ว่าวน้อย

 

ว่าวน้อย

ภาพยนตร์ไทยขนาด 16 มม. เรื่อง "ว่าวน้อย" (ปี 2513) 

เรื่องย่อ  ว่าวน้อย (2513)

ศึกชิงชัยเหนือท้องฟ้า

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างสดใสด้วยบรรยากาศการเล่นว่าวของหนุ่มสาว โดย "คุณหนูแข" (รับบทโดย ชัชฎาภรณ์ รักษนาเวศ) ลูกสาวผู้ดี มีนิสัยแก่นแก้ว ไม่ยอมใคร กำลังเพลิดเพลินกับการชักว่าวขึ้นติดลมบนร่วมกับ "โอ่ง" คนรับใช้คนสนิท (รับบทโดย ดาวน้อย ดวงใหญ่) แต่แล้วความสนุกกลับกลายเป็นการประลองฝีมือ เมื่อว่าวของเธอต้องปะทะกับว่าวของ "คุณชาย" หนุ่มหล่อมาดเข้มที่เพิ่งย้ายเข้ามาเช่าห้องพักอยู่ใกล้กัน (รับบทโดย มิตร ชัยบัญชา) ซึ่งกำลังเล่นว่าวอยู่กับ "พงษ์" คนสนิท (รับบทโดย สมพงษ์ พงษ์มิตร)

สายป่านขาด รอยร้าวเริ่มก่อตัว

ด้วยความช่ำชองและสายป่านที่คมกว่า ฝั่งคุณชายจึงตัดสายป่านว่าวของคุณหนูแขจนขาดลอยละลิ่วปลิวหายไป สร้างความเคียดแค้นและไม่ยอมแพ้ให้กับคุณหนูแขเป็นอย่างมาก จนทำให้ "ยุทธนา" หนุ่มนักเรียนนายร้อยตำรวจเพื่อนชายคนสนิทที่แวะมาหา ต้องออกโรงไปเจรจาเอาเรื่องจนเกือบจะวางมวย แต่กลายเป็นว่าคนรับใช้ตัวเล็กอย่างโอ่งกลับโดนคนสนิทฝั่งคุณชายดักซัดจนน่วมกลับมาแทน

แผนการตีสนิทและสงครามแก้เผ็ด

เมื่อการประลองว่าวยกแรกพ่ายแพ้ คุณหนูแขจึงวางแผนเอาคืนด้วยการส่งลูกน้องไปตีสนิทกับฝ่ายตรงข้าม เพื่อสืบหา "สูตรลับการทำสายป่านคม" หวังนำมาตัดว่าวคุณชายให้แก้แค้นได้สำเร็จ ทว่าการกลั่นแกล้ง ประลองไหวพริบ และการปะทะคารมระหว่างคนสองบ้าน กลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันและความรักกุ๊กกิ๊กชวนอมยิ้มตามสไตล์ภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดี้ไทยยุคคลาสสิก

รักเต็มเปา

 

รักเต็มเปา
"รักเต็มเปา" (ปี 2521) 

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดย ศรีสยามโปรดักชั่น (อำนวยการสร้างโดย สาธิต คล่องเวสสะ) และกำกับการแสดงโดย พจน์ ศิริพันธ์ เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2521 ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง และ พระโขนงรามา โดยรวมทัพดาราระดับแม่เหล็กมาประชันบทบาทกันถึง 4 คู่ ได้แก่ สมบัติ เมทะนี คู่กับ พิศมัย วิไลศักดิ์, เศรษฐา ศิระฉายา คู่กับ นัยนา ชีวานันท์, ดอน สอนระเบียบ คู่กับ ช่อเพชร ชัยเนตร และ สายัณห์ จันทรวิบูลย์ คู่กับ ดวงใจ หทัยกาญจน์ ร่วมด้วยดาราตลกชั้นครูอย่าง ล้อต๊อก, ชูศรี มีสมมนต์, สุวิน สว่างรัตน์, สมพงษ์ พงษ์มิตร และ โป๋ เป่าปี่

เรื่องย่อ : รักเต็มเปา (2521)

ศึกสองตระกูลกับความรักของรุ่นลูก

เรื่องราวบอกเล่าความวุ่นวายในชุมชนชนบท เมื่อสองตระกูลใหญ่ นำโดยผู้นำครอบครัวรุ่นใหญ่ (รับบทโดย สมบัติ เมทะนี และ สุวิน สว่างรัตน์) เกิดความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันอย่างหนัก ชนิดที่ว่าเจอหน้ากันเมื่อไหร่เป็นต้องแขวะ กวนประสาท และท้าประลองแข่งขันกันตลอดเวลา ทั้งการแข่งวิ่งควายและการละเล่นพื้นบ้าน แต่เรื่องกลับอลเวงยิ่งขึ้นเมื่อบรรดาลูก ๆ ของทั้งสองฝ่ายดันตกหลุมรักกันเอง

แผนการจีบสาวและมุกตลกสื่อสารผิดพลาด

หนุ่ม ๆ จอมทะเล้นประจำเรื่อง (รับบทโดย เศรษฐา ศิระฉายา, ดอน สอนระเบียบ และ สายัณห์ จันทรวิบูลย์) ต่างพยายามหาทางเดินหน้าจีบสาวในดวงใจ แต่กลับติดด่านหินคือกำแพงความหวงลูกสาวของพ่อตาตัวแสบ ทำให้ต้องวิ่งโร่ไปขอคำปรึกษาและพึ่งพาเล่ห์เหลี่ยมจากกูรูจอมวางแผนอย่าง ป๋าต๊อก เกิดเป็นแผนการสารพัดวิธีที่ทั้งฮาและล้นหลาม จนนำไปสู่เหตุการณ์เข้าใจผิดครั้งใหญ่ เช่น ฝ่ายหนึ่งเตรียมการยกขบวนขันหมากเพื่อสู่ขอ แต่อีกฝ่ายกลับเข้าใจว่าเป็นงานเลี้ยงต้อนรับอื่น จนเกิดความโกลาหลไปทั้งหมู่บ้าน

