หนังไทย ละครไทย ดาราไทย รวบรวมภาพและข้อมูลต่างๆ
ชีวิตของหนุ่มหนวดงามผู้นี้เกิดเมื่อ 24 พ.ย. 2499 ที่อำเภอหาดใหญ่ ใฝ่ฝันที่จะเข้าวงการบันเทิงมาตั่งแต่วัยเยาว์ แต่ชะตาชีวิตของเขาก็ผกผันพาให้เขามาเรียนช่างยนต์ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับวงการบันเทิงเลยจนกระทั้งจบการศึกษา และแล้วในปี 2520 ด้วยบุญที่เคยทำมาแต่ชาติปางก่อนบวกกับพรสวรรค์ทางศิลปะที่เขาเคยมี ฝันของเขาก็เริ่มเป็นจริงเขาเริ่มสัมผัสวงการบันเทิงด้วยการได้ทำงานเขียนโปสเตอร์หนัง ซึ่งเขาคิดว่าเป็นวิธึหนึ่งที่เขาสามารถจะใกล้ชิด ผู้กำกับภาพยนตร์ ดารา ต่าง ๆ เมื่อทำงานเขียนโปสเตอร์หนังไปสักพักเขาก็เกิดความคิดว่ามันคงจะไม่ทำให้ชีวิตเขารุ่งแน่นอน เขาจึงได้กลับไปเลี้ยงหมูที่บ้านหาดใหญ่ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็อดที่จะคิดถึงความฝันที่เขามีเมื่อวัยเยาว์ไม่ได้ ในที่สุดเขาก็ตกลงที่จะกลับไปเขียนโปสเตอร์อีกครั้ง และครั้งนี้เองทำให้เขาได้มีโอกาสได้พบกับ คุณวิสูตร พูนวรลักษณ์ แห่งไทเอนเตอร์เมนท์ เขาได้คุยเรื่องหนังกันถูกคอทำให้เขาได้มีโอกาสมากำกับภาพยนตร์คู่กับ คุณอังเคิล เพื่อนซี้ที่เขียนโปสเตอร์หนังมาพร้อมกัน ในปี 2528 กับผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก - ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย - โดยได้รับการเปิดเผยจากปากเขาเองว่าเขาไม่เคยมีความรู้เรื่องภาพยนตร์เลย เพียงแต่เคยไปดูอาจารย์เปี๊ยก (คุณเปี๊ยก โปสเตอร์) กำกับภาพยนตร์เรื่อง - ข้างหลังภาพ - อยู่ 3 วัน และจดจำลักษณะการทำงานมาไว้ใช้เท่านั้น และหลังจากนั้นเขามีผลงานภาพยนตร์ออกมาอีก "ปี 2529 กำกับภาพยนตร์ร่วมกับ อังเคิล เรื่อง ปลื้ม", "ปี 2530 กำกับภาพยนตร์เรื่อง อย่าบอกว่าเธอบาป (ผลงานกำกับเดี่ยวเรื่องแรก)", "ปี 2534 กำกับภาพยนตร์เรื่อง สยึ๋มกึ่ย", "ปี 2537 กำกับภาพยนตร์เรื่อง กึ๋ยทู" หลังจากนั้นเขาก็ได้ก้าวเข้ามาในสายงานบริหาร โดยรับตำแหน่งเป็น ผู้จัดการทั่วไป ของบริษัท ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น จำกัด และได้กำกับภาพยนตร์ให้กับไฟว์สตาร์ด้วย ดังนี้ "ปี 2540 กำกับภาพยนตร์เรื่อง รักเอย" ," ปี 2541 กำกับภาพยนตร์เรื่อง เสือโจรพันธ์เสือ ( การกลับสู่วงการอีกครั้งของ - อำพล ลำพูน )"," ปี 2542 กำกับภาพยนตร์เรื่อง สวัสดีบ้านนอก ( ภาพยนตร์ที่สะท้อนแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่ชักชวนให้คนชนบทสนใจในความสำคัญของท้องถิ่นตนเอง )" จากนั้นเขาก็ลาออกมาเป็นผู้กำกับฯอิสระ รับงานกำกับภาพยนตร์ให้กับทุกค่าย โดยเริ่มแรกกับค่ายฟิล์มบางกอก ที่ คุณอังเคิล เพื่อนเขาบริหารอยู่นั่นเอง ปี 2544 กำกับภาพยนตร์เรื่อง บางระจัน (ภาพยนตร์เชิดชูวีรกรรมของเหล่าชาวบ้านบางระจัน ที่ปลุกสำนึกความรักชาติให้แก่ประชาชนทั้งประเทศมาแล้ว), เขาหวนสู่ ไฟว์สตาร์ ฯ อีกครั้ง โดยหยิบเอาวรรณคดีสุดคลาสสิก เรื่องราวของนักรบ นักรัก จอมขมังเวทย์ นาม ขุนแผน ให้ออกมาโลดแล่นบนแผ่นฟิลม์ ตามจินตนาการของเขาในภาพยนตร์แนวแฟนตาซี เรื่อง ขุนแผนและล่าสุด เขาได้รับมอบหมายจากบริษัทไฟว์สตาร์ฯ ให้มากำกับภาพยนตร์แนวไสยศาสตร์เรื่อง " คนเล่นของ "
ภาพยนตร์
- รักเอย : LOVE AFFAIR ( 1996 )
- เสือโจรพันธ์เสือ : CRIME KINGS ( 1998 )
- สวัสดีบ้านนอก : SAWASDEE BAN NORK ( 1999 )
- ขุนแผน : KUNPAN ( 2002 )
- คนเล่นของ : ART OF THE DEVIL ( 2004 )
- ลาง-หลอก-หลอน : Black Night
ภาพยนตร์
คู่วุ่นวัยหวาน : THE COUPLE ( 1986 )
ปัญญาชนก้นครัว : SCHOLAR MAID ( 1987 )
ด้วยเกล้า : DOAY KRAW ( 1987 )
บุญชู ภาค1 : BOONCHU 1 ( 1988 )
บุญชู ภาค2 : BOONCHU 2 ( 1989 )
บุญชู ภาค5 เนื้อหอม : BOONCHU 5 ( 1990 )
ส.อ.ว ห้อง2 รุ่น 44 : CLASS 44 ( 1990 )
บุญชู 6 : BOONCHU 6 ( 1991 )
เจาะเวลาหาโก๊ะ : TIME MACHINE 2 ( 1992 )
อนึ่งคิดถึงพอสังเขป1 : I MISS YOU ( 1992 )
บุญชู 7 : BOONCHU 7 ( 1993 )
หอบรักมาห่มป่า : GREEN ( 1994 )
กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ : ONCE UPON A TIME ( 1995 )
บุญชู8 เพื่อเธอ : BOONCHU 8 ( 1995 )
อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป 2 : I MISS YOU 2 ( 1996 )
สตางค์ : SATANG ( 2000 )
14 ตุลาสงครามประชาชน : THE MOONHUNTER ( 2001 )
สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์ (2545)
ชื่อชอบชวนหาเรื่อง (2546)
อุกกาบาต : THE METEOR ( 2004 )
อุกกาบาต (2547)
ลูกตลกตกไม่ไกลต้น (2549)
พระ เสือ เด็ก ไก่ วอก (2549)
ข่าวที่ไม่สำคัญ (My First Report) (2550) ภาพยนตร์สั้นในชุด แด่พระผู้ทรงธรรม
ครอบครัวตัวดำ (2550)
บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู (2551)
รักสยามเท่าฟ้า (2551)
อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง (2553)
สวัสดีบางกอก ตอน มาหานคร (2553) ภาพยนตร์สั้นในชุด สวัสดีบางกอก
บุญชู จะอยู่ในใจเสมอ (2553)
วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง (Wisit Sasanatieng)
วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยงเกิดในเดือนเมษายน ปี 2507 เขาเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ในบริษัทโฆษณา ก่อนจะหันมาทุ่มเทกับวงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัวตั้งแต่ปี 2540 กับบริษัท ฟิล์ม แฟคตอรี่ จำกัด เขาได้เขียนบทภาพยนตร์สองเรื่อง ได้แก่ แดง ไบเล่ย์ และ นางนาก ซึ่งทั้งสองเรื่องกำกับโดยเพื่อนสนิทของเขา นนทรีย์ นิมิบุตร ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขามาถึงในปี 2543 กับเรื่อง ฟ้าทะลายโจร ซึ่งผลิตโดย ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น และ ฟิล์ม แบงค็อก นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2544 และยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติอีกมากมายทั่วโลก
ภาพยนตร์
ฟ้าทะลายโจร : TEARS OF THE BLACK TIGER ( 2000 )
หมานคร : CITIZEN DOG ( 2004 )
เปนชู้กับผี
นรสิงหาวตาร
ทัศนา
อินทรีแดง
รักแรก รักเธอ รักสุดท้าย
รุ่นพี่
สิงสู่
คาโปเทีย
ปริศนารูหลอน
เมอร์เด้อเหรอ ฆาตกรรมอิหยังวะ
เขาชุมทอง คะนองชุมโจร
ไฟเสน่หา
ความไม่รู้อิ่มในตัณหา
ย่อมถูกเผาผลาญให้มอดไหม้
สูญสิ้นไปทั้งจิตและวิญญาณ
ครอบครัวอบอุ่น … ครอบครัวแตกแยก… ความรัก ความปรารถนา ศีลธรรม จรรยา ความถูกต้อง สิ่งใดบ้างที่ควรเลือก หากทุกอย่างไม่สามารถไปด้วยกันได้ …
ผู้กำกับ : อดุลย์ ดุลยรัตน์
เขียนบท : นันทนา วีระชน
บทประพันธ์ : นันทนา วีระชน
นักแสดงละคร ไฟเสน่หา
จารุณี สุขสวัสดิ์ (แสดงละครทีวีเรื่องแรก)
ชัยรัตน์ จิตรธรรม
นิรุตติ์ ศิริจรรยา
จริยา สรณคมน์
ดวงตา ตุงคะมณี
อุทุมพร ศิลาพันธ์
สุรัตนา ข้องตระกูล
ไฟเสน่หา ออกอากาศ วันจันทร์ - วันพฤหัสบดี ทาง ช่อง 3
| ชุด เหตุเกิดที่สน. จำนวน 51 เรื่อง | เริ่ม 6 พฤษภาคม 2533 ถึง 12มกราคม 2535 เวลา 13.00 – 14.00 น. | ||||||
| เรื่อง | จำนวนตอน | เริ่มออกอากาศ | เรื่อง | จำนวนตอน | เริ่มออกอากาศ | ||
| 1. | สมาชิกใหม่ | 1 | 6 พ.ค. 2533 | 27. | หัวใจจ่ายม | 2 | 10, 17 ก.พ. 2534 |
| 2. | ขวัญใจคนจน | 1 | 13 พ.ค. 2533 | 28. | เหยี่ยวข่าว | 3 | 3, 10, 17 มี.ค. 2534 |
| 3. | เลิฟสตอรี่ | 1 | 20 พ.ค. 2533 | 29. | ตำรวจเหล็ก เด็กแสบ | 2 | 24, 31 มีนาคม 2534 |
| 4. | ใครฆ่า | 2 | 27 พ.ค., 3 มิ.ย. 2533 | 30. | ฉากสุดท้าย | 4 | 7,14,21,28 เม.ย. 2534 |
| 5. | พระเอกผิน | 1 | 10 มิ.ย. 2533 | 31. | มาดแมนคนซื่อ | 2 | 5, 12 พ.ค. 2534 |
| 6. | ยอดตำรวจหญิง | 1 | 17 มิ.ย. 2533 | 32. | คดีรัก | 2 | 19 พ.ค., 2 มิ.ย. 2534 |
| 7. | ลูกสาวตำรวจ | 1 | 24 มิ.ย. 2533 | 33. | วัยแรง | 2 | 9, 16 มิ.ย. 2534 |
| 8. | เพื่อน | 1 | 1 ก.ค. 2533 | 34. | อำพราง | 2 | 23, 30 มิ.ย. 2534 |
| 9. | ไฟแค้น | 2 | 9, 15 ก.ค. 2533 | 35. | แพะรับบาป | 2 | 7, 14 ก.ค. 2534 |
| 10. | ศุกร์ที่ 13 | 1 | 22 ก.ค. 2533 | 36. | กินตายขายคุก | 2 | 21,28 ก.ค. 2534 |
| 11. | สาวน้อยตัวแสบ | 2 | 29 ก.ค. , 5 ส.ค. 2533 | 37. | ผู้หมวดใจดี | 1 | 4 ส.ค. 2534 |
| 12. | บ้านทรายเงิน | 2 | 12,19 ส.ค. 2533 | 38. | เพลิงอาฆาต | 2 | 11,18 ส.ค. 2534 |
| 13. | พฤติกรรมเบี่ยงเบน | 2 | 26 ส.ค. , 2 ก.ย. 2533 | 39. | หนี้บุญคุณ | 2 | 25 ส.ค., 1 กันยายน 2534 |
| 14. | ลูกหลง | 1 | 9 ก.ย. 2533 | 40. | เหตุเกิดที่โรงพยาบาล | 1 | 8 ก.ย. 2534 |
| 15. | สงสารผักชี | 2 | 16 ก.ย., 23 ก.ย. 2533 | 41. | พิศวาส | 1 | 8 ก.ย. 2534 |
| 16. | ฆ่าข่มขืน | 1 | 30 ก.ย. 2533 | 42. | ผมเป็นใคร | 1 | 22 ก.ย. 2534 |
| 17. | คลั่งรัก | 1 | 7 ต.ค. 2533 | 43. | ทางเลือก | 1 | 28 ก.ย. 2534 |
| 18. | ลายมือคุณย่า | 1 | 14 ต.ค. 2533 | 44. | แกะดำ | 2 | 6, 13 ต.ค. 2534 |
| 19. | สายเลือดเดียวกัน | 2 | 21, 28 ต.ค. 2533 | 45. | ตึกสังหาร | 2 | 20, 27 ต.ค. 2534 |
| 20. | เสือลำบาก | 2 | 4, 11 พ.ย. 2533 | 46. | ขอเป็นพระเอก | 2 | 3, 10 พ.ย. 2534 |
| 21. | พิศวาสฆาตกรรม | 2 | 18, 25 พ.ย. 2533 | 47. | อนุรักษ์สัตว์ป่า | 1 | 17 พ.ย. 2534 |
| 22. | มือปราบชะตาสั่ง | 2 | 2, 9 ธ.ค. 2533 | 48. | เศษสงคราม | 1 | 1 ธ.ค. 2534 |
| 23. | น้องสา | 2 | 16, 23 ธ.ค. 2533 | 49. | พยานปากเอก | 2 | 15, 22 ธ.ค. 2534 |
| 24. | แฮปปี้นิวเยียร์ | 1 | 30 ธ.ค. 2533 | 50. | ค่าไถ่ | 2 | 29 ธ.ค. 2534,5 ม.ค. 2535 |
| 25. | ผู้หมวดคนใหม่ | 2 | 6, 13 ม.ค. 2534 | 51. | อวสาน อำลาตอนจบ | 1 | 12 ม.ค. 2535 |
| 26. | เหตุเกิดที่บ้านผู้กำกับ | 3 | 20, 27 ม.ค.,3 ก.พ. 2534 | ||||
วิวาห์เที่ยงคืน
Midnight Wedding
Midnight Wedding
ฉายที่ ศาลาเฉลิมกรุง
วิวาห์เที่ยงคืน Midnight Wedding
ฉายที่ ศาลาเฉลิมกรุง
บริษัทสร้าง ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง
ผู้อํานวยการสร้าง มานิต วสุวัต
ผู้ประพันธ์
ผู้กํากับ หลวงอนุรักษ์รัถการ
ผู้ถ่ายภาพ หลวงกลการเจนจิต
ผู้ลําดับภาพ ประจวบ อมาตยกุล
ผู้กํากับศิลป์ แนม สุวรรณแพทย์
ผู้จัดเครื่องแต่งกาย ชลอจิตต์
ผู้บันทึกเสียง กระเศียร วสุวัต
วงดนตรี คณะศรีกรุง
ผู้แต่งทํานอง ดุริยะ วาทยะกร
ผู้แต่งคําร้อง จํารัส รวยนิรันต์
เรื่องย่อ
เบ็ญจา กับ ประคอง สองศรีพี่น้องเป็นเด็กกําพร้าแม่
ส่วนพ่อก็ถูกผู้ร้ายฆ่าตาย ในเวลาต่อมา ประคองผู้พี่ตกเป็นภรรยาของ มงคล
