

พิศมัย วิไลศักดิ์ สัมภาษณ์

 


ชื่อ พิศมัย วิไลศักดิ์ เป็นชื่อจริง นามสกุลจริงที่ใช้มาตั้งแต่แสดงภาพยนตร์ สมัยนั้นเขาจะมีฉายาของดารา ส่วนเราเขาเรียกว่า "ดาราเงินล้าน" โดยคุณเชิด ทรงศรี ตั้งให้เพราะเล่นเรื่องไหนสามารถทำเงินล้านได้ทุกเรื่องที่แสดง

           พี่เริ่มเป็นนางเอกตั้งแต่เรื่องแรกที่เล่นเลย คือเรื่องการะเกด เป็นหนังสมัย 16 มม. ตอนนั้นเขาต้องการนางเอกที่รำได้ พอดีกับเรามีความสามารถในการรำฉุยฉายพราหมณ์ได้ ส่วนคุณอิงอรที่เป็นเจ้าของบทประพันธ์ ก็รู้ว่าเรารำละครได้เพราะเรียนมาทางด้านนาฏศิลป์ พอจบออกมาก็ได้เข้าวงการภาพยนตร์มาตลอด ส่วนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับที่เรียนมาก็ได้ทำบ้าง เช่น เมื่อก่อนที่จะมีภาพยนตร์ฉายก็จะมีรำโชว์หน้าม่านบ้าง บางทีก็ช่วยงานการกุศล และรำหน้าพระที่นั่งฯ

รางวัลตุ๊กตาทองที่ได้รับจากการแสดง

< คุณพิศมัย > ได้จากภาพยนตร์เรื่อง "ดวงตาสวรรค์" เป็นบทของนางเอกที่ค่อนข้างจะร้าย และดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยมของ ยุทธนา มุกดาสนิท จากเรื่อง เงิน เงิน เงิน

 เป็นนางเอกมาทั้งหมดกี่เรื่อง

< คุณพิศมัย > คิดว่าเป็นร้อย ๆ เรื่องแล้วค่ะ และมาเริ่มงานละครครั้งแรกในเรื่อง "ห้องที่จัดไม่เสร็จ" ของ กฤษณา อโศกสิน แต่หลายครั้งหลายหนคนเชิญเล่น ก็ไม่ค่อยอยากจะเล่นเท่าไร เพราะเรามีปัญหาเรื่องของเสียง ถ้าเป็นหนังนี่จะมีคนพากย์ คือ คุณจุรี โอศิริ พากย์อยู่ ตัวเองเป็นคนที่เสียงไม่เพราะ แต่เพื่อน ๆ นักแสดงหลายคนก็สนับสนุนบอกว่าให้เล่นเถอะ พอมาเริ่มเล่นเข้าครั้งหนึ่งคนดูก็เริ่มชินหู พอมาเล่นหนังก็เลยต้องพากย์เอง

 ต้องฝึกเสียงใหม่หรือเปล่า

< คุณพิศมัย > ไม่ต้องค่ะ เพราะตอนเล่นละครวิทยุก็ต้องเรียนมาทางด้านการให้น้ำหนักเสียงอยู่แล้ว แต่ก็เคยร้องเพลงและมีวงดนตรีค่ะ แต่ร้องเพลงก็เป็นอีกเสียงหนึ่ง เพราะเราหลบเสียงร้องได้

 ตั้งแต่เป็นดารามา บทที่คิดว่าเข้ากับเรามากที่สุด คือ

< คุณพิศมัย > ส่วนใหญ่จะเป็นบทชีวิตค่ะ

 ทำไมถึงคิดว่าเป็นบทนี้

< คุณพิศมัย > คนที่เห็นคนแรกคือ คุณวิจิตร คุณาวุฒิ โดยปกติแล้วตอนนั้นก็ค่อนข้างจะเป็นคนที่เฉย ๆ เรียบ-ร้อย ไม่ค่อยพูด แต่เล่นหนังแล้วส่วนใหญ่จะได้รับผลตอบรับที่ออกมาดี

 มีธุรกิจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากงานแสดงหรือเปล่า

< คุณพิศมัย > ไม่มีค่ะ เพราะคิดว่าส่วนที่เราทำเองไม่ได้ เราก็จะไม่ทำ ไม่อยากใช้ความคิดของคนอื่น ๆ ถ้าลงทุนทำอะไรไปในสิ่งที่เราไม่รู้จริงอีกหน่อยก็จะแย่ จะไม่ได้นึกถึงเรื่องธุรกิจ เป็นคนสมถะ มีน้อยใช้น้อย มีก็ใช้ ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะอายุเราก็เท่านี้แล้ว ในชีวิตประจำวันก็เป็นคนที่ทำอะไรเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะขับรถ ดูแลบ้าน เราไม่มีบุคลากรที่จะมาช่วยงานด้านอื่น ๆ ค่ะ ก็ดีอย่างคือ การทำอะไรเองจะช่วยทำให้เราแข็งแรง เป็นการออกกำลังกายไปในตัว

 ตอนนี้พักกับครอบครัวหรือเปล่า

< คุณพิศมัย > ไม่มีค่ะ อยู่คนเดียว

 ช่วงพักผ่อนให้ตัวเอง

< คุณพิศมัย > ส่วนใหญ่จะไปช้อปปิ้ง หรือจะไปต่างจังหวัด บางทีก็ชวนป้าจุ๊ (จุรี โอศิริ) ไปทานข้าวและกลุ่มเพื่อนดาราในวัยเดียวกัน พบปะและพูดคุยกันบ้าง

 เล่นกีฬาบ้างไหม

< คุณพิศมัย > ก็ไม่ค่อยได้มีเวลานัก อย่างตอนสาว ๆ ก็ได้เล่นโยคะบ้าง จริง ๆ แล้วไม่ค่อยได้ไปแต่งเติมเสริมความงามกับเขาเท่าไหร่ คือจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าว่างจะชอบไปนวดแผนโบราณมากกว่า

 ปัจจุบันก็ยังดูไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ มีเคล็ดลับอย่างไร