เสียงเพลงเชื่อมรอยร้าว

ท่ามกลางการปะทะคารมแบบคำต่อคำ หนุ่มสาวและคนในหมู่บ้านได้ใช้เสียงเพลงลูกทุ่ง แตรวง ขบวนกลองยาว และบรรยากาศความสนุกสนานเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ เพื่อหวังละลายพฤติกรรมความบาดหมางของผู้ใหญ่ และพิสูจน์รักแท้ของคนรุ่นลูกให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้

3 นัด

 

3 นัด


เรื่องย่อ  ภาพยนตร์: 3 นัด (2520)

รอยร้าวแห่งอุดมการณ์และความขัดแย้ง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในยุคที่บ้านเมืองคุกรุ่นด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์และอิทธิพลมืด เมื่อความเชื่อที่แตกต่างผลักดันให้คนในครอบครัวและสายเลือดเดียวกันต้องยืนอยู่คนละฟากฝั่ง นำไปสู่ความบาดหมางระหว่างผู้พิทักษ์ความสงบของแผ่นดินและฝ่ายที่ก้าวเข้าสู่วังวนนอกกฎหมาย

คมกระสุนตัดสินชะตากรรม

เส้นเรื่องหลักขับเคลื่อนด้วยความแค้น ศักดิ์ศรี และการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อฝ่ายกฎหมายและผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง (นำโดย นาท ภูวนัย และ อุเทน บุญยงค์) ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีฝีมือฉกาจ (รับบทโดย ไพโรจน์ ใจสิงห์) ท่ามกลางสมรภูมิดวลปืนที่บีบคั้นหัวใจและมีหญิงสาวคนรัก (รับบทโดย ภาวนา ชนะจิต และ นัยนา ชีวานันท์) คอยเป็นตัวเชื่อมความรู้สึกและความสูญเสีย โดยชื่อเรื่อง "3 นัด" สื่อถึงจังหวะกระสุนแห่งการตัดสินชะตาชีวิตที่ไม่มีใครยอมถอยให้ใคร

การประจัญบานครั้งสุดท้าย

เมื่อการเจรจาไม่อาจยุติความแตกแยก การเผชิญหน้าดวลปืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟันจึงระเบิดขึ้น เพื่อพิสูจน์อุดมการณ์ ทวงคืนความยุติธรรม และปิดฉากความขัดแย้งที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเลือดและน้ำตา

จากเธอที่เขาพิงกัน

 

จากเธอที่เขาพิงกัน
"จากเธอที่เขาพิงกัน" (ปี 2523) ซึ่งสร้างโดย กำนันเป๊าะ (สมชาย คุณปลื้ม) และกำกับการแสดงโดย ชุบ เทพพิทักษ์ เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2523 ที่โรงภาพยนตร์เพชรรามา โดยเป็นการรวมดารายอดนิยมระดับแถวหน้าในยุคนั้นถึง 2 คู่ ได้แก่ สรพงศ์ ชาตรี ประกบคู่กับ วาสนา สิทธิเวช และ พอเจตน์ แก่นเพชร ประกบคู่กับ ธิติมา สังขพิทักษ์

เรื่องย่อ  จากเธอที่เขาพิงกัน (2523)

สายลมแห่งความรักและการพลัดพราก

เรื่องราวแนวรักและดราม่าชีวิตที่มีฉากหลังเป็นความงดงามของธรรมชาติและท้องทะเลแดนใต้ บอกเล่าความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวสองคู่ที่ต้องเผชิญกับบททดสอบของหัวใจ ความแตกต่างทางฐานะ และเงื่อนไขชีวิตที่บีบคั้น นำพาไปสู่ความรัก ความเข้าใจผิด และการพลัดพรากจากคนที่รัก ณ ดินแดนเขาพิงกัน จังหวัดพังงา

ความทรงจำที่ไม่อาจลืม

ตัวละครหลักต้องเผชิญกับอุปสรรครอบด้าน ทั้งความขัดแย้งของครอบครัวและชะตากรรมที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความผูกพันและคำสัญญาที่เคยมีให้แก่กัน ท่ามกลางทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะแก่งและหน้าผาหินที่พิงเข้าหากัน ซึ่งเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของคนสองคนที่เคยเคียงข้างและพึ่งพิงกันในวันที่ความรักเบ่งบาน



จ้าวพยัคฒ์

 

จ้าวพยัคฒ์

เรื่องย่อภาพยนตร์: จ้าวพยัคฆ์ (2507)

ต้นฉบับบทประพันธ์จากปลายปากกา "เศก ดุสิต"

เรื่องราวแนวแอ็กชัน ดราม่า และการสืบสวนชิงไหวชิงพริบ เมื่อเกิดความขัดแย้งและการแผ่อิทธิพลมืดของกลุ่มทรชนแดนเถื่อน ทำให้เกิดการประจัญบานของเหล่ายอดฝีมือที่มีทั้งฝ่ายผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เสือร้าย และผู้มีอุดมการณ์ที่ต้องเข้ามาพัวพันกับวังวนแห่งการล้างแค้นและอำนาจ

การเผชิญหน้าระหว่างความรักและศักดิ์ศรี

ท่ามกลางการห้ำหั่นดวลปืนสุดระห่ำและการหักเหลี่ยมเฉือนคมของเหล่าคนจริง ตัวเอกหนุ่มยอดฝีมือ (รับบทโดย สมบัติ เมทะนี) ต้องเข้ามาคลี่คลายเงื่อนงำความอยุติธรรมและปกป้องหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ (รับบทโดย เพชรา เชาวราษฎร์) เกิดเป็นสายสัมพันธ์ความรักท่ามกลางดงกระสุนและการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน ครบรสทั้งบู๊ล้างผลาญ ความตลกขบขัน และโศกนาฏกรรมซึ้งกินใจ

ความสำคัญและเกร็ดภาพยนตร์จากคลิป
ประวัติศาสตร์คู่ขวัญ: เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ สมบัติ เมทะนี และ เพชรา เชาวราษฎร์ ได้โคจรมาแสดงคู่กันบนจอเงิน ก่อนจะกลายเป็นคู่พระคู่นางยอดนิยมระดับตำนานของเมืองไทย

การรวมตัวของขุนพลภาพยนตร์: สร้างโดย ธาดาภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดยบรมครู ส.อาสนจินดา และได้ ฉลอง ภักดีวิจิตร มารับหน้าที่กำกับภาพ