นักเลงพนันที่ชอบใช้กําลังข่มเหงภรรยา
เบ็ญจาพลอยต้องทุกข์ระทมในการอยู่ร่วมกับพี่เขยซึ่งแสนจะกักขฬะและจ้องจะล่วงเกินตัวเองอยู่เสมอ
โชคดีที่หลวงราญรณกาจ ตํารวจสันติบาล
นํากําลังทําลายซ่องการพนันของมงคลเบ็ญจาและประคอง
จึงต้องออกไปทํางานเพื่อหาเลี้ยงชีพ
วันหนึ่ง เบ็ญจาเห็นประกาศหาหญิงสาวเป็น แบบปั้นตุ๊กตาในหนังสือพิมพ์ โดย
เสน่ห์ บุตรชายหลวง ราญรณกาจ
ผู้ไม่เคยมีความรักแต่ชอบสะสมตุ๊กตาเป็นชีวิตจิตใจ ว่าจ้าง แนม
ปั้นตุ๊กตาให้ เบ็ญจาจึงลองสมัครและได้รับการคัดเลือกให้เป็นแบบตุ๊กตา
แต่เมื่อใกล้ถึงกําหนดส่งงาน แนมเกิดเลินเล่อขนตุ๊กตาแตก
เบ็ญจาจึงอาสาปลอมตัวเป็นตุ๊กตาประวิงเวลาจนกว่าแนมจะปั้นตุ๊กตาตัวใหม่เสร็จ
เมื่อเสน่ห์เห็นตุ๊กตาที่แนมนํามามอบ ให้ก็พึงพอใจในฝีมือมาก
หารู้ไม่ว่าตุ๊กตานั้นเป็นหญิงสาวปลอมตัวมา
ตกค่่ำ เมื่อทุกคนในครอบครัวของเสน่ห์หลับ เบ็ญจาจึงจะค่อย ๆ ย่องกลับบ้าน
ฟากมงคลซึ่งถูกจองจําอยู่ในคุกก็อาฆาตหลวงราญรณกาจยิ่งนัก
เมื่อถูกปล่อยตัวจากเรือนจําจึงตรงดิ่งไปที่บ้านหลวงราญรณกาจ
หมายจะเอาชีวิต แต่เคราะห์ดีเป็นเวลาที่เบ็ญจากําลังจะ กลับบ้าน
จึงได้เห็นคนลอบเข้ามา เบ็ญจารีบผละไปปลุก เสน่ห์ และปราบคนร้ายได้ทัน
เสน่ห์จึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว
ตุ๊กตาที่แนมนํามามอบให้นั้นเป็นเบ็ญจาปลอมตัวมา ก็
พอดีกับที่นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน
นักแสดง
เสน่ห์ นิลภัณฑ์, เบ็ญจา รัตนกุล, เขียน ไกรกุล, นัยนา วาณีวัฒน์, ทองอยู่
เกตุรายนาค, บุญล้อม, ผ่อง ศิริสัมพันธ์, แส ศรีผดุง, ฮะ มิ่งขวัญตา,
หลวงราญรณกาจ, หลวงภรตกรรมโกศล, แนม สุวรรณ แพทย์, ผัน นากสุวรรณ, ถนอม
ทักษ์ศิริ, ทองคํา มาร์ติน

นางนาคคืนชีพ
ฉายที่โรงหนังวัฒนากร
ผู้อำนวยการสร้าง อบ โหมดประดิษฐ์
ผู้พากย์ จิตรคุปต์
เค้าเรื่อง
“นางนาคพระโขนง” เท่าที่ทราบกัน แต่เพียงว่า ได้ถูกถ่วงน้ำและหายสาบสูญไปนั้น บัดนี้นางนาคได้กลับคืนชีพมาอีก และหนีจากถ่วงน้ำมาแผลงฤทธิ์ ดุร้าย น่าหวาดเสียว น่าตื่นเต้น และแสดงอภินิหาร ร้ายกาจกว่าเก่าหลายสิบเท่า”

ชาลี อินทรวิจิตร (เดิมชื่อ สง่า ลือประเสริฐ; 6 กรกฎาคม 2465 – 5 พฤษภาคม 2564) เป็นครูเพลง ผู้ประพันธ์คำร้อง นักแสดง และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2536
ท่านเกิดที่จังหวัดสมุทรสาคร จบการศึกษาด้านวิศวกรรมรถไฟรุ่นแรก แต่เลือกเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นลูกศิษย์ครูล้วน ควันธรรม ครูชาลีมีผลงานประพันธ์คำร้องเพลงเกือบ 1,000 เพลง ซึ่งหลายเพลงกลายเป็นเพลงอมตะที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น สดุดีมหาราชา, แสนแสบ, ท่าฉลอม, เรือนแพ, จำเลยรัก และ บ้านเรา นอกจากนี้ยังมีผลงานการแสดงและกำกับภาพยนตร์อีกจำนวนมาก
ด้านชีวิตส่วนตัว สมรสกับ ศรินทิพย์ ศิริวรรณ อดีตนักแสดงชื่อดัง (ซึ่งสูญหายไปอย่างลึกลับในปี 2530) ครูชาลีถึงแก่อนิจกรรมในวัย 98 ปี ด้วยโรคหัวใจและเบาหวาน
สัญญาณลวง (ประพันธ์ กรุ๊ฟ) ออกอากาศทาง ช่อง 5 ปี 2538 (กันตนา)
ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี แสดงเป็น เจ้าหลวงรังสิมันต์
คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ แสดงเป็น เจ้าหญิงทรรศิกากัญญาวดีพี่เลี้ยง
บทประพันธ์ ทมยันตี
นำแสดงโดย..
วรุฒ วรธรรม
รชนีกร พันธ์มณี
ศตวรรษ ดุลยวิจิตร
สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์
ปนัดดา โกมารทัต
จารุวรรณ ปัญโญภาส
บุศรา นฤมิตร
ทม วิศวชาติ
ณัฏฐพล กรรณสูต
ด.ช. นรบดี ทระพย์ธนารัตน์
ด.ญ. สกุลรัตน์ ใจซื่อ
ด.ช. ตะวัน จันทรวิบูลย์
อสรพิษและอิสตรี.. คือสองสิ่งที่ไว้ใจไม่ได้ และอันตรายมากที่สุด แต่เมื่อสองสิ่งนี้มาด้วยกัน กลับกลายเป็นความสวยงามชนิดหนึ่ง ที่เปี่ยมเสน่ห์ ยั่วยวน จนทำให้ผู้ชายบางคน ..ต้องลุ่มหลงจนลืมตัว
บนรถโดยสารที่กำลังมุ่งหน้า สู่เรือนไทยริมน้ำ จังหวัดสุพรรณบุรี ชนะชล ลูกทัวร์หนุ่มกำลังตกอยู่ในภวังค์อันแปลกประหลาด เขาจบการศึกษาจากต่างประเทศ เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีภรรยาแสนดี และลูกน้อยวัยน่ารัก เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ด้วยชีวิตที่สมบูรณ์พร้อม แต่เขากลับรู้สึกว่า บางสิ่งที่สำคัญหายไปจากชีวิตเขา ซึ่งเขาเอง ก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่หายไปนี้คืออะไร แต่มันก็นำเขาให้มากับทัวร์เรือนไทยคณะนี้ เพราะทุกครั้งที่เขาได้ใกล้ชิด กับเรือนไทย หรือข้าวของเก่าๆ ของคนไทย เขาจะรู้สึกว่า ได้สิ่งที่หายไปนั้นกลับคืนมา แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วคราวก็ตาม แต่ก็ทำให้เขามีความสุขมาก
ความคิดของเขาถูกขัดจังหวะ โดยเสียงสดใสของ เมขลา ไกด์สาวที่ทำหน้าที่ มอบความบันเทิงและความรู้แก่ลูกทัวร์ รวมทั้ง เป็นเจ้าของเรือนไทย ที่พวกเขากำลังจะไปชมนี้ด้วย ปกติแล้ว ชนะชลไม่ชอบผู้หญิงอย่างเมขลานัก ผู้หญิงที่ปราดเปรียว คล่องแคล่ว และ เปี่ยมเสน่ห์.. เกินไป แต่จนกระทั่ง เมื่อคณะทัวร์มาถึงเรือนไทย และเมขลาออกมาต้อนรับลูกทัวร์ในชุดไทย ตอนแรกเห็นชนะชลเกือบจำเมขลาไม่ได้ และจากนี้ไป ชีวิตของชนะชล ก็เปลี่ยนไป อย่างที่ไม่มีวันไปเป็นเหมือนเดิม..