< คุณพิศมัย > จะเช็คร่างกายทุก 2-3 เดือน ถ้าเริ่มรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ ก็จะไปให้หมอเช็คอย่างสม่ำเสมอค่ะ

 กิจวัตรประจำวันมีอะไรบ้าง

< คุณพิศมัย > ส่วนใหญ่เป็นงานละคร ตื่นเช้ามาอาบน้ำ แต่งหน้าเสร็จก็ไปกองถ่าย บางทีก็ทำผมเองเตรียมไว้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเลย คือค่อนข้างจะเตรียมพร้อมเองทั้งหมด บางทีไปเช้าก่อนเวลา คนในกองถ่ายก็แซวว่า มาช่วยจัดไฟเหรอ…มาเช้าเชียว (หัวเราะ) แต่ค่อนข้างจะเตรียมตัวเองทั้งหมด ถ้าทางกองถ่ายต้องการเพิ่มอะไรก็ให้เขาแต่งเติมเอาทีหลัง เป็นคนค่อนข้างจะสบาย ๆ

 เคล็ดลับในการดูแลใบหน้า

< คุณพิศมัย > ไม่มีอะไรมากค่ะ หลังอาบน้ำก็ทาบอดี้โลชั่น

ทานอาหารเสริมอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า

< คุณพิศมัย > จะเป็นคนที่ทานฮอร์โมนไม่ได้ค่ะ แต่ทานแคลเซียมและโสม ซึ่งทานมาตั้งแต่อายุ 30 แล้ว ตอนที่เป็นนางเอกสมัยสาว ๆ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามยังไม่มีมากมายเท่าสมัยนี้ เราก็ทานแต่โสมมาตลอด ทางร้านขายยาจีนเขาจะหั่นมาให้ เราก็เอามาคั่วแล้วไปตุ๋นทาน หรือถ้าคนทานเหล้าได้ก็เอาไปแช่ในบรั่นดี แต่จะทานได้ในเฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น เพราะถ้าเป็นหน้าอื่นจะร้อนเกินไป จะเห็นว่าเราไม่ค่อยจะเจ็บป่วย แม้อายุมากขนาดนี้แล้วและการที่เราไม่มีคนรับใช้ มันก็จะช่วยให้เราคล่องตัวมากขึ้นเพราะจะทำอะไรเอง

 ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อเข้าสู่วัยทองมีอะไรบ้าง

< คุณพิศมัย > ก็มีเรื่องของอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ด้วย ตอนแรกก็ไปหาหมอก็ได้วิตามินทานเสริมบ้าง แต่พวกอาหารเสริมจริง ๆ แล้วไม่ค่อยกล้าทานเท่าไหร่ คือต้องได้คำแนะนำจากแพทย์ก่อน อย่างยาลดความอ้วนหรืออื่นๆ ร่างกายตัวเองจะไม่ค่อยรับ ถ้าทานแล้วมีผลก็จะเลิกทานไปทันที

 อารมณ์เปลี่ยนจากเดิมหรือไม่

< คุณพิศมัย > ตรงนี้กลัวมากค่ะ กลัวว่าจะหงุดหงิดแบบเลือดจะไปลมจะมา จะพยายามไม่หงุดหงิดเลย จะพูดตลกทำให้ตัวเองสนุก เรารู้ว่านิสัยและอารมณ์เราไม่ดี ก็จะเป็นผลเสียในการทำงาน แต่ปกติแล้วจะเข้ากับเด็กๆและสังคมในที่ทำงานเราได้ อยากจะเต้นรำกับเด็ก ๆ ก็เต้น ทำได้ด้วยความสบายใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคิดว่าอยู่ที่จิตใจค่ะ คือไม่รู้จะเครียดไปทำไมค่ะ (หัวเราะ)

 สิ่งที่ให้เราหงุดหงิดได้ง่าย

< คุณพิศมัย > ไม่ชอบจุกจิก จะง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ค่อยมีปัญหากับการทำงาน

 ชอบทานอาหารประเภทไหน

< คุณพิศมัย > อาหารไทย แต่อย่างอื่น ๆ ก็ทานได้ มีอะไรก็ทานอย่างนั้น กินได้ซ้ำซาก ถือเป็นโชคดีที่ไม่ต้องวุ่นวายกับชีวิตเรามาก รับได้ทุกอย่าง ที่โชคดีเพราะเราไม่มีปัญหาจากคนรอบข้างเท่าไหร่

 เหงาบ้างไหม

< คุณพิศมัย > คนส่วนใหญ่จะถามคำนี้ มันอยู่ที่ใจค่ะ ถ้าบอกว่าตัวเองเหงา เราก็เหงา แต่ถ้าบอกตัวเองว่าไม่เหงา มันก็ไม่เหงา ของอย่างนี้อยู่ที่ใจ เราก็ออกไปหาเพื่อน เดี๋ยวก็งานวันเกิดเพื่อนบ้าง เราต้องพยายามหัดที่จะอยู่คนเดียวให้ได้

 มีคนดูแลบ้างหรือเปล่า

< คุณพิศมัย > ไม่มีค่ะ เวลาไม่สบายก็ไปเอง อย่างไปหาหมอตอนที่ป่วยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี หมอก็บอกว่าพร้อมเมื่อไหร่ให้มาผ่าได้เลย เราก็บอกเนี่ย พร้อมแล้ว หมอก็ตกใจถามว่าแน่หรือเปล่า … เราก็บอกว่าได้ทันที ก็ขออนุญาตหมอไปบ้านเก็บของมาเพื่อรอการผ่าตัดในวันนั้นเลย บางคนต้องทำใจก่อน แต่เราไม่เลยพร้อมตลอด หมอบอกว่า คุณพิศมัยนี่อารมณ์ดีจังเลย…พอผ่าเสร็จเราก็ขับรถกลับบ้านเองอย่างสบาย ไม่เป็นอะไรมากเลย