ทัพดารานำคับคั่ง: ร่วมด้วย ชนะ ศรีอุบล, บุศรา นฤมิต, ทักษิณ แจ่มผล, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, เมตตา รุ่งรัตน์ พร้อมดาวตลกชั้นครูอย่าง เสน่ห์ โกมารชุน, ล้อต๊อก และจุ๋มจิ๋ม ศรทอง

การเข้าฉาย: เป็นภาพยนตร์ 16 มม. สี พากย์สด เข้าฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2507 ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง

รักข้ามโลก

 

รักข้ามโลก

"รักข้ามโลก" (ปี 2521) ซึ่งเป็นผลงานการสร้างและกำกับการแสดงโดยผู้กำกับระดับตำนาน ฉลอง ภักดีวิจิตร เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2521

ความน่าสนใจหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การจับคู่พระ-นาง 2 คู่ โดยเป็นการโคจรมาพบกันและจับคู่เป็นพระเอก-นางเอกร่วมกันเป็นเรื่องแรกระหว่างพระเอกนักบู๊ กรุง ศรีวิไล กับนางเอกวัยรุ่นชื่อดังในยุคนั้นอย่าง ลลนา สุลาวัลย์ ส่วนอีกคู่หนึ่งคือ วิฑูรย์ กรุณา ประกบคู่กับ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์

ในตอนแรก ผู้ชมอาจแปลกใจกับการจัดคู่นักแสดงที่นำพระเอกรุ่นใหญ่อย่างกรุง ศรีวิไล มาจับคู่กับลลนา สุลาวัลย์ แต่เมื่อได้รับชมจนจบ จะเห็นความลงตัวของการวางบทบาท โดยตัวละครของเนาวรัตน์จะมีความนิ่งและขรึม ขณะที่บทของลลนาจะมีความกระฉับกระเฉง แก่นแก้ว และมีคิวบู๊เล็กน้อย ซึ่งฉีกแนวจากภาพจำนางเอกวัยรุ่นทั่วไปในสมัยนั้น

ด้านงานสร้าง ตัวหนังยกกองไปถ่ายทำกันถึงต่างประเทศ แม้จะมีชื่อเรื่องแนวโรแมนติกดราม่าว่า "รักข้ามโลก" แต่ยังคงลายเซ็นสไตล์บู๊แอ็กชันของ ฉลอง ภักดีวิจิตร ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งฉากเสี่ยงตาย ฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม และฉากการไล่ล่าปะทะเดือดที่ดุเดือดตื่นเต้น



ตุ๊ดตู่

 

ตุ๊ดตู่
"ตุ๊ดตู่" (ปี 2510) 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังขนาด 16 มม. พากย์สด
กำกับการแสดงโดย ครวญ รัตนงาม
เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2510 ที่โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์

นำแสดงโดยพระเอกยอดนิยมตลอดกาล มิตร ชัยบัญชา ประกบคู่กับ โสภา สถาพร ร่วมด้วย ประจวบ ฤกษ์ยามดี, เมตตา รุ่งรัตน์, สมควร กระจ่างศาสตร์, สมพงษ์ พงษ์มิตร (สุวรรณลอย), อดุลย์ ดุลยรัตน์, ล้อต๊อก และดาวน้อย ดวงใหญ่

เรื่องย่อ  ภาพยนตร์: ตุ๊ดตู่ (2510)

เด็กสาวสู้ชีวิตและความอยุติธรรม

เรื่องราวบอกเล่าชีวิตของ "ตุ๊ดตู่" (รับบทโดย โสภา สถาพร) หญิงสาวชาวบ้านผู้มีจิตใจงดงามและสู้ชีวิต เธอเติบโตมาท่ามกลางความยากลำบากร่วมกับครอบครัวและแม่ (รับบทโดย จริงดาว ดารณี) แต่ด้วยฐานะที่ยากจน ทำให้เธอและคนรอบข้างมักถูกกลุ่มคนมีอิทธิพลและคนใจคดในท้องถิ่นเอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงรังแก และมองข้ามคุณค่าความเป็นคน

เงื่อนงำสายเลือดและการปกป้อง

ท่ามกลางความทุกข์ยาก ตุ๊ดตู่ได้รับการช่วยเหลือและคอยปกป้องจากชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง (รับบทโดย มิตร ชัยบัญชา) ซึ่งก้าวเข้ามาเป็นที่พึ่ง คอยขัดขวางแผนร้ายของพวกอันธพาลและกลุ่มผู้มีอิทธิพล ขณะเดียวกัน เรื่องราวยังพัวพันกับของสำคัญอย่างสร้อยคอประจำตัวและเงื่อนงำชาติกำเนิดที่แท้จริงของตุ๊ดตู่ ซึ่งเกี่ยวโยงกับครอบครัวผู้มีอันจะกินในเมืองหลวง

การเผชิญหน้าและทวงคืนความสุข

ความโลภของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการปกปิดความจริงและฮุบผลประโยชน์ นำไปสู่การวางแผนปองร้ายและขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด เหล่าคนดีจึงต้องร่วมมือกันต่อสู้ เผชิญหน้ากับอุปสรรคเพื่อคลี่คลายเงื่อนงำความจริง ทวงคืนศักดิ์ศรี และนำความสงบสุขกลับคืนสู่ชีวิตของตุ๊ดตู่

เจ้าพ่อมหาหิน

 

เจ้าพ่อมหาหิน
"เจ้าพ่อมหาหิน" (ปี 2522) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ขนาด 35 มม. พากย์เสียงในฟิล์ม
กำกับการแสดงโดย ณัฐพร
เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2522
ที่โรงภาพยนตร์ไดเร็กเตอร์

โดยปัจจุบันตัวฟิล์มภาพยนตร์ ม้วนวิดีโอ VCD และ DVD สูญหายไปหมดแล้ว หลงเหลือเพียงใบปิดโฆษณา ภาพนิ่ง และเอกสารเรื่องย่อที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสารดาราสมัยนั้นเท่านั้น

เรื่องย่อ  เจ้าพ่อมหาหิน (2522)