เมขลาใช้ชีวิตสลับ ระหว่างกรุงเทพฯ กับเรือนไทยแห่งนี้ ที่นี่เธอจะอยู่กับ ลุงทิม, ป้าทับ , นวล และ "งู" อีกตัวหนึ่ง งูที่เป็นทั้งเจ้าบ้าน และแขกอันไม่พึงประสงค์ เป็นงูเห่าสีดำตัวใหญ่ มันอยู่ที่เรือนไทยนี้มานาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยเมขลายังเป็นเด็ก และย้ายมาที่นี่พร้อมกับ โกสุม แม่ของเธอ
โกสุม แม่ของเมขลา เป็นเมียน้อยคนที่สี่ เมขลาจำได้ดีว่า เมื่อมาถึงที่นี่ใหม่ๆ เธอและแม่ต้องทนรับการโขกสับ จากบรรดาเมียหลวงทั้งสาม แม่เชื้อ , แม่นิ่ง , แม่สาย จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่แล้ว ด้วยฝีมือการบำเรอความสุขทางเพศของโกสุม ก็ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป พ่อของเมขลา มอบทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านให้โกสุมดูแล แล้วความสุขและชัยชนะ ก็กลับมาสู่ชีวิตของเมขลาอีกครั้ง
เมขลาได้เจอกับชนะชลที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง แม้จะพยายามรักษาท่าทีต่อกัน แต่ทั้งคู่ก็รู้ดีว่า ปรารถนาซึ่งกันและกันเพียงใด แต่กรอบแห่งศีลธรรม และความรับผิดชอบ ก็ยังกั้นคนทั้งคู่ให้ห่างจากกันได้ แต่เมื่อทั้งสองยิ่งได้เจอกันบ่อยมากขึ้น ก็ไม่มีอะไรในโลกจะสามารถหยุดทั้งคู่ให้จากกันได้ และเมื่อคืนหนึ่งมาถึง ที่เรือนไทยที่ชนะชลรู้สึกผูกพันนี้เอง
เขากับเมขลาก็ผูกสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นขึ้น แต่เขาก็เกือบต้องแลกความสุขนี้ด้วยชีวิต เมื่องูเห่าสีดำไล่ล่าเขาอย่างกราดเกรี้ยวและอาฆาต ผิดธรรมชาติของงูยิ่งนัก เมขลารู้ดีว่าเป็น เพราะเรื่องของเธอกับเขา จึงทำให้งูเห่าพยายามฆ่าชนะชล เหมือนที่เคยทำกับ พจน์ หนุ่มผู้กว้างขวางในย่านนั้น ผู้ชายอีกคนที่ตกหลุมเสน่ห์ของเมขลา จนถอนตัวไม่ขึ้น และต้องชดใช้ความต้องการของเขาด้วยชีวิต เมื่อเขาตัดสินใจเผชิญหน้ากับงูเห่าตัวนี้ เมขลาพยายามจะไล่งูออกไปจากเรือนไทย และจากชีวิตของเธอ แต่งูก็คอยหลบหน้าเธอ และยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ตัวเธอ และบ้านไทยต่อไป
ความสัมพันธ์ของชนะชลและเมขลารู้ถึง ไหมแก้ว ภรรยาของชนะชล ไหมแก้วเสียใจและโกรธแค้นมาก เมขลารู้ดีว่า ความรักที่ผิดศีลธรรมของเธอ มาถึงจุดจบแล้ว เธอตัดใจจากชนะชล และเดินทางไปต่างประเทศ เธอเลือกที่จะอยู่ไกล แม้จะทำให้เธอร้าวราน และเจ็บปวดมากเพียงใดก็ตาม
แต่ชนะชลกลับไม่สามารถห้ามความปรารถนาของเขาเองได้ เขาเดินทางกลับไปที่เรือนไทย เพื่อค้นหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มชีวิตของเขา แม้รู้ดีว่า งูเห่าตัวนั้นกำลังรอเขาอยู่
...ที่สุดแล้ว บทสรุปของเมขลา ขนะชล และงูเห่า จะลงเอยเช่นใด สายใยอะไรที่ร้อยเรียงพวกเขาไว้ด้วยกัน.. บางทีคำตอบทั้งหมด อาจรอพวกเขาอยู่ที่เรือนไทยริมน้ำหลังนั้น...
นักแสดงละคร แม่เบี้ย
ยุรนันท์ ภมรมนตรี
แสงระวี อัศวรักษ์
ส.อาสนจินดา
สุรัตนา ข้องตระกูล
สินี หงษ์มานพ
จอนนี่ แอนโฟเน่
คำโปรย : สายน้ำ ความหลัง ชายหนุ่ม หญิงสาว และ งู
นักแสดง:
| ภัสสร บุญยเกียรติ | เมขลา | |
| ลิขิต เอกมงคล | ชนะชล | |
| อภิรดี ภวภูตานนท์ | ||
| ส.อาสนจินดา |
ทองประกายแสด เป็นเรื่องราวของ ทองดี (พิงค์กี้-สาวิกา ไชยเดช) เด็กสาวกำพร้า ที่ถูกสองผัวเมียเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน ทองใฝ่ฝันอยากเป็นดารา และด้วยความเป็นสาวสะสวย ทำให้เป็นที่พอใจของหนุ่มๆ แต่ทองก็เชิดใส่ทุกคน ยกเว้น พิสุทธิ์ (แบงค์-อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม/แบงค์ แบล็ควานิลลา)หนุ่มหน้าตา การศึกษาดี และยังเป็นลูกข้าราชการในจังหวัด ทองอยากจะมีชีวิตสุขสบายก็เลยลักลอบได้เสียกัน พิสุทธิ์ตั้งชื่อให้กับทองใหม่ว่า ทองประกาย
พิสุทธิ์ หลงใหลทองประกายจนเสียการเรียน แอบมานอนด้วยเป็นประจำ โดยที่ไม่มีใครรู้ แต่หลังจากที่เตี่ยป่วยและตายไปไม่นาน แม่ก็จับได้ และไล่ทั้งคู่ออกจากบ้าน ทองดีขอเงินแต่แม่ไม่ยอมให้ ทองดีจึงใช้กำลังจนแม่บาดเจ็บ จากนั้นก็ขโมยเงินและหนีออกจากบ้านไปพร้อมกับพิสุทธิ์ เข้ามาเช่าโรงแรมราคาถูกในกรุงเทพฯ เมื่อความยากลำบากมาเยือน ทองประกาย กับพิสุทธิ์ก็มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง แต่ต่อมาก็ปรับความเข้าใจกันได้
แต่ว่าชีวิตก็พลิกผัน เมื่อพิสุทธิ์ถูกรถชนตาย วีระชัย (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) ผู้จัดการโรงแรมที่ทองประกายพักอยู่ ชวนทองประกายไปอยู่ที่บ้าน ทองประกายคิดว่าวีระชัยเป็นคนรวย แต่เมื่อรู้ว่าวีระชัยกับม่ของเขามีอาชีพขายไก่ ทองประกายก็รู้สึกผิดหวัง ระหว่างนั้น เธอต้องคอยช่วยงานบ้านและไปช่วยขายไก่ที่ตลาด ความสวยของทองประกาย ทำให้หนุ่ม ๆ แถวนั้นรวมทั้ง ตี๋ใหญ่ เพื่อนของวีระชัยก็หลงเสน่ห์ จนวีระชัยและตี๋ใหญ่มีเรื่องวิวาทกัน ตี๋ใหญ่ใช้มีดแทงวีระชัยตาย ทองประกายเห็นชาวบ้านแจ้งตำรวจ ด้วยความกลัวคดีเก่าที่เคยทำร้ายแม่และพิสุทธิ์ถูกรถชนตาย ทำให้ทองประกายต้องหนีอีกครั้ง
เธอเดินหลงไปในห้างสรรพสินค้า และได้เจอกับ เฮียบุ๋น (กมล ศิริธรานนท์) เจ้าของไนท์คลับนิสัยเจ้าชู้ เฮียบุ๋นชอบทองประกายทันที เธอขอให้เฮียบุ๋นช่วยหางานให้ทำ เฮียบุ๋นจึงพาทองประกายมาทำงานที่ไนท์คลับที่นี่เธอก็ได้เพื่อนใหม่อย่าง เมย์ (นาตาลี เดวิส) ที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจ แต่ก็มีศัตรูอย่าง จูน (ไอซ์-อรวรรณ ปรีดากุล) โคโยตี้สาวดาวเด่นประจำไนท์คลับแห่งนั้น