 สิ่งที่กลัวที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยทอง

< คุณพิศมัย > กลัวไม่มีแรง

 ปัญหากลับชีวิตด้านอื่น

< คุณพิศมัย > ถ้ามีปัญหา ก่อนอื่นคนเราต้องมีสติ ส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ส่วนปัญหาอื่น ๆ ก็ปรึกษาเพื่อนสนิท แต่เราต้องมานั่งพิจารณาว่าปัญหาเราต้องแก้เอง อาจจะมีบ่นให้เพื่อน ๆ ฟังบ้าง แต่คนที่จะบอกให้เราทำอะไรได้ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง

 ถ้าวันหนึ่งไม่ได้แสดงละครแล้ว

< คุณพิศมัย > ไม่เคยได้กะเกณฑ์ คิดว่าอะไรจะเกิดก็ให้เกิดไป เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งไม่มีงานเลย แต่ก็ไม่เคยลำบากมาก ไปได้เรื่อย ๆ ถ้าไม่มีก็คือไม่มีก็อยู่เฉย ๆ ได้ เกิดมาต้องสู้ต้องมีสติทำตัวให้อยู่ได้ ให้มีคุณค่าในภาวะที่เราเป็น

 เชื่อเรื่องดวงไหม

< คุณพิศมัย > คิดว่าไร้สาระ คนเราก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เราไม่ใช่คนเที่ยวเตร่ มีใช้ให้พอดี

 บทที่คิดว่าจะไม่เล่นคือ

< คุณพิศมัย > บทเปลือยค่ะ (หัวเราะ)

 คติประจำใจในการดำเนินชีวิต

< คุณพิศมัย > ไม่มีข่าวในทางเสื่อมเสียก็พอแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กรุ่นหลัง ไม่กล้าที่จะทำอะไรนอกลู่นอกทางเพราะเด็กก็ยังเรียกแม่อยู่เลย ตลอดเวลาเราไม่เคยมีเรื่องเสียทางลบ

 เรื่องความรักในชีวิต

< คุณพิศมัย > ชีวิตครอบครัวผ่านความล้มเหลว เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ยึดติดอะไร คนเราจะโชคดีเสียทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้ งานดี ชีวิตส่วนตัวอาจจะไม่ดีก็ได้ ก็อายุป่านนี้แล้วจะทำยังไงหล่ะ


cr: waithong.com

สัมภาษณ์ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ

 Interview: ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ
10/07/04 (By: ณัฐดนัย เหลี่ยมภักดิ์)

ภาพเด็กกำลังแอบดู

หากย้อนกลับไปเมื่อการประกวดภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 4 ของมูลนิธิหนังไทย น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักงานหนังสั้นเรื่องหลวงตา ผลงานของ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ นักศึกษาจากรั้วรังสิต ซึ่งคว้ารางวัลใหญ่ ๆ จากการประกวดมาด้วยกันถึง 2 รางวัล หลังนั้นจึงผันตัวเข้าสู่ชีวิตการทำงานด้วยบทบาทของผู้ช่วยผู้กำกับที่บริษัทฟีโนม่า ถัดมาสามปี ผลงานอีกเรื่อง In The Eye ก็กลับมาตอกย้ำเสียงขานรับในเทศกาลหนังสั้นทั้งในและนอกประเทศอีกครั้ง เร็ววันนี้เราจะได้สัมผัสกับก้าวแรกของการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องยาวในหนังสยองขวัญ The Shutter ผลงานสร้างร่วมกันระหว่าง GMM PICTURES และ บริษัทฟีโนมีน่า ก่อนจะถึงเวลานั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักถึงตัวตนของเขากันก่อนดีกว่า

เริ่มสนใจหนังตั้งแต่เมื่อไรครับ
คงเริ่มจากตอน ม. 2 ม.3 ต้องไปเรียนพิเศษ แต่ก็เรียนบ้าง โดดบ้าง ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยไปดูหนัง ทำอย่างนี้เป็นเดือน ๆ ดูหนังทุกเรื่องที่เข้า จนติดครับ พยายามอ่านหนังสือหนัง หาข้อมูล จนรู้เรื่องหนังเยอะมาก สุดท้ายอยากทำหนังขึ้นมา แต่คิดว่ามันคงเป็นอาชีพไม่ได้ เหมือนอาชีพในฝันมากกว่า อีกอย่างตอนนั้นพยายามจะสอบเข้าInterior อยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้สอบหรอกครับ เพราะไม่รู้จะเรียนสิ่งที่ไม่ตัวเองไม่รักไปทำไม จึงตัดสินใจเรียนนิเทศน์ แต่เอนท์ไม่ติดก็เลยมาเข้าที่ ม.รังสิต เรียนสาขาภาพยนตร์ จนทำมาหนังสั้นนี่ล่ะครับ

In The Eye ทิ้งช่วงห่างจาก เรื่องหลวงตา ไปเยอะเหมือนกันนะครับ
เกือบ ๆ 2 ปีครับ ช่วงที่หายไป ก็อยากทำเรื่องใหม่อยู่ตลอดนะ แต่พอทำงานไปแล้ว มันไม่มีแรงขับดันพอที่จะได้ทำ บวกกับยุ่ง ๆ ด้วย จนที่ฟีโนมีโปรเจคให้ผู้ช่วยทำหนังสั้นเพื่อคัดเลือกไปเป็นผู้กำกับ มันจึงเป็นแรงกระตุ้นให้เราไปทำจริง ๆ เสียที เลยออกมาเป็น In the Eye พอดีที่ออฟฟิศเขาชอบกัน ก็เลยให้มาทำหนังใหญ่ เรื่อง The Shutter

ทำไมหนังทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับการแอบดู การจ้องมอง แทบทั้งสิ้นล่ะครับ
ส่วนตัวไม่ตั้งใจหรอกครับ อยากทำให้มันต่างด้วยซ้ำไป เวลาผมคิด พล็อตออกมา ปุ๊บ! ถ้ามันน่าสนใจก็จะเขียนเป็นบทต่อ ไม่ได้คิดว่ามันจะต้องสะท้อนมุมมองอะไรออกมา อย่าง In the Eye เรื่องของคนที่แอบดูแม่ตัวเองอาบน้ำ เหมือนผมเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้นานมาแล้ว คืนที่เริ่มคิด พล็อตผมก็นอนกับแม่นะ มันเขิน ๆ ยังไงไม่รู้ ตอนเช้าพอมานั่งเขียน พล็อตแล้วนึกถึงเรื่องเมื่อคืน บวกกับเรื่องเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับการแอบดู ก็เลยออกมาเป็น In the Eye กะแค่ว่าอยากทำหนังสนุก ๆ ซักเรื่อง ชวนติดตาม พูดถึงอะไรที่เป็นด้านมืด