อำนาจเถื่อนแดนดงดิบ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในดินแดนห่างไกลที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง กลุ่มอิทธิพลมืดและขบวนการค้าของเถื่อนนำโดยเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพล ได้แผ่ขยายอำนาจคุกคาม ข่มเหงรังแกชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ และกำจัดทุกคนที่กล้าขัดขวางผลประโยชน์ ทำให้พื้นที่แถบนั้นตกอยู่ใต้ความหวาดกลัวและความอยุติธรรม

ยอดคนกระดูกเหล็กประจัญบาน

ความเดือดร้อนนำพาให้ยอดฝีมือนิรนามผู้มีจิตใจแกร่งดั่งหินผาและยึดมั่นในความถูกต้อง (รับบทโดย ไพโรจน์ ใจสิงห์) ต้องก้าวเข้ามาขัดขวางเส้นทางอำนาจมืด พร้อมด้วยการโคจรมาพบกับยอดนักสู้หนุ่มแดนเถื่อน (รับบทโดย กรุง ศรีวิไล) รวมถึงการพัวพันกับหญิงสาวผู้ตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้ง (รับบทโดย ภาวนา ชนะจิต) และนายตำรวจหรือผู้นำชุมชนตงฉิน (รับบทโดย ครรชิต ขวัญประชา)

ศึกแตกหักโค่นบัลลังก์เจ้าพ่อ

เมื่อการเจรจาไม่อาจยุติความละโมบได้ สงครามล้างแค้นและการดวลปืนสุดระห่ำจึงระเบิดขึ้น เหล่าคนจริงต้องผนึกกำลังบุกทลายซุ้มมือปืนและเครือข่ายอิทธิพลเถื่อน ชิงไหวชิงพริบหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเพื่อทลายรังของเจ้าพ่อ และคืนความสงบสุขกลับสู่แผ่นดิน

โตไม่โตซัดดะ

 

โตไม่โคซัดดะ

เรื่องย่อ: โตไม่โตซัดดะ (ปี 2524)

ปมมรดกและเด็กที่สาบสูญ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากความขัดแย้งภายในตระกูลมหาเศรษฐี เมื่อพินัยกรรมฉบับสำคัญของคุณหญิงระบุเงื่อนไขไว้ว่า ทรัพย์สมบัติและคฤหาสน์หลังใหญ่จะตกเป็นของทายาทหรือลูกชายแท้ ๆ ของอนันดา ซึ่งถูกนำตัวไปฝากให้หญิงชาวบ้านชื่อ "แม่เฉิม" เลี้ยงดูตั้งแต่แบเบาะเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน หากตามหาตัวเด็กไม่พบ ทรัพย์สินจะต้องถูกบริจาคให้การกุศล ทำให้ฝ่ายเครือญาติผู้หวังฮุบมรดกต่างพยายามตามล่าหาตัวเด็กคนนี้ เพื่อกำจัดทิ้งและเปลี่ยนเส้นทางมรดกให้ตกเป็นของตนเอง

คนสู้ชีวิตจากสลัมสู่คฤหาสน์ผู้ดี

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของสลัมและตลาด ชายพิการหลังค่อมใจเด็ดอย่าง "พี่โต" และเด็กสาวตัวเล็กแต่สู้คนอย่าง "เตี้ย" ต้องใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบ หาบของขายและเผชิญหน้ากับพวกนักเลงหัวไม้ แต่เมื่อแม่ผู้เลี้ยงดูถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ทั้งสองจึงต้องระหกระเหินหาที่พึ่ง จนกระทั่งได้รับการชักชวนจากหนุ่มตระกูลอภิวัฒน์ให้เข้ามาทำงานเป็นคนรับใช้ในคฤหาสน์หลังใหญ่ โดยไม่รู้ตัวเลยว่านี่คือบ้านที่มีความเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดและปมพินัยกรรมลับ

ความปั่นป่วนและความจริงที่ต้องเปิดโปง

เมื่อคนตัวเล็ก ๆ ไม่ยอมก้มหัวให้ใครอย่างพี่โตและเตี้ยต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกับเหล่าเจ้านายผู้ดีขี้เก๊ก ป้ารับใช้จอมวางมาด และคุณนายใจร้ายที่คอยหาเรื่องกลั่นแกล้ง ความป่วน ฮา และการต่อปากต่อคำจึงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งสองต้องคอยเอาตัวรอดจากการถูกจับผิดและการตามล่าตัวทายาทแท้จริงที่กำลังเข้มข้นขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศคอมเมดี้คลุกเคล้าการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของคนจนตามชื่อเรื่อง "โตไม่โตซัดดะ"


สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รัก

 

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก

สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก First Love (สหมงคลฟิล์ม)

กำหนดฉาย : 12 สิงหาคม 2553
นำแสดง : มาริโอ้ เมาเร่อ, พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ, พีรวัชร์   เหราบัตย์, พิจิตรา สิริเวชพันธ์, อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล, กชามาศ  พรหมสาขา ณ สกลนคร
กำกับ : พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, วศิน ปกป้อง

เรื่องย่อ สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก

          น้ำ (ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก) สาวน้อย ม.1 วัย 14 หน้าตาธรรมดา ๆ กระเดียดไปทางไม่สวย หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ขี้เหร่นั่นแหละ แต่เธอดันไปแอบชอบ พี่โชน (มาริโอ เมาเร่อ) พี่ม.4 ที่หล่อ เท่ ที่สุดในโรงเรียน แล้วแถมยังใจดีอีกตะหาก ทำให้น้ำมีคู่แข่งเป็นสาว ๆ ทั้ง ม.ต้นและ ม.ปลาย ที่มีแต่คนสวย ๆ เต็มไปหมด แต่น้ำไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอพยายามลุยทำทุกอย่าง สู้ทุกรูปแบบเพื่อที่จะ เก่ง และ สวย แล้วเด่นขึ้นในโรงเรียนให้ได้ เพราะแอบหวังในใจเล็ก ๆ ว่าถ้าทำสำเร็จพี่โชนอาจจะหันมามองเธอซักครั้ง   