ด้วยความสวยสะดุดตา ก็นำพาความเดือดร้อนมาให้ ทองประกายมีเรื่องกับแขกตั้งแต่คืนแรก แต่เมย์ก็มาช่วยเอาไว้ แต่ต่อมาเธอก็ยังถูกตอแยไม่เลิก ถึงขั้นจะฉุดทองประกาย โชคดีที่ได้ มิตร (ฟลุค-จิระ ด่านบวรเกียรติ) น้องชายของเฮียบุ๋นเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน สร้างความไม่พอใจให้กับจูนอย่างมาก ทองประกายออกอาการปลื้มมิตรไม่น้อย ถึงกับฝันหวานว่าได้แต่งงานด้วย โดยหารู้ไม่ว่าเมย์พี่สาวที่เธอรักและไว้วางใจที่สุดแอบคบหาอยู่กับมิตร
มิตรดูแลเอาใจใส่สอนงานต่างๆ ให้จนทองประกายได้ขึ้นเป็นโคโยตี้ ยิ่งทำให้ทองประกายปลื้มและยึดติดมิตร ในขณะที่มิตรไม่คิดจริงจังอะไร ทองประกายกลายเป็นดาวเด่นของคลับเพียงชั่วข้ามคืน จนได้เป็นตัวหลักแทนจูน ยิ่งทำให้จูนเกลียดทองประกายหนักเข้าไปอีก จูนคอยหาเรื่องทองประกายตลอดเวลา เพราะคิดว่าทองประกายแย่งทุกอย่างไปจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือความรัก ทั้งสองมีเรื่องตบตีกันรุนแรง จนจูนต้องออก
นรินทร์ (ใหญ่-ฝันดี จรรยาธนากร) เจ้าของผับเปิดใหม่มาชวนทองประกายให้ไปทำงานด้วย พร้อมข้อเสนอให้มากกว่า ทองประกายตัดสินใจลาออกไปทำงานกับนรินทร์ เมื่อได้รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างมิตรกับเมย์ชีวิตใหม่ของทองประกายเริ่มอีกครั้ง เมื่อเธอไปทำงานให้ผับของนรินทร์ นอกจากเธอจะได้เจอเพื่อนร่วมงานใหม่ วิไล (นุ่น-รมิดา ประภาสโนบล) แล้ว เธอยังเจอคู่ปรับเก่าอย่างจูนด้วย แต่หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันแล้ว ทองประกายและจูนกลับกลายเป็นเพื่อนกัน มิตรตามมาง้อทองประกาย แต่ทองประกายตัดมิตรอย่างเด็ดเดี่ยว และเริ่มหันหลังให้กับความรัก เธอหวังเพียงแค่เงินและชื่อเสียงเท่านั้น
ทองประกายได้พบกับ มนตรา (ออย-ธนา สุทธิกมล) หัวหน้าวงดนตรีวงใหม่ จึงไปขอเป็นนักร้องในวงและก็ได้เป็นนักร้องสมใจ จากความใกล้ชิดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรัก และเริ่มก่อตัวช้าระหว่างมนตราและทองประกาย ในขณะเดียวกันความสวยโดดเด่นของทองประกายก็ไปเข้าตา บีบี (ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล) แมวมองนักปั้นชื่อดัง ทองประกายสนใจขึ้นมาทันที แต่มนตราไม่ยอมให้ทำ ทองประกายตัดใจจากบีบีและยอมลาออกจากคลับของนรินทร์ไปอยู่ที่บ้านมนตรา
จนวันหนึ่งมนตราคิดจะพาทองประกายไปพบพ่อและแม่ที่เชียงใหม่ ทองประกายจึงขอให้มนตราพาไปทะเลอีกครั้ง เธออยากลบล้างความทรงจำในอดีต เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับมนตรา ชีวิตของทองประกายคงจะไปได้ดีและมีความสุข ถ้าอุบัติเหตุไม่คร่าชีวิตมนตราไปอย่างไม่มีวันกลับ ทองประกายเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเธอรักเขาสุดหัวใจ วิไลซึ่งกำลังตั้งท้องกับแฟนหนุ่มจึงพาทองประกายมาอยู่ด้วย
แม้มนตราจะจากไปหลายเดือน แต่ทองประกายก็ยังคงจมอยู่กับความเศร้า ปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบไร้จุดหมาย จนได้วิไลเตือนสติให้คิดทำตามความฝัน ทองประกายจึงนึกถึงบีบี บีบีพาทองประกายไปหา ดารา (ท็อป-ดารณีนุช โพธิปิติ) เจ้าของห้องเสื้อชื่อดัง ดาราตกลงให้ทองประกายมาเดินแบบให้กับห้องเสื้อของเธอคู่กับ โฬม (ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย) นายแบบหนุ่มที่ดาราเลี้ยงดูอยู่ โฬมแอบปิ๊งทองประกายทันทีที่แรกพบ ดาราเห็นสายตาของโฬมแล้วเริ่มไม่ไว้ใจคอยจับตามองตลอดเวลา
วิไลคลอดก่อนกำหนดในวันที่ทองประกายแวะไปเยี่ยมพอดี แต่วิไลไม่ทันได้ปลื้มกับลูกชายเธอก็จากไป ทิ้งน้องไทไว้ให้ทองประกายดูแล ทองประกายได้พบกับ ดำเกิง (แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม) ทายาทค่ายหนังยักษ์ใหญ่ เพื่อชื่อเสียงและบทนางเอกหนัง ทองประกายยอมพลีกายให้กับดำเกิง แต่ถูกตลบหลังจนชื่อเสียงป่นปี้ จากดาวรุ่งจึงกลายเป็นดาวร่วงทันที ดาราเสนองานให้ทองประกายด้วยการไปเป็นเด็กเจ้าสัว แต่ทองประกายปฏิเสธและขอนรินทร์กลับไปทำงานที่คลับ
3 ปีผ่านไป ทองประกายกำลังมีความสุขกับงานในคลับของนรินทร์ แต่ชีวิตเธอต้องพลิกผันอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ ดำเกิงโผล่มาพร้อมกับน้องสาวของนรินทร์ จนเกิดทะเลาะกันใหญ่โตเป็นเหตุให้ทองประกายตัดสินใจลาออก ทองประกายตัดสินใจกลับไปหาดาราอีกครั้ง เพราะต้องการหาเงินมาเลี้ยงดูไท ดาราจึงปั้นเธอให้เป็นนางแบบอีกครั้ง
จากการที่ดาราฉุดทองประกายขึ้นมาในครั้งนี้ ทำให้ ท่านประจักษ์ (โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์) รัฐมนตรีหนุ่มใหญ่เกิดความสนใจในตัวทองประกาย แค่พบกันครั้งแรกท่านประจักษ์ก็ทั้งรักทั้งหลง จนเลี้ยงดูทองประกายอย่างจริงจัง หลังจากที่คุณหญิงภริยาของท่านเสียชีวิตลง ท่านจึงจดทะเบียนสมรสกับทองประกาย แม้ทองประกายจะแต่งงานกับท่านประจักษ์ไปแล้ว แต่โฬม ก็ยังอยากเชยชมทองประกายอยู่ ถึงขั้นใช้กำลังปลุกปล้ำและแอบถ่ายรูปไว้
ชีวิตของทองประกายจะพลิกผันไปทางใด เธอจะมีชีวิตสวยงามตามฝันได้หรือไม่ คงต้องแล้วแต่โชคชะตาจะนำพาชีวิตเธอไป
นักแสดงละคร ทองประกายแสด
พิงค์กี้ สาวิกา ไชยเดช รับบท ทองดี/ทองประกาย
ออย-ธนาสุทธิกมล รับบทมนตรา
วุธ-อัษฏาวุธเหลืองสุนทร รับบทวีระชัย
ฟลุ๊ค-จิระด่านบวรเกียรติ (ฟลุ๊ค ซีควินท์) รับบทมิตร
โอ๊ต-วรวุฒินิยมทรัพย์ รับบทท่านประจักษ์
แบงค์-อธิกิตติ์พริ้งพร้อม (แบงค์ black vanilla) รับบท พิสุทธิ์
แทค-ภรัณยูโรจนวุฒิธรรม รับบทดำเกิง
ปั้นจั่น-ปรมะอิ่มอโนทัย รับบทโฬม
กมล ศิริธรานนท์ รับบทเฮียบุ๋น
ก้อง-ปิยะเศวตพิกุล รับบทบีบี / บุญเทียม
ท็อป-ดารณีนุชโพธิปิติ รับบทดารา
นาตาลีเดวิส รับบทเมย์
นุ่น-รมิดาประภาสโนบล รับบทวิไล
อำภาภูษิต รับบทแม่ (ของทองดี)
ครรชิตขวัญประชา รับบทเตี่ย (พ่อของทองดี)