แล้วในแง่นิสัยส่วนตัว การแอบมอง จ้องมอง มันเกี่ยวข้องกับคุณหรอเปล่า
ผมไม่ได้เป็นคนพูดมาก ดังนั้นสิ่งที่คนเงียบคนหนึ่งจะทำได้ อาจจะเป็นเรื่องของการมอง การสังเกตก็ได้

ตอนดู In the Eye ผมนึกถึงตัวละครอย่าง Norman Batesในเรื่อง Psycho มาก ในแง่ที่ว่าทั้งสองต่างมีพฤติกรรมจ้องมอง แอบดู และต่างตกอยู่ภายใต้อำนาจของแม่เหมือนกัน มันเกี่ยวข้องอะไรกับปมในวัยเด็กของคุณด้วยเหรอเปล่า
คือตอนเด็ก ๆ แม่ผมจะดุมาก เวลาผมคิดถึงแม่คนนี้ ( แม่ในหนัง ) ผมจะจำลองแบบจากแม่จริง ๆ ของผม เอาอะไรหลาย ๆ อย่างที่ผมรู้สึกตอนเด็ก ๆ มาใช้กับแม่ในหนังเหมือนกัน

ฟังดูเหมือนครอบครัวคุณจะเข้มงวด ซึ่งมันก็สอดคล้องกับหนังของคุณที่มักพูดถึงการใช้อำนาจที่ตัวละครแต่ละตัวแสดงต่อกัน ในบริบทที่แตกต่างกัน
ที่บ้านผมก็คุยเล่นกับพ่อแม่ได้นะครับ แต่ผมก็จะถูกเลี้ยงมาโดยมีกรอบบางอย่างที่หนาแน่นมาก อย่างเช่น ต้องเรียกพ่อแม่โดยมีคำว่า คุณ เสมอ หรือผมจะข้ามถนนเองไม่ได้ สูบบุหรี่ไม่ได้ ทำอะไรที่เป็นสิ่งต้องห้ามไม่ได้ เหมือนมีอาณาเขตบางอย่างที่ผมเองออกไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งในตอนนั้นจึงทำให้ผมเป็นคนเงียบ ๆ คนทั่วไปมักจะมองว่ามนุษย์สัมพันธ์ไม่ค่อยดีเท่าไร กับคนแปลกหน้าผมจะเข้าไม่ค่อยได้เลย

ท่าทางคุณจะมีโลกส่วนตัวมาก
ใช่ครับ เป็นคนชอบไปไหนมาไหน ทำอะไรคนเดียว ไม่ชอบไปกับคนเยอะ ๆ ทำงานกับคนเยอะ ๆ มันสะดวกสบายกว่า แต่ก็ไม่ได้ปลีกวิเวกขนาดต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่ก็อยากอยู่คนเดียว

จากหลวงตา ที่ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงอย่างมาก เคยคิดมาก่อนบ้างไหมครับว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้
ตอนที่หลวงตาประสบความสำเร็จ ปุ๊บ! รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมมันขนาดนี้เลยหรอ เพราะตอนเราทำเสร็จ ยังรู้สึกว่าผิดตรงนั้น ผิดตรงนี้ มันยังไม่ค่อยดี แต่ช่วงหลัง ๆ มา เริ่มหลอกตัวเองมากขึ้น คิดว่าตัวเองคงโอเคมั้ง เราคงเจ๋ง แต่พอมาทำที่ฟีโน ( รู้เลยว่าที่ผ่านมาเราคิดผิดมาตลอด ) เราคิดผิดมาก ๆ เรานี่โคตรโง่เลย โลกของการทำหนังมันกว้างมาก แล้วมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ

แล้วชีวิตการทำงานช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง
มีความสุขอยู่กับสิ่งที่ทำเหมือนกันนะ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ความทะเยอทะยานมันลดลงไปเหมือนกัน อย่างในช่วงที่ทำหนังสั้นจะมี พล็อตที่อยากทำเยอะมาก แต่ตอนนี้ลดลงไปเยอะ เหมือนพลังงานมันหมด อยากอยู่กับตัวเองซักพัก เพราะเหนื่อยกับหนังเรื่องนี้มาก ผมเขียนบทมาปีนึงแล้วนะ เขียนทุกวัน แก้บททุกวัน เบื่อครับแต่ก็สนุกดี

ท่าทางคุณจะเป็นคนจริงจังกับการทำงานนะครับ
ปกติเป็นคนเครียดอยู่แล้วครับ เวลาทำงานถ้าวาดภาพอะไรแล้ว ก็ต้องได้อย่างที่คิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เวลาไม่ได้อาจจะคลาดเคลื่อนไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมก็รู้สึกนะ ดังนั้นเวลาทำงานมักเกิดปัญหา มีทะเลาะกับทีมงานบ้าง แต่หลัง ๆ ก็เริ่มลดลงมาแล้ว เพราะในการทำงานจริง บางครั้งมันก็ไม่ได้อย่างที่ต้องการเสมอไปหรอก