          น้ำทำตั้งแต่ เอามะขามเปียกมาขัดผิว สมัครเป็นนางรำแม้จะถูกคัดออก  หัดเป่าคาริเน็ตแล้วสมัครเข้าวงโยธวาทิตเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ ๆ พี่โชน ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อน ๆ แก๊งหน้าแย่ ในที่สุดน้ำก็ได้เป็นดรัมเมเยอร์มือหนึ่งของโรงเรียน จนตอนที่เรียนอยู่ม.3 เธอได้เป็นดาวของโรงเรียน จริง ๆ !!!!! น้ำตกเป็นเป้าสายตาของหนุ่ม ๆ ทั้งโรงเรียน มีคนเข้ามาจีบเป็นสิบ ๆ คน ยกเว้นคนที่เธอรอคอยอยู่คนเดียว โชน

          แล้วเรื่องราวความรักของน้ำจะเป็นอย่างไร โชนจะหันมาสนใจเธอมั้ยสุดท้ายแล้วความรักความฝัน กับความเป็นจริง  จะได้พบกันเมื่อไหร่ เวลาคงเป็นคำตอบของทุกอย่างเอง

 

สิงห์สั่งป่า พ.ศ. 2521

 

สิงห์สั่งป่า
สิงห์สั่งป่า : เมื่อความยุติธรรมต้องแลกด้วยเลือดในดินแดนเถื่อน

ท่ามกลางแผ่นดินที่ไร้ซึ่งกฎหมายและถูกครอบงำด้วยอิทธิพลมืด ณ ทุ่งคา ดินแดนที่ความแค้นถูกตัดสินด้วยปลายกระบอกปืน "สิงห์" (นำแสดงโดย กรุง ศรีวิไล) ชายหนุ่มผู้มีอดีตที่เต็มไปด้วยรอยแผลและการต่อสู้ ต้องหวนกลับคืนสู่สมรภูมิบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อสะสางหนี้เลือดและทวงคืนความยุติธรรมให้กับชาวบ้านที่ถูกกดขี่

สิงห์ไม่ได้มาเพียงลำพัง เขาต้องเผชิญหน้ากับ "เสือธง" อิทธิพลเถื่อนตัวฉกาจ และ "กำนันอนันต์" ผู้ทรงอิทธิพลที่ใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบังความชั่วร้าย ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด มิตรภาพที่ต้องถูกทดสอบ และความรักที่ซับซ้อนท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งความขัดแย้ง โดยมี "อรอนงค์" ลูกสาวของกำนันผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง เป็นตัวแปรสำคัญที่คอยดึงรั้งจิตใจของสิงห์ไว้

นี่คือภาพยนตร์แอ็คชั่นไทยระดับตำนานที่เข้มข้นด้วยเรื่องราวของลูกผู้ชาย การหักเหลี่ยมเฉือนคมของเหล่าจอมโจร และการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีที่เดิมพันด้วยชีวิต... เมื่อถึงเวลาที่ความอดทนสิ้นสุดลง "สิงห์" จะเป็นผู้พิพากษาและสั่งป่าให้รู้ว่าใครคือเจ้าของแผ่นดินที่แท้จริง

เตรียมพบกับการล้างแค้นครั้งใหญ่ที่ต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีและความตาย ใน "สิงห์สั่งป่า" ตำนานภาพยนตร์ไทยที่คอหนังบู๊คลาสสิกไม่ควรพลาด!

1 นรกโลกันต์

 

1 นรกโลกันต์
นรกโลกันตร์" (ปี 2527) มาบอกเล่าประวัติ เบื้องหลัง และนำฉากแอ็กชันเด่น ๆ มาให้ชมเพื่อการอนุรักษ์

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานอำนวยการสร้างของ ทรนง ศรีเชื้อ
กำกับการแสดงโดย สุขุม เมธาวิน
 เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2527
ที่โรงภาพยนตร์เพรสซิเดนท์ สามย่าน และศรีพรสวรรค์ นนทบุรี โดยมี สรพงศ์ ชาตรี รับบทพระเอกแบบ "วันแมนโชว์" ลุยเดี่ยว ประกบคู่กับนางเอก ระพีพรรณ ก้อนสกุล ร่วมด้วยทีมนักแสดงสายบู๊และดาวร้ายคับคั่ง เช่น มานพ อัศวเทพ, ภิญโญ ปานนุ้ย, กิตติ ดัสกร และทีมนักแสดงสมทบอีกมากมาย

แนวคิดหลักของเรื่องสะท้อนผ่านประโยคที่ว่า "ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการลุกขึ้นสู้" โดยตัวละครของสรพงศ์ ชาตรี ต้องลุยเดี่ยวต่อกรกับกองทัพทรชนและกลุ่มอิทธิพลเถื่อนจำนวนมาก เอกลักษณ์สำคัญตามสไตล์งานสร้างของ ทรนง ศรีเชื้อ คือความดุดัน สมจริง และการทุ่มทุนสร้างฉากบู๊วินาศสันตะโร มีทั้งการนำยานพาหนะหลากชนิดอย่างรถจี๊ป รถแทรกเตอร์ รถหกล้อ และรถสิบล้อมาวิ่งไล่ล่ากันกลางลานฝุ่นตลบ รวมถึงฉากการจุดไฟเผายางรถยนต์แล้วกลิ้งเข้าใส่เพื่อสร้างความระทึกขวัญ ซึ่งฉากแอ็กชันจัดเต็มเช่นนี้เคยเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในยุคทองของหนังกลางแปลงตามงานวัดเมื่อ 40 ปีก่อน เพราะสามารถเปิดเสียงลำโพงกระหึ่มดึงดูดผู้ชมได้อย่างดี

4 อันตราย

 

4 อันตราย
"4 อันตราย" (ปี 2521) ซึ่งกำกับการแสดงโดย แจ๊ส สยาม
 เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2521
 ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง และ เมโทร 

เรื่องย่อ : 4 อันตราย (2521)

จุดเริ่มต้นจากความทะเยอทะยานและทางลัด

เรื่องราวบอกเล่าชีวิตของกลุ่มคนหนุ่มสาวในเมืองหลวงที่มีพื้นเพและภูมิหลังดิ้นรน โดยมีตัวเอก (รับบทโดย ไพโรจน์ สังวริบุตร) เริ่มต้นจากการเป็นเด็กเดินขาย "ตั๋วผี" หน้าโรงภาพยนตร์ชั้นนำในกรุงเทพฯ อาศัยการกว้านซื้อตั๋วหนังล่วงหน้ามาขายต่อเพื่อเอากำไรส่วนต่างประทังชีวิต ท่ามกลางสภาพสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและสิ่งยั่วยุ