พิมพ์พรรณบูรณพิมพ์ รับบทซิ้ม (แม่ของวีระชัย)
“หนึ่งไม้หมอนคือหนึ่งชีวิตเชลย”
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้น ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิรบอันร้อนระอุของสงครามมหาเอเชียบูรพา
กองทัพญี่ปุ่นนำเชลยสงคราม เดินทัพผ่านประเทศไทยเพื่อสร้างทางรถไฟตัดเข้าโจมตีพม่า
หลายชีวิตต้องสังเวยให้กับเส้นทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว บุคคลหนึ่งผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์
ทั่วโลกจารึกชื่อเขาไว้คือ...บุญผ่อง...ชายไทยกับวีรกรรมหาญกล้า ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อรักษามนุษยธรรม
บุญผ่องละครที่สร้างจากเรื่องจริงของชายไทยผู้ได้รับการยกย่องจากนานาชาติ ว่าเป็นวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2
นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ คหบดี ในจังหวัดกาญจนบุรีผู้มีจิตใจเปี่ยมมนุษยธรรมแม้จะทำการค้ากับกองทัพญี่ปุ่น
แต่กลับเสี่ยงชีวิตลักลอบส่งหยูกยาอาหาร และสิ่งของจำเป็นให้กับ หมอเวรี่ และเหล่าเชลยสัมพันธมิตร
ในค่ายเชลยสร้างสะพานแม่น้ำแคว และทางรถไฟสายมรณะเพียงเพราะเห็นแก่คุณค่าของทุกชีวิตทั้งผู้แพ้
และผู้ชนะ บุญผ่องไม่เพียงเดิมพันด้วยชีวิตของตนเองแต่ยังมีชีวิตของ สุรัติ ผู้เป็นภรรยา ผณี ลูกสาว
และครอบครัวสิริเวชชะพันธ์ทุกคนที่ต้อง เสี่ยงภัยไปด้วย
ท่ามกลางความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกันระหว่างสงคราม มิตรภาพต่างวัยระหว่างเด็กน้อย ผณี และนายทหารญี่ปุ่น มิโยชิ
กลับเบ่งบานเสมือน ดอกไม้แห่งมิตรภาพ แต่นั่นก็หมายถึงดาบปลายปืนที่จะย้อนกลับมาคร่าชีวิตบุญผ่องและครอบครัวได้ทุกขณะ
ติดตามเรื่องราวเข้มข้นของ “บุญผ่อง” ชายไทยผู้ไม่ยอมละทิ้งมนุษยธรรม
ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 11.05 น.
ออกอากาศทางช่อง Thaipbs เริ่มวันที่ 8 พฤษภาคม
นักแสดง บุญผ่อง
เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ รับบทเป็น บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์
นุสบา ปุณณกันต์ รับบทเป็น สุรัตน์ สิริเวชชะพันธ์พลอย ศรนรินทร์ รับบทเป็น ผณี สิริเวชชะพันธ์
ซาโนะ รับบท มิโยชิ
ปีเตอร์ ธูนสตระ รับบท เวรี่ หรือ เซอร์ ดันลอป เวรี่
คิริน ยัง รับบท ไมเคิล
ณัฏฐนันท์ เกียรติดาฐนิต รับบท รำเพย
คาซุกิ ยาโนะ รับบท ไซโตะ
เด็กไม่เอาถ่าน เป็นเรื่องราวในครอบครัวของ ดนัย (อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน) ผู้กำกับภาพยนตร์ กับ ณภา (นุ๊ก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา) ตำรวจหญิง เมื่อทั้งคู่แยกทางกัน ก็ได้แบ่งลูกไปเลี้ยงกันคนล่ะคน โดยดนัย เลี้ยงลูกสาวคนโต ณดา (แอลลี่ อชิรญา นิติพน) ส่วนลูกสาวคนเล็ก ณดี (ใยไหม ชินารดี) อยู่กับแม่ เมื่อณภาเสีชีวิต ดนัยก็มารับณดีไปดูแล แต่ณดีรักแม่มาก เลยทำให้ไม่ยอมรับพ่อเท่าไหร่เพราะคิดว่าพ่อไม่รัก
ณดีทะเลาะกับเพื่อน ตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียน สาเหตุจากตุ๊กตาหมีตัวเดียว ทำให้ดนัยโกรธมาก ณดานั้นยุ่งกับการทำงานส่งครู เมื่อเพื่อนของณดีมาหาที่บ้าน ณดีก็ออกไปเล่นด้วย จนลืมกลับบ้าน ดนัยกับณดาออกตามหา จนเจอณดีเนื้อตัวมอมแมม กำลังอุ้มลูกหมาอยู่ ดนัยโกรธต่อว่าที่ออกมาโดยไม่บอกใคร ณดีเสียใจ แต่ณดาก็ช่วยปกป้องน้อง
ณดีช่วยณดา ทำงานส่งครูจนเสร็จ และได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนไปประกวด ทำให้ยูมิ เพื่อนในห้องอิจฉา และว่าณดาว่า เป็นลูกไม่มีแม่ ณดีโกรธแทนพี่สาว และไปเอาคืน ดนัยนั้นอยากให้ณดีเข้าวงการบันเทิง แต่ณดีไม่ชอบ ต่อมาดนัยต้องไปทำงาน เด็กทั้งสองอยู่กันตามลำพัง ณดีนึกถึงสิ่งที่แม่สอนมา จึงช่วยกันทำทุกอย่างในบ้าน
ดนัยกลับมา เห็นบ้านเลอะเทอะ จึงโกรธต่อว่าลูก แต่ว่าเมื่อได้รับฟังเหตผลก็รู้สึกผิด บรรเจิดนำกระปุก หมาตัวนั้นมาไว้ในบ้าน ดนัยแพ้ขนสัตว์จึงจะให้ณดีเอาไปคืน ณดีแอบเอาหารมาให้กระปุก จนถูกชายพเนจรจับตัวไป แต่เมื่อณดีกลับมาได้อย่างปลอดภัย ทำให้เขารู้ว่า ณดีเป็นเด็กฉลาด เอาตัวรอดได้
รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร เด็กไม่เอาถ่าน
อัมรินทร์ นิติพน แสดงเป็น ดนัย
สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา แสดงเป็น ณภา
ใยไหม ชินารดี แสดงเป็น ณดี
อชิรญา นิติพน แสดงเป็น ณดา
เด็กไม่เอาถ่าน เป็นละครเด็กชุด วัยใสยกกำลัง 10 เริ่มตอนแรกวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2559 ทุกวันเสาร์ เวลา 09.30 น. ทางไทยพีบีเอส ช่อง 3 HD
ทางรักสีรุ้ง Rainbow
อุ๋ย (นุ่น-สินิทธา) สาวเอเจนซี่จิตใจว้าวุ่นเพราะเส้นทางรักระหว่างเธอและแฟนหนุ่มเริ่มไม่สดใส ส่วนแมน (ต่อ-นันทวัฒน์) นายแบบหนุ่มลูกทหารใหญ่ก็กำลังสับสนว่าตัวเองกำลังเบี่ยงเบน
ทางเพศ เพราะไปตกหลุมรัก บี๋ (บดินทร์ ดุ๊ก) สไตลิสต์หนุ่มใหญ่พราวเสน่ห์ ที่ได้ใกล้ชิดกันในงานเดินแฟชั่นครั้งสำคัญ ซึ่งบริษัท อุ๋ย เป็นผู้จัดงาน ที่พึ่งยามค่ำคืนสำหรับอุ๋ยและแมนคือการโทรเข้าไปในรายการวิทยุช่วงชั่วโมงแห่งความรักเพื่อปรึกษาปัญหาหัวใจกับ ดีเจ วิเวียน แต่แล้ววันหนึ่งอุ๋ยกลับพบว่าดีเจวิเวียน แท้จริงคือ หวาน (เชอร์รี่ ผุงประเสริฐ) อดีตคู่รักเลสเบี้ยนสมัย
เรียนของเธอเอง เมื่อหวานต้องการให้ความรักเก่าหวนคืนแต่อุ๋ยกลับปฏิเสธตัวตนของเธอ และแมนต้องเลือกระหว่างการโบยบินตามหัวใจตัวเอง หรือ การหลบซ่อนสิ่งที่เป็น เพื่อถนอมจิตใจพ่อแม่ อุ๋ยกับแมนจึงต้องพิสูจน์ให้ตัวเองรู้สึกทีว่า เขาและเธอไม่สามารถเป็นชายจริงหญิงแท้ ได้แน่หรือ?