ในฐานะที่คุณเองก็จบ ม.รังสิต มองอย่างไรบ้างที่หนังของ ม.รังสิต ค่อนข้างจะเป็นพิมพ์นิยมที่ชัดเจนมาก
ผมเชื่อแนวคิดนี้มาก คือคนทำหนังสั้นก็เหมือนกับเด็กเพิ่งเกิด นักเรียนหนังเข้ามหาลัยก็ต้องดูหนังรุ่นพี่ ด้วยความที่เกิดมาหนังสั้นเป็นอย่างไรก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาทำกันอย่างนี้ มีอุปกรณ์อย่างนี้ มีสังคมแบบนี้ในมหาลัย หนังก็จะออกมาแบบนั้นเหมือน ๆ กัน ไม่เฉพาะหนัง ม.รังสิต หรอก ทุกที่ก็เป็นเหมือนกัน ถ้าเกิดมีใครทำแนวอย่างนี้ขึ้นมา ก็จะเกิดการทำซ้ำ ๆ ขึ้นเยอะ อย่างจุฬาก็จะออกแนวฮาๆ แต่ของ ม.รังสิต จะออกแนวโปรดักชั่นดีไปหมด แต่บทห่วย

แล้วในส่วนที่หนังมันถูกจัดวางมากเกินไปล่ะครับ
คงมาจากที่ ม.รังสิต ถ่ายทำกันโดยใช้ฟิลม์ 35 ซึ่งมันเป็นการลงทุนที่สิ้นเปลืองเป็นแสน ๆ กล้องก็เป็นกล้อง 35 ขนาดใหญ่ มีมอนิเตอร์มีบูม มีทีมงานครบ เวลาจะถ่ายอะไรที มันจึงต้องจัดตรงนั้น จัดตรงนี้ ยกเว้นบางปีที่เรื่องดี โปรดักชั่นก็ยิ่งส่งให้หนังดีขึ้นไปอีก

ฝึกฝนกับโปรดักชั่นมามากก็เข้าทางกับงานโฆษณาซิครับ
ก็มีส่วนครับ แต่ที่ฟีโนจะสอนให้เอาโปรดักชั่นมาซับพอร์ทเรื่องราวมากกว่า ไม่ใช่ถ่ายแค่ให้มุมสวย แต่เนื้อเรื่องไม่มีอะไร สิ่งนี้ก็ตามมายังหนังของผมเอง คือไม่อยากให้คนดูดูแล้วเบื่อ อย่างน้อยก็ต้องมีความน่าสนใจบางอย่างอยู่ในหนังที่เขาเสียเวลาเข้าไปดูบ้าง

แล้วพรมแดนของความน่าเบื่อและไม่น่าเบื่อของคุณอยู่ตรงไหนครับ
คงอยู่ตรงที่ความรู้สึกผมเอง ว่ามันมี Conflict ที่น่าสนใจเพียงพอหรือไม่ แล้วนำเสนอออกไปในมุมมองของผม อย่างหนังเรื่อง In the bedroom เป็นเป็นเรื่อง Basic ในบ้าน แต่มีเนื้อหาที่โดนใจมาก ถ้าจะทำหนังก็คงทำหนังแบบนี้

ส่วนตัวเชื่อการด้นสดไหมครับ
ด้นสด ? สมมุตินะครับ ในแง่ที่ เหมือนออกไปถ่ายอะไร แล้วมั่ว ไม่ค่อยอ่ะ ผมไม่ทำหนังอย่างนั้นแน่ ๆ จะไม่ค่อยถ่ายอะไรตามอารมณ์ แบบหนังอย่าง Blissfully Yours ( สุดเสน่หา ) ห่างไกลจากตัวผมมากเลย

เวลาว่างทำอะไรบ้างครับ
ไปกินเหล้ากับเพื่อน ดูหนัง อยู่กับหนังนี่ล่ะครับ ถ้าไม่มีหนังมันคงลำบาก เหมือนยาเสพติดไปแล้ว ได้ยุ่งเกี่ยวกับมันชีวิตผมมีความสุขแล้ว

อ่านหนังสือบ้างไหมครับ
อ่านครับ ผมชอบวินทร์ เลียววารินทร์ มาก อ่านแล้วอ่านอีก ซ้ำไปซ้ำมา อ่านหนังสือเขาแล้วเหมือนได้ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่อง ผมว่ามีเรื่องสั้นของเขาเยอะมาก ถ้าทำเป็นหนังต้องดีมาก น่าจะมีใครซักคนจ้างเขามาเป็นคนบทหนังนะ

คิดว่าตัวตนตั้งแต่วันที่รู้จักหนังครั้งแรกจนถึงวันที่ต้องกำกับหนังเรื่อง Shutter เอง เปลี่ยนไปไหม
เปลี่ยนไปนะ ตอนเริ่มดูหนังใหม่ ๆ ผมชอบดูหนังแอ็คชั่นมาก อยากมีช็อตเฮลิคอปเตอร์เหมือน ไมเคิล เบย์ เจอร์รี่ แต่พอดูหนังไปเยอะ ๆ เข้า เราคงเจออะไรที่ดีกว่า จนลืมพวกอย่างนั้นไปหมด แต่ไม่ได้มองว่ามันเท่กว่า เก๋กว่านะ แค่ความชอบเราเปลี่ยนไป แต่ช่วงหลังมานี้ ผมกลับดูหนังไม่สนุกเหมือนก่อนแล้ว มีหนังน้อยเรื่องมากเลยที่ชอบ ส่วนหนึ่งอาจเพราะมาทำเองด้วย

มองที่ทางของตัวเองต่อไปในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง
ผมก็อยากทำหนังต่อไปแหละครับ แต่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จแค่ไหน เมื่อก่อนดูหนังชาวบ้าน ก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ ตอนนี้ก็พยายามให้เป็นอย่างนั้นอยู่ จบจากหนังเรื่องนี้ ก็คงอยู่ที่ฟีโนต่อไป และคงหาโปรเจคหนังต่อ

มาถึงวันนี้แล้ว คิดว่าความสุขของการทำหนังอยู่ที่ตรงไหนครับ
ความสุขของผม อยู่ที่ตอนฉายหนังครับ ตอนทำมันก็จะสุขปนเศร้า แต่พอฉายเนี่ย จะสุขเวลามีคนมาดูหนังขอวงเรา แล้วบอกว่าชอบหนังคุณวะ ชอบในสิ่งที่ผมทำ