การรวมตัวสู่เส้นทางนอกกฎหมาย

ความต้องการหลุดพ้นจากความยากจนและความใฝ่ฝันที่จะสร้างความร่ำรวยทางลัด ทำให้เขาและกลุ่มเพื่อนร่วมชะตากรรม (รับบทโดย เศรษฐา ศิระฉายา และนักแสดงท่านอื่น) หลงก้าวเข้าสู่วังวนแห่งความผิด พัวพันกับขบวนการอาชญากรรมและธุรกิจมืดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถูกขนานนามและตราหน้าว่าเป็นกลุ่มอันตรายต่อสังคม ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์และความห่วงใยจากหญิงสาวคนรัก (รับบทโดย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์) ที่คอยเตือนสติ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งวงล้อแห่งความโลภได้

บทเรียนและจุดจบของคนเดินทางผิด

ความคึกคะนองและการหลงเดินทางลัดนำพาทั้งหมดไปสู่ทางตัน เมื่อกฎหมายเริ่มกระชับวงล้อมและฝ่ายบ้านเมืองดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด ทำให้ตัวละครต้องเผชิญกับผลกรรมของการกระทำตนเองอย่างสาสม โดยตัวหนังได้หยิบยกภาพบรรยากาศการลงโทษขั้นรุนแรงในยุคนั้นอย่างการใช้มาตรา 21 ประหารชีวิต มาสะท้อนเป็นอุทาหรณ์สอนใจถึงจุดจบของผู้ที่เลือกก้าวข้ามเส้นทางสุจริต

7 ป่าช้า

 

7 ป่าช้า

เรื่องย่อ : 7 ป่าช้า (2523)

โศกนาฏกรรมเมียหลวง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากความสัมพันธ์ของสองพี่น้อง "รื่น" และ "เรียม" โดย รื่น (รับบทโดย มยุรา ธนะบุตร) ได้แต่งงานกับชายหนุ่มชาวกรุง (รับบทโดย สมภพ เบญจาธิกุล) แต่ชีวิตสมรสกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานใจจากการถูกสามีกดขี่ทำร้าย จนกระทั่งเธอตั้งครรภ์และทนไม่ไหว จึงตัดสินใจหนีกลับมาบ้านเกิดที่ต่างจังหวัด ทว่าเกิดเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อเธอต้องคลอดลูกแต่ไม่สำเร็จ จนกลายเป็นเหตุให้เสียชีวิตในสภาพ "ตายทั้งกลม"

ตัณหาหน้าศพและมนต์ดำ

เมื่อสามีรู้ข่าวว่าภรรยาเสียชีวิต แทนที่จะสำนึกผิดกลับแอบดีใจและเดินทางมาร่วมงานศพ แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือแอบหมายปองในตัว เรียม (รับบทโดย สุพรรษา เนื่องภิรมย์) ซึ่งเป็นน้องเมีย ถึงขั้นวางแผนอาสานอนเฝ้าโลงศพในยามค่ำคืนแล้วแอบย่องเข้าไปหมายจะขืนใจน้องเมีย จนทำให้เกิดเหตุอาถรรพ์ โลงศพของรื่นแตกออกมากะทันหัน แม้จะถูกพ่อตา (รับบทโดย สมาน คัมภีร์) ขับไล่ แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามและหน้ามืดตามัว เดินทางไปหาหมอผีคุณไสย (รับบทโดย พิภพ ภู่ภิญโญ) เพื่อหวังทำ "น้ำมันพราย" มาดีดใส่เรียม โดยใช้วัตถุดิบสุดเฮี้ยนคือศพตายทั้งกลมของเมียตัวเอง

วิญญาณเฮี้ยนอาละวาดทวงแค้น

เมื่อหลุมศพถูกลบหลู่ วิญญาณผีตายทั้งกลมจึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาหักคอหมอผีจนตายคาที่ ก่อนจะออกอาละวาดหลอกหลอนทั่วหมู่บ้านด้วยความแค้น ทำให้ชาวบ้านต่างขวัญผวาและเดือดร้อนกันไปทั่ว เกิดการว่าจ้างหมอผีจากหลากหลายสำนักเข้ามาประชันอาคมเพื่อสะกดวิญญาณลงหม้อถ่วงน้ำ ผสมผสานไปกับมุกตลกเบาสมอง วิ่งหนีผี และความสยองขวัญแบบผีไทยโบราณที่ทั้งน่ากลัวและชวนหัวเราะไปพร้อมกัน

กำกับการแสดงโดย สุริยนต์ ดวงทองดี
เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2523

ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงและสเตลล่า ศรีย่าน 

โดยมีนักแสดงนำได้แก่ พอเจตน์ แก่นเพชร, สุพรรษา เนื่องภิรมย์, มยุรา ธนะบุตร, สมภพ เบญจาธิกุล, พิภพ ภู่ภิญโญ, สมาน คัมภีร์ และดาวตลกชั้นครูอย่าง ล้อต๊อก

บี้ บอด ใบ้

 


บี้บอดใบ้ 2522 

นำแสดงโดย กรุง ศรีวิไล, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, ล้อต๊อก, ยอดชาย เมฆสุวรรณ, เศรษฐา ศิระฉายา, เกชา เปลี่ยนวิถี, ดวงชีวัน โกมลเสน, สายัณห์ จันทรวิบูลย์, ชูศรี มีสมมนต์, ฯลฯ

กำกับโดย สิทธิชัย พัฒนดำเกิง


อาอี๊

 

อาอี๊

"อาอี๊" (ปี 2523) 
สร้างโดย APC โปรดักชั่น
อำนวยการสร้างโดย อนันต์ รัตนสัจจา
กำกับการแสดงโดย สมจินต์ ธรรมทัต

นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี, วาสนา สิทธิเวช, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์, เศรษฐา ศิระฉายา, อัญชลี ชัยศิริ และ เสกสรรค์ ภู่ประดิษฐ์

เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2523 ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย, ลิโด, ออสการ์ และปารีส

เรื่องย่อ  ภาพยนตร์: อาอี๊ (2523)

จากเด็กสาวต่างจังหวัดสู่แสงสีเมืองหลวง

เรื่องราวของเด็กสาวบ้านทุ่งจากอำเภอพนัสนิคม (รับบทโดย วาสนา สิทธิเวช) ผู้ได้รับการเลี้ยงดูและส่งเสียจากแม่ หรือ "อาอี๊" (รับบทโดย เปียทิพย์ คุ้มวงศ์) ผู้หญิงสู้ชีวิตที่ยอมทำงานตรากตรำหาเงินเพื่ออนาคตของลูก เมื่อเธอเรียนจบระดับมัธยมต้น เธอจึงเดินทางเข้ามาเรียนต่อด้านสายอาชีพที่โรงเรียนพณิชยการในกรุงเทพมหานคร

ภาพลวงตาและความฟุ้งเฟ้อ

เมื่อได้สัมผัสกับสังคมคนเมืองและความศิวิไลซ์ เด็กสาวเริ่มหลงระเริงไปกับแสงสี ความหรูหรา และชีวิตกลางคืน เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงในเมือง เธอจึงกุเรื่องโกหกว่าตัวเองเป็นลูกสาวเศรษฐีมีอันจะกินจากต่างจังหวัด นำเงินที่แม่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายไปปรนเปรอเพื่อนฝูง เลี้ยงอาหารตามคอฟฟี่ช็อปหรู และเที่ยวสถานบันเทิงยามค่ำคืน

ความจริงที่เริ่มถูกเปิดโปง

แต่เรื่องโกหกกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อเธอได้พบกับลูกชายเจ้าของร้านทองตัวจริงจากพนัสนิคม (รับบทโดย เศรษฐา ศิระฉายา) ที่รู้ทันว่าเธอไม่ได้เป็นทายาทตระกูลร่ำรวยอย่างที่อ้าง ทำให้เกิดการจับผิดและปะทะคารมกันขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่คนรอบข้างอย่างตัวละครของ สรพงศ์ ชาตรี และ อัญชลี ชัยศิริ ซึ่งทราบความจริงถึงภูมิหลังอันยากจนของเธอก็คอยหาทางตักเตือนให้เธอกลับตัว ก่อนที่ความทะเยอทะยานและชีวิตจอมปลอมจะนำพาความสูญเสียและบทเรียนครั้งใหญ่มาสู่ครอบครัว

เอ็ม.16

 

เอ็ม-16

ภาพยนตร์สร้างโดย ธนารุ่งโรจน์ภาพยนตร์
มาโนช ธนารุ่งโรจน์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง
ไพฑูรย์ รัตนานนท์ เป็นผู้กำกับการแสดง

นำสามพระเอกแถวหน้าของยุคมาประชันบทบาทกันอย่างคับคั่ง ได้แก่ กรุง ศรีวิไล, อุเทน บุญยงค์ และ ยอดชาย เมฆสุวรรณ ร่วมด้วยนางเอก ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และนางเอกน้องใหม่ในยุคนั้นอย่าง น้ำทิพย์ พรรณรุ่งดี โดยเข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2521 ที่โรงภาพยนตร์เจ้าพระยา 

เรื่องย่อ 

เนื้อเรื่องของหนังหยิบยกเอาความโด่งดังของอาวุธสงครามอย่างปืน M16 ในยุคนั้นมาเป็นเส้นเรื่องหลัก เปิดฉากด้วยการที่ขบวนการทรชนนำโดย หม่อมหลวงรุจิรา อิศรางกูร ณ อยุธยา ร่วมกับ มานพ อัศวเทพ, พิภพ ภู่ภิญโญ และ ยง อยุธยา ได้ร่วมกันปล้นปืน M16 เพื่อนำไปค้าขายในตลาดมืดอย่างผิดกฎหมาย ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องเร่งปราบปราม โดยมียอดชาย เมฆสุวรรณ รับบทนายตำรวจมือปราบที่ต้องประสานความร่วมมือกับ อุเทน บุญยงค์ ในบทนักเลงท้องถิ่นผู้รักความถูกต้อง รวมถึงได้รับความช่วยเหลือแบบลับ ๆ จาก กรุง ศรีวิไล

ความน่าสนใจในตัวหนังคือฉากแอ็กชันโลดโผนที่ถ่ายทำในสถานที่จริง ทั้งฉากไล่ล่าปะทะเดือดกลางเมืองลพบุรีบริเวณพระปรางค์สามยอด ซึ่งคนร้ายได้ปล้นรถตำรวจขับหลบหนีจนรถพุ่งตกลงไปในคลองส่งน้ำ รวมถึงฉากดวลปืนกลางงานแสดงลิเกและหนังกลางแปลง ไปจนถึงฉากไล่ล่าทางเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านสะพานพระราม 6 โรงไฟฟ้าวัดเลียบเดิม และฉากขับเรือไล่ยิงกันจนระเบิดใกล้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งนอกจากจะสะท้อนความมันส์ตามขนบหนังบู๊ไทยยุคคลาสสิกแล้ว ยังได้บันทึกภาพบรรยากาศบ้านเมืองในอดีตไว้อย่างชัดเจน

9 พยัคฆราช

 

9-พยัคฆราช

เรื่องย่อ  ภาพยนตร์: 9 พยัคฆ์ราช (ปี 2520)

9 พยัคฆ์ราช เป็นภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชันบู๊ฟอร์มใหญ่ในยุคทองของภาพยนตร์ไทยช่วงทศวรรษ 2520 ที่รวมนักแสดงระดับพระเอก-นางเอกแถวหน้าของวงการไว้อย่างคับคั่ง

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มอิทธิพลมืดและเหล่าทรชนเริ่มแผ่ขยายอำนาจ เข้าข่มเหงรังแกชาวบ้านผู้บริสุทธิ์และกระทำการนอกกฎหมายเพื่อผลประโยชน์มหาศาล ทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะตึงเครียดและไร้ซึ่งความสงบสุข