ชื่อ พิศมัย วิไลศักดิ์ เป็นชื่อจริง นามสกุลจริงที่ใช้มาตั้งแต่แสดงภาพยนตร์ สมัยนั้นเขาจะมีฉายาของดารา ส่วนเราเขาเรียกว่า "ดาราเงินล้าน" โดยคุณเชิด ทรงศรี ตั้งให้เพราะเล่นเรื่องไหนสามารถทำเงินล้านได้ทุกเรื่องที่แสดง
พี่เริ่มเป็นนางเอกตั้งแต่เรื่องแรกที่เล่นเลย คือเรื่องการะเกด เป็นหนังสมัย 16 มม. ตอนนั้นเขาต้องการนางเอกที่รำได้ พอดีกับเรามีความสามารถในการรำฉุยฉายพราหมณ์ได้ ส่วนคุณอิงอรที่เป็นเจ้าของบทประพันธ์ ก็รู้ว่าเรารำละครได้เพราะเรียนมาทางด้านนาฏศิลป์ พอจบออกมาก็ได้เข้าวงการภาพยนตร์มาตลอด ส่วนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับที่เรียนมาก็ได้ทำบ้าง เช่น เมื่อก่อนที่จะมีภาพยนตร์ฉายก็จะมีรำโชว์หน้าม่านบ้าง บางทีก็ช่วยงานการกุศล และรำหน้าพระที่นั่งฯ
รางวัลตุ๊กตาทองที่ได้รับจากการแสดง
< คุณพิศมัย > ได้จากภาพยนตร์เรื่อง "ดวงตาสวรรค์" เป็นบทของนางเอกที่ค่อนข้างจะร้าย และดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยมของ ยุทธนา มุกดาสนิท จากเรื่อง เงิน เงิน เงิน
เป็นนางเอกมาทั้งหมดกี่เรื่อง
< คุณพิศมัย > คิดว่าเป็นร้อย ๆ เรื่องแล้วค่ะ และมาเริ่มงานละครครั้งแรกในเรื่อง "ห้องที่จัดไม่เสร็จ" ของ กฤษณา อโศกสิน แต่หลายครั้งหลายหนคนเชิญเล่น ก็ไม่ค่อยอยากจะเล่นเท่าไร เพราะเรามีปัญหาเรื่องของเสียง ถ้าเป็นหนังนี่จะมีคนพากย์ คือ คุณจุรี โอศิริ พากย์อยู่ ตัวเองเป็นคนที่เสียงไม่เพราะ แต่เพื่อน ๆ นักแสดงหลายคนก็สนับสนุนบอกว่าให้เล่นเถอะ พอมาเริ่มเล่นเข้าครั้งหนึ่งคนดูก็เริ่มชินหู พอมาเล่นหนังก็เลยต้องพากย์เอง
ต้องฝึกเสียงใหม่หรือเปล่า
< คุณพิศมัย > ไม่ต้องค่ะ เพราะตอนเล่นละครวิทยุก็ต้องเรียนมาทางด้านการให้น้ำหนักเสียงอยู่แล้ว แต่ก็เคยร้องเพลงและมีวงดนตรีค่ะ แต่ร้องเพลงก็เป็นอีกเสียงหนึ่ง เพราะเราหลบเสียงร้องได้
ตั้งแต่เป็นดารามา บทที่คิดว่าเข้ากับเรามากที่สุด คือ
< คุณพิศมัย > ส่วนใหญ่จะเป็นบทชีวิตค่ะ
ทำไมถึงคิดว่าเป็นบทนี้
< คุณพิศมัย > คนที่เห็นคนแรกคือ คุณวิจิตร คุณาวุฒิ โดยปกติแล้วตอนนั้นก็ค่อนข้างจะเป็นคนที่เฉย ๆ เรียบ-ร้อย ไม่ค่อยพูด แต่เล่นหนังแล้วส่วนใหญ่จะได้รับผลตอบรับที่ออกมาดี
มีธุรกิจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากงานแสดงหรือเปล่า
< คุณพิศมัย > ไม่มีค่ะ เพราะคิดว่าส่วนที่เราทำเองไม่ได้ เราก็จะไม่ทำ ไม่อยากใช้ความคิดของคนอื่น ๆ ถ้าลงทุนทำอะไรไปในสิ่งที่เราไม่รู้จริงอีกหน่อยก็จะแย่ จะไม่ได้นึกถึงเรื่องธุรกิจ เป็นคนสมถะ มีน้อยใช้น้อย มีก็ใช้ ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะอายุเราก็เท่านี้แล้ว ในชีวิตประจำวันก็เป็นคนที่ทำอะไรเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะขับรถ ดูแลบ้าน เราไม่มีบุคลากรที่จะมาช่วยงานด้านอื่น ๆ ค่ะ ก็ดีอย่างคือ การทำอะไรเองจะช่วยทำให้เราแข็งแรง เป็นการออกกำลังกายไปในตัว
ตอนนี้พักกับครอบครัวหรือเปล่า
< คุณพิศมัย > ไม่มีค่ะ อยู่คนเดียว
ช่วงพักผ่อนให้ตัวเอง
< คุณพิศมัย > ส่วนใหญ่จะไปช้อปปิ้ง หรือจะไปต่างจังหวัด บางทีก็ชวนป้าจุ๊ (จุรี โอศิริ) ไปทานข้าวและกลุ่มเพื่อนดาราในวัยเดียวกัน พบปะและพูดคุยกันบ้าง
เล่นกีฬาบ้างไหม
< คุณพิศมัย > ก็ไม่ค่อยได้มีเวลานัก อย่างตอนสาว ๆ ก็ได้เล่นโยคะบ้าง จริง ๆ แล้วไม่ค่อยได้ไปแต่งเติมเสริมความงามกับเขาเท่าไหร่ คือจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าว่างจะชอบไปนวดแผนโบราณมากกว่า
ปัจจุบันก็ยังดูไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ มีเคล็ดลับอย่างไร
< คุณพิศมัย > จะเช็คร่างกายทุก 2-3 เดือน ถ้าเริ่มรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ ก็จะไปให้หมอเช็คอย่างสม่ำเสมอค่ะ
กิจวัตรประจำวันมีอะไรบ้าง
< คุณพิศมัย > ส่วนใหญ่เป็นงานละคร ตื่นเช้ามาอาบน้ำ แต่งหน้าเสร็จก็ไปกองถ่าย บางทีก็ทำผมเองเตรียมไว้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเลย คือค่อนข้างจะเตรียมพร้อมเองทั้งหมด บางทีไปเช้าก่อนเวลา คนในกองถ่ายก็แซวว่า มาช่วยจัดไฟเหรอ…มาเช้าเชียว (หัวเราะ) แต่ค่อนข้างจะเตรียมตัวเองทั้งหมด ถ้าทางกองถ่ายต้องการเพิ่มอะไรก็ให้เขาแต่งเติมเอาทีหลัง เป็นคนค่อนข้างจะสบาย ๆ
เคล็ดลับในการดูแลใบหน้า
< คุณพิศมัย > ไม่มีอะไรมากค่ะ หลังอาบน้ำก็ทาบอดี้โลชั่น
ทานอาหารเสริมอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า