แต่ถ้าคนดูเข้ามาแล้วทักว่า รับหนังของคุณไม่ได้เลยล่ะครับ
( เสียงหัวเราะ ) รับไม่ได้ ผมก็ทำเรื่องต่อไป ไม่มานั่งคิดมาก เพราะว่ามันผ่านไปแล้ว แต่ยังไงก็ตามการได้เห็นปฏิกิริยาของคนดูต่องานที่เราทำ มันเป็นโมเม้นท์ที่ผมรู้สึกดีที่สุดแล้วล่ะ

รัตน์ เปสตันยี

 

รัตน์ เปสตันยี โลโก้ฉลอง 100 ปี

รัตน์ เปสตันยี เป็นบุคคลสำคัญที่สุดท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ทำภาพยนตร์ส่งไปประกวดในต่างประเทศ และได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ ภาพยนตร์สั้นสมัครเล่นเรื่อง “แตง” ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งเมืองกลาสโกล์ว ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ต่อมาท่านได้ยึดการสร้างภาพยนตร์เป็นอาชีพ ได้สร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียง เพื่อผลิตภาพยนตร์แบบมาตรฐานอุตสาหกรรม คือ โรงถ่ายหนุมานภาพยนตร์ ที่ถนนวิทยุ กรุงเทพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ภาพยนตร์เรื่องแรกของโรงถ่ายนี้คือ “สันติ-วีณา” ซึ่งทำขึ้นเพื่อส่งไปร่วมการประกวดภาพยนตร์แห่งเอเซียตะวันออกไกล ครั้งที่ ๑ ที่ โตเกียว เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ปรากฏผลได้รับรางวัลใหญ่ ๓ รางวัล คือ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และรางวัลพิเศษจากสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา คือ ภาพยนตร์ที่สร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมดีเยี่ยมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก

การที่ภาพยนตร์ไทยไปได้รับรางวัลจากงานประกวดระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกในปีนั้น ทำให้วงการภาพยนตร์ไทยคึกคัก และเป็นเหตุส่วนหนึ่งให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เกิดความตั้งใจจะสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ได้บัญชาให้กรมประชาสัมพันธ์ทำโครงการสร้างเมืองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยรวบรวมบริษัทสร้างภาพยนตร์ที่เป็นหลักเป็นฐาน รวมทั้งโรงถ่ายหนุมานภาพยนตร์ เข้าร่วมกันเป็นองค์การรัฐวิสาหกิจ มีการตระเตรียมที่จะสร้างขึ้นที่บางแสน แต่โครงการชะงักไปพร้อมกับรัฐบาลจอมพล ป. ถูกรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐

รัตน์ เปสตันยี เป็นทั้งนักอุตสาหกรรมและศิลปินภาพยนตร์ ท่านได้ทำงานทั้งสองทาง คือ ทางหนึ่งพยายามเรียกร้องต่อสู้ให้ภาพยนตร์เป็นอุตสาหกรรมที่พึงได้รับสิทธิส่งเสริมจากรัฐ ในการนี้ท่านได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเจรจากับรัฐบาลและรวบรวมบุคคลในวงการให้ผนึกกำลังกัน จนจัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทย ในทางการสร้างสรรค์ศิลปะภาพยนตร์ ท่านได้สร้างภาพยนตร์ให้มีความประณีต มีคุณภาพเชิงศิลป์ และมีสารคติ ไม่ใช่มุ่งขายความบันเทิงอย่างเดียว มีเทคนิคที่เป็นมาตรฐานสากล ทั้งนี้เพื่อให้สามารถส่งออกไปฉายในต่างประเทศ ทั้งในงานเทศกาลและการจัดจำหน่าย

แต่ดูเหมือน รัตน์ เปสตันยี จะพบกับความผิดหวังซ้ำๆ และเหนื่อยหน่าย ทั้งในทางอุตสาหกรรมที่ท่านพบว่า รัฐบาลไม่เอาจริงและยังมองไม่เห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ คนในวงการก็ยังไม่ผนึกกำลังกันให้แข็งแรง ในทางผลงานภาพยนตร์ ความคิดที่จะทำภาพยนตร์ที่มีคุณภาพทางศิลป์ และสารคติ ไม่อาจสวนกระแสภาพยนตร์บันเทิงแบบ ๑๖ มม. พากย์สด ที่ครองใจผู้ชมส่วนใหญ่ได้ การต่อสู้จึงหนักหนาสาหัสสำหรับผู้ที่ตั้งใจแรงกล้า

เสียงที่สะท้อนความรู้สึกของท่าน คือ คำกล่าวที่ว่า “เรารักงานนี้ เราก็ทำไป เราก็สู้ไป สมหวังบ้าง ไม่สมหวังบ้าง ก็เป็นธรรมดา...”

ในช่วงหลังของชีวิต รัตน์ เปสตันยี ป่วยด้วยโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ไม่สามารถทำงานหนักได้ น่าเสียดายที่ท่านต้องหยุดงานสร้างภาพยนตร์ แต่ท่านยังคงทำงานสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย จนที่สุดเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านได้ไปร่วมการประชุมใหญ่ของสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งที่ประชุมได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ มาปราศัยถึงโครงการที่รัฐบาลกำลังจะสนับสนุนภาพยนตร์ไทย รัตน์ เปสตันยี ได้ขอขึ้นพูดเป็นคนสุดท้าย พอท่านเริ่มจะพูด ก็เกิดอาการเป็นลม หมดสติ และเสียชีวิตในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

การเสียซีวิตอย่างกระทันหันของ รัตน์ เปสตันยี เป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ ซึ่งก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่สังคม และนั่นอาจเป็นเหตุให้รัฐบาลรีบจัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนั้นเอง

ถึงแม้ว่า รัตน์ เปสตันยี มีผลงานสร้างภาพยนตร์ไม่มาก แต่ผลงานทุกเรื่องของท่าน ซึ่งมีทั้ง ภาพยนตร์เรื่องและภาพยนตร์สารคดี นับว่ามีคุณค่าเป็นมรดกภาพยนตร์ที่สำคัญของชาติ และนับว่าโชคดีที่ต้นฉบับของภาพยนตร์เหล่านี้ได้รับการเก็บรักษาไว้ในต่างประเทศ และได้ส่งมาเก็บรักษาไว้ในหอภาพยนตร์แห่งชาติแล้ว

น่าเสียดายแต่ว่า “สันติ-วีณา” ซึ่งเป็นงานมาสเตอร์พีซ และเป็นประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของชาติ เพียงเรื่องเดียวในบรรดาผลงานของ รัตน์ เปสตันยี ที่สูญหายไป

ในโอกาสที่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นวาระครบ ๑๐๐ ปี เกิดของ รัตน์ เปสตันยี ( ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๕๑) หอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากร และมูลนิธิหนังไทย ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ จึงเห็นสมควรจัดงานฉลอง เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของท่านสู่สาธารณชน 

ผลงานภาพยนตร์

2480 แตง (ภาพยนตร์สั้น)

2482 เรือใบสีขาว (ภาพยนตร์สั้น)

2493 พันท้ายนรสิงห์

2494 ตุ๊กตาจ๋า

2497 สันติ-วีณา

2498 ชั่วฟ้าดินสลาย

2500 โรงแรมนรก

2501 สวรรค์มืด

2504 แพรดำ

2507 น้ำตาลไม่หวาน


ตุ๊กตาจ๋า


ตุ๊กตาจ๋า

ฟิล์ม 16 มม. / สี (ธรรมชาติ) / พากย์
31 ตุลาคม 2494
ฉายที่ศรีราชวงศ์
บริษัทสร้าง อัศวินภาพยนตร์
ผู้อํานวยการสร้าง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล
ผู้กํากับ รัตน์ เปสตันยี
ผู้เขียนบท รัตน์ เปสตันยี
ผู้ถ่ายภาพ รัตน์ เปสตันยี

เรื่องย่อ

เพราะ เฉลิม ชลกุล ญาติสนิทปฏิเสธการช่วยเหลือเรื่องเงินทอง อุดม ชายโฉดจึงลักพาตัว ตุ๊กตา ลูกสาวของเฉลิมไป แต่อุดมไม่อยากมีภาระ จึงเอา ตุ๊กตาไปฝากไว้กับ ละม้าย ญาติซึ่งไม่ชอบขี้หน้าเฉลิม โดย เสนอว่าจะส่งเงินให้ ละม้ายปฏิเสธการช่วยเหลือจึงถูกอุดมฆ่าปิดปาก โจ้ กับ ธร ซึ่งนั่งเลื่อยไม้อยู่แถวนั้นได้ยิน เสียงปืนดังลั่นก็รีบวิ่งไปดูที่มาของเสียง พบศพของ ละม้ายนอนตายอยู่กลางทาง และมีตุ๊กตานั่งอยู่ข้าง ๆ ศพ โจ้กับธรจึงเก็บตุ๊กตามาเลี้ยงเพราะความสงสาร

ด้วยความอยากมีเงินทอง โจ้กับธรจึงต้องอาศัย การลักเล็กขโมยน้อยประทังชีวิต 10 ปีผ่านไป ตุ๊กตาเริ่มโตพอจะอ่านออกเขียนได้ ธรก็ใช้ความรู้เท่าที่มีสอนหนังสือให้ตุ๊กตา แล้วโชคชะตาก็พาให้ตุ๊กตาได้พบกับแม่ที่แท้จริง เมื่อธรเกิดไปถูกใจสาวสวยคนหนึ่ง แต่ถูกสาวเจ้าสาดน้ำใส่ อารามเสียหน้าจึงตั้งใจจะไปขโมยของในบ้านของสาวเจ้าเป็นการแก้เผ็ด แต่เมื่อเข้าไปในบ้าน ธร กลับได้เห็นรูปภาพของเด็กหญิงตุ๊กตาใส่กรอบรูปไว้เป็นอย่างดี จึงได้รู้ว่าตุ๊กตาเป็นลูกสาวของบ้านนั้นที่หายตัว ไปพร้อม ๆ กับที่รู้ว่าสาวที่ตนแอบชอบนั้นตาบอด เป็นพี่สาวของตุ๊กตา ชื่อว่า ไพริน

เมื่อธรแน่ใจจึงเล่าความจริงให้โจ้ฟัง และชวนกันไปทําความรู้จักกับครอบครัวของไพรินในวันต่อมา มณี แม่ของไพรินได้เห็นตุ๊กตาก็ถึงกับตะลึงงัน จึงต้อนรับขับสู้แขกแปลกหน้าทั้งสามอย่างไม่มีทีท่ารังเกียจ แต่แล้ววันหนึ่ง อุดมก็มาปรากฏตัวที่บ้านของธรเพื่อข่มขู่จะเอาตัวตุ๊กตา แล้วไปเรียกค่าไถ่จากมณี ธรกับโจ้ปรึกษากัน เห็นว่าไม่มีทางออกอื่นนอกจากต้องคืนตุ๊กตาให้ครอบครัวที่แท้จริงเพื่อความปลอดภัยของเด็กน้อย แม้ทั้งสองจะรักตุ๊กตาประดุจลูกในไส้ก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่ อุดมนัดหมายจะมารับตุ๊กตา ธรเอาตัวเข้าสู้และยิงอุดม เสียชีวิต แม้ตัวเองจะต้องตายไปด้วยก็ตาม

นักแสดง


อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็น ตุ๊กตา
สมพงษ์ พงษ์มิตร เป็น โจ้
ธร ประทีปเสน เป็น ธร
สัมพันธ์ อุมากูล, ปราณีต คุ้มเดช, เฉลิม ชลกุล, ทรงกรด บุนนาค

ที่มา ภาพยนตร์เรื่อง ตุ๊กตาจ๋า

 

 
 

 

 

น้ำตาลไม่หวาน (2507)

น้ำตาลไม่หวาน (2507)