< คุณพิศมัย > จะเป็นคนที่ทานฮอร์โมนไม่ได้ค่ะ แต่ทานแคลเซียมและโสม ซึ่งทานมาตั้งแต่อายุ 30 แล้ว ตอนที่เป็นนางเอกสมัยสาว ๆ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามยังไม่มีมากมายเท่าสมัยนี้ เราก็ทานแต่โสมมาตลอด ทางร้านขายยาจีนเขาจะหั่นมาให้ เราก็เอามาคั่วแล้วไปตุ๋นทาน หรือถ้าคนทานเหล้าได้ก็เอาไปแช่ในบรั่นดี แต่จะทานได้ในเฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น เพราะถ้าเป็นหน้าอื่นจะร้อนเกินไป จะเห็นว่าเราไม่ค่อยจะเจ็บป่วย แม้อายุมากขนาดนี้แล้วและการที่เราไม่มีคนรับใช้ มันก็จะช่วยให้เราคล่องตัวมากขึ้นเพราะจะทำอะไรเอง
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อเข้าสู่วัยทองมีอะไรบ้าง
< คุณพิศมัย > ก็มีเรื่องของอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ด้วย ตอนแรกก็ไปหาหมอก็ได้วิตามินทานเสริมบ้าง แต่พวกอาหารเสริมจริง ๆ แล้วไม่ค่อยกล้าทานเท่าไหร่ คือต้องได้คำแนะนำจากแพทย์ก่อน อย่างยาลดความอ้วนหรืออื่นๆ ร่างกายตัวเองจะไม่ค่อยรับ ถ้าทานแล้วมีผลก็จะเลิกทานไปทันที
อารมณ์เปลี่ยนจากเดิมหรือไม่
< คุณพิศมัย > ตรงนี้กลัวมากค่ะ กลัวว่าจะหงุดหงิดแบบเลือดจะไปลมจะมา จะพยายามไม่หงุดหงิดเลย จะพูดตลกทำให้ตัวเองสนุก เรารู้ว่านิสัยและอารมณ์เราไม่ดี ก็จะเป็นผลเสียในการทำงาน แต่ปกติแล้วจะเข้ากับเด็กๆและสังคมในที่ทำงานเราได้ อยากจะเต้นรำกับเด็ก ๆ ก็เต้น ทำได้ด้วยความสบายใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคิดว่าอยู่ที่จิตใจค่ะ คือไม่รู้จะเครียดไปทำไมค่ะ (หัวเราะ)
สิ่งที่ให้เราหงุดหงิดได้ง่าย
< คุณพิศมัย > ไม่ชอบจุกจิก จะง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ค่อยมีปัญหากับการทำงาน
ชอบทานอาหารประเภทไหน
< คุณพิศมัย > อาหารไทย แต่อย่างอื่น ๆ ก็ทานได้ มีอะไรก็ทานอย่างนั้น กินได้ซ้ำซาก ถือเป็นโชคดีที่ไม่ต้องวุ่นวายกับชีวิตเรามาก รับได้ทุกอย่าง ที่โชคดีเพราะเราไม่มีปัญหาจากคนรอบข้างเท่าไหร่
เหงาบ้างไหม
< คุณพิศมัย > คนส่วนใหญ่จะถามคำนี้ มันอยู่ที่ใจค่ะ ถ้าบอกว่าตัวเองเหงา เราก็เหงา แต่ถ้าบอกตัวเองว่าไม่เหงา มันก็ไม่เหงา ของอย่างนี้อยู่ที่ใจ เราก็ออกไปหาเพื่อน เดี๋ยวก็งานวันเกิดเพื่อนบ้าง เราต้องพยายามหัดที่จะอยู่คนเดียวให้ได้
มีคนดูแลบ้างหรือเปล่า
< คุณพิศมัย > ไม่มีค่ะ เวลาไม่สบายก็ไปเอง อย่างไปหาหมอตอนที่ป่วยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี หมอก็บอกว่าพร้อมเมื่อไหร่ให้มาผ่าได้เลย เราก็บอกเนี่ย พร้อมแล้ว หมอก็ตกใจถามว่าแน่หรือเปล่า … เราก็บอกว่าได้ทันที ก็ขออนุญาตหมอไปบ้านเก็บของมาเพื่อรอการผ่าตัดในวันนั้นเลย บางคนต้องทำใจก่อน แต่เราไม่เลยพร้อมตลอด หมอบอกว่า คุณพิศมัยนี่อารมณ์ดีจังเลย…พอผ่าเสร็จเราก็ขับรถกลับบ้านเองอย่างสบาย ไม่เป็นอะไรมากเลย
สิ่งที่กลัวที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยทอง
< คุณพิศมัย > กลัวไม่มีแรง
ปัญหากลับชีวิตด้านอื่น
< คุณพิศมัย > ถ้ามีปัญหา ก่อนอื่นคนเราต้องมีสติ ส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ส่วนปัญหาอื่น ๆ ก็ปรึกษาเพื่อนสนิท แต่เราต้องมานั่งพิจารณาว่าปัญหาเราต้องแก้เอง อาจจะมีบ่นให้เพื่อน ๆ ฟังบ้าง แต่คนที่จะบอกให้เราทำอะไรได้ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง
ถ้าวันหนึ่งไม่ได้แสดงละครแล้ว
< คุณพิศมัย > ไม่เคยได้กะเกณฑ์ คิดว่าอะไรจะเกิดก็ให้เกิดไป เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งไม่มีงานเลย แต่ก็ไม่เคยลำบากมาก ไปได้เรื่อย ๆ ถ้าไม่มีก็คือไม่มีก็อยู่เฉย ๆ ได้ เกิดมาต้องสู้ต้องมีสติทำตัวให้อยู่ได้ ให้มีคุณค่าในภาวะที่เราเป็น
เชื่อเรื่องดวงไหม
< คุณพิศมัย > คิดว่าไร้สาระ คนเราก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เราไม่ใช่คนเที่ยวเตร่ มีใช้ให้พอดี
บทที่คิดว่าจะไม่เล่นคือ
< คุณพิศมัย > บทเปลือยค่ะ (หัวเราะ)
คติประจำใจในการดำเนินชีวิต
< คุณพิศมัย > ไม่มีข่าวในทางเสื่อมเสียก็พอแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กรุ่นหลัง ไม่กล้าที่จะทำอะไรนอกลู่นอกทางเพราะเด็กก็ยังเรียกแม่อยู่เลย ตลอดเวลาเราไม่เคยมีเรื่องเสียทางลบ
เรื่องความรักในชีวิต
< คุณพิศมัย > ชีวิตครอบครัวผ่านความล้มเหลว เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ยึดติดอะไร คนเราจะโชคดีเสียทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้ งานดี ชีวิตส่วนตัวอาจจะไม่ดีก็ได้ ก็อายุป่านนี้แล้วจะทำยังไงหล่ะ
cr: waithong.com