๒๕๐๗ / สี / เสียง / ๑๓๔ นาที

กำกับ : รัตน์ เปสตันยี

ลักษณะเฉพาะของหนังที่ รัตน์ เปสตันยี สร้างนั้น จะไม่ค่อยคำนึงถึงตลาดมากนัก มีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน แต่สำหรับ น้ำตาลไม่หวาน ภาพยนตร์ที่สร้างในปี พ.ศ.๒๕๐๗ กลับเป็นงานที่รวบรวมองค์ประกอบของหนังตลาดเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รัก ตลก โป๊ และเพลงประกอบ แต่ในเวลาเดียวกันภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เสียดสีการเป็นหนังตลาดได้อย่างเจ็บแสบเช่นกัน ผ่านโครงเรื่องฉบับพิมพ์นิยมของหนังไทย เมื่อเจ้าคุณเจริญเกศา เจ้าของร้านขายยาแก้ผมบาง “เกศาเจริญ” ต้องการตอบแทนบุญคุณเพื่อนรักชาวอินเดีย ที่คิดสูตรยาจนทำให้บริษัทเจริญรุ่งเรือง ด้วยการว่าจ้าง มนัส ลูกชายที่ไม่เอาไหน ให้แต่งงานกับ น้ำตาล ลูกสาวของเพื่อนรักด้วยเงิน 2 ล้านบาท โดยเจ้าคุณหวังให้มนัสเป็นผู้สืบทอดกิจการของตระกูลต่อไป


ใบปิดภาพยนตร์ วาดโดย เปี๊ยกโปสเตอร์

หนุมานภาพยนตร์ เสนอ
น้ำตาลไม่หวาน
35 ม.ม.ซีเนมาสโคป เสียงในฟิล์ม สีธรรมชาติ
เมตตา รุ่งรัตน์ สมบัติ เมทะนี
เสน่ห์ โกมารชุน, สมพงษ์ พงษ์มิตร, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ,
รุจน์ รณภพ, ปรียา รุ่งเรือง
รวมเพลงเอก 8 เพลง
รัตน์ เปสตันยี กำกับการแสดง-อำนวยการสร้าง
ปง อัศวินิกุล อัดเสียง
สันต์ เปสตันยี ถ่ายภาพ
บริษัทไทยฟิล์มจำกัด จัดจำหน่าย


น้ำตาลไม่หวาน ปก DVD สมบัติ เมทะนี เมตตา รุ่งรัตน์


– น้ำตาลไม่หวาน เป็นภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม (บันทึกเสียงจริงของนักแสดงขณะถ่ายทำ) ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2507 ผลงานกำกับชิ้นสุดท้ายของรัตน์ เปสตันยี ก่อนจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2513 เป็นภาพยนตร์แนวตลกเสียดสีภาพยนตร์แนวตลาดในยุคนั้นที่มีครบทุกรส ทั้งรัก โศก บู๊ โป๊ เขียนบทโดย รัตน์ เปสตันยี และ รอย ฤทธิรณ (ทวี เกตะวันดี)

ทราบมาว่า ตอนแรกรัตน์อยากได้ มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฎร์ พระเอกคู่ขวัญในเวลานั้นมานำแสดง แต่ทั้งคู่มีคิวงานที่ยาวเหยียด ไม่สามารถมาแสดงได้ และทั้งคู่ไม่เคยแสดงภาพยนตร์เสียงในฟิล์มมาก่อน

น้ำตาลไม่หวาน เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มเศรษฐีนิสัยสำมะเลเทเมาที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับหญิงสาวลูกครึ่งอินเดีย เพื่อจะได้สมบัติ โดยที่เขาไม่เต็มใจ เพราะเขามีคนรักอยู่แล้ว เขาจึงกลั่นแกล้งหญิงสาวต่างนานา แต่สุดท้ายก็จบแบแฮปปี้เอนดิ้งตามสไตล์หนังในยุคนั้น



เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊

 


มหกรรมท้าดวลของเหล่า “คนเก๊”
รวมทุกเล่ห์งัดทุกเหลี่ยมเพื่อชิง “พระแท้” ในตำนาน

“เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊”
เข้าฉาย : 3 เมษายน 2025

เมื่อพระแท้ชื่อดังในตำนานที่หายไปจากตลาดพระกว่า 30 ปี ได้กลับมาสู่วงการอีกครั้ง โดยมีเจ้าของเป็นชายหนุ่มที่ค้นพระเพื่อหาเงินไปรักษาพ่อ การเดิมพันสะเทือนวงการที่มีมูลค่าสูงถึงหลักร้อยล้านจึงเกิดขึ้น ท่ามกลางความปรารถนาที่แฝงมาด้วยความอันตรายของทุกคนที่ต้องการพระแท้องค์นี้มาครอบครอง

กำกับภาพยนตร์โดย
เป้ อารักษ์ และ บี วุฒิพงษ์ 
ผู้จัดจำหน่าย เอ็มพิคเจอร์ส

นักแสดง

จินเจษฎ์ วรรธนะสิน - เอก
กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ - เซียนหมวย
นพพล โกมารชุน - พ่อสุนทร
อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี - เฮียเซ้ง
สิรคุปต์ เมทะนี - ผู้การนพดล
นฤเบศร์ จินปิ่นเพชร - บุญหลง
อิสรา นาดี - อ้วน
รุ่งสิทธิ์ ทองนำ - จิ๋ว


ตัวอย่างภาพยนตร์ เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊

กว่าจะถึงวันนั้น



กว่าจะถึงวันนั้น (2528)

แม้วันนี้จะผิดหวัง  อย่าสิ้นพลัง  

ก่อนวันนั้นจะมาถึง

พลิกบทบาท  อนุสรา จันทรังษี

พลวัฒน์ มนูประเสริฐ

ประชัน  เปียทิพย์ คุ้มวงศ์

พอเจตน์ แก่นเพชร  ราม ราชพงษ์

กว่าจะถึงวันนั้น

แสนยากร  กำกับการแสดง

แมน-ชัชวาล โชติชวาลา  อำนวยการสร้าง

กนิษฐา ป.  สร้างบท

ก้องเกียรติ อัศวินิกุล  ถ่ายภาพ

อารีย์ ทองน้อย  ช่วยกำกับการแสดง

ดูหนัง กว่าจะถึงวันนั้น เต็มเรื่อง