การรวมตัวของเหล่าผู้กล้า

เมื่อกฎหมายไม่อาจเอื้อมถึงและเจ้าหน้าที่ตกเป็นเป้า เหล่าเสือหนุ่มยอดฝีมือต่างที่มา ผู้มีอุดมการณ์และความแค้นส่วนตัวต่อกลุ่มอิทธิพล จึงเริ่มเคลื่อนไหว ทั้งมือปราบ ทหารกล้า และนักสู้แดนเถื่อน นำโดยยอดฝีมือที่เปรียบดั่งพยัคฆ์ แต่ละคนต่างมีทักษะการต่อสู้ การใช้อาวุธ และไหวพริบเฉพาะตัว ได้โคจรมาพบกันและจำต้องร่วมมือกันเฉพาะกิจเพื่อรับมือกับเครือข่ายอำนาจเถื่อน

การประจัญบานครั้งสำคัญ

ความมันส์และเข้มข้นของเรื่องอยู่ที่การวางแผนชิงไหวชิงพริบ การบุกทลายรังศัตรู และฉากดวลปืนบู๊ระห่ำตามแบบฉบับหนังแอ็กชันไทยยุคคลาสสิก โดยเหล่าพยัคฆ์ต้องเผชิญหน้ากับดงกระสุนและลูกล่อลูกชนของฝ่ายทรชน เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้สูญเสียและนำความสงบสุขกลับคืนมา

ตะวันอ้อมข้าว

 

ตะวันอ้อมข้าว

 "ตะวันอ้อมข้าว" (ปี 2521) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ขนาด 35 มม. พากย์เสียงในฟิล์ม 

ผลงานกำกับการแสดงของ ชรินทร์ ทองสิงห์


ตัวหนังได้เปิดตัวฉายรอบมิดไนท์ครั้งแรกในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2521 ที่โรงภาพยนตร์เพลินจิตราม่า ก่อนจะเข้าฉายจริงตามโรงภาพยนตร์ชั้นนำในยุคนั้นอย่างเพชรรามาและเพชรเอ็มไพร์ โดยรวมเอานักแสดงแถวหน้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น สรพงศ์ ชาตรี ในบทคนดีสู้ชีวิต ร่วมด้วย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, วิยะดา อุมารินทร์, พิศาล อัครเศรณี, ภิญโญ ปานนุ้ย รวมถึงนักแสดงอาวุโสอย่าง ป้าสมจิตต์ ทรัพย์สำรวย


เนื้อหาหลักของหนังเรื่องนี้เป็นแนวดราม่าชีวิตเข้มข้น สะท้อนภาพความยากลำบากของครอบครัวในชนบท ความรัก ความผูกพัน และการดิ้นรนต่อสู้ ซึ่งโทนเรื่องค่อนข้างหม่นและหนักหน่วง ทำให้ในสมัยนั้นหากนำไปฉายตามงานหนังกลางแปลงต่างจังหวัดจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่ากับหนังบู๊ หนังตลก หรือหนังเพลง เพราะดึงดูดผู้ชมหน้าจอได้ยากกว่า

ความน่าเสียดายของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ในปัจจุบันไม่สามารถหาฟิล์มต้นฉบับมาฉายหรือรับชมได้อีกแล้ว 


ผู้แทนมาแล้ว

 

ผู้แทนมาแล้ว
ย้อนรอยภาพยนตร์ไทย "ผู้แทนมาแล้ว" (2521): ส่องโลเคชันวันวาน และเสน่ห์หมอลำประยุกต์ยุคบุกเบิก

หากเอ่ยถึงผลงานภาพยนตร์ตลกไทยในอดีตที่มีฉากหลังเชื่อมโยงกับบรรยากาศการเมืองและการเลือกตั้ง ภาพยนตร์เรื่อง "ผู้แทนมาแล้ว" ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดยเจ้าพ่อหนังบู๊ชื่อดัง วิสันต์ สันติสุชา และมอบหมายให้ ศรีไพร ใจพระ รับหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดง โดยเดิมทีมีความตั้งใจจะสร้างเป็นภาพยนตร์เสียดสีนักการเมือง แต่เพื่อให้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ในยุคนั้น จึงได้ปรับเปลี่ยนโทนเรื่องให้กลายเป็นภาพยนตร์ตลกเบาสมองที่สอดแทรกเสียงเพลงลูกทุ่งหมอลำ ก่อนจะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 ณ โรงภาพยนตร์เพชรรามาและเพชรเอ็มไพร์

จุดเด่นสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกเหนือจากมุกตลกและความบันเทิง คือการบันทึกภาพสถานที่จริงในอดีตหรือโลเคชันทางประวัติศาสตร์ไว้มากมาย เริ่มตั้งแต่ฉากในกรุงเทพมหานครช่วงต้นเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตัวอาคารสถานีรถไฟธนบุรีดั้งเดิม (ซึ่งปัจจุบันพื้นที่บางส่วนได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศิริราช) รวมถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตลอดจนฉากจบสุดคลาสสิกที่ผู้กำกับศรีไพร ใจพระ ในบทผู้แทนฯ นั่งหลังควายที่มี สรวง สันติ จูงเดินทางมารายงานตัวเข้าสภา ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

ในฝั่งของโลเคชันต่างจังหวัด ทีมงานได้เดินทางไปถ่ายทำในหลายพื้นที่อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะฉากเพลงของนักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง หงส์ทอง ดาวอุดร เพียงเพลงเดียว ผู้กำกับได้พาไปถ่ายทำในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลากหลายแห่ง ทั้งบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ที่จังหวัดนครราชสีมา, โบราณสถานไทรงาม, ปราสาทหินพิมาย ไปจนถึงพระนครคีรีหรือเขาสมเด็จ (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์การกำกับอันเป็นเอกลักษณ์ของศรีไพร ใจพระ ที่มักชอบพานักร้องไปถ่ายทำฉากมิวสิกวิดีโอในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

นอกจากนี้ ในฉากรับสมัครผู้แทนและการปราศรัยหาเสียง ยังมีฉากอาคารศาลากลางจังหวัดและเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ในภาคอีสาน (ซึ่งน่าจะเป็นจังหวัดอุดรธานีหรือขอนแก่น) ที่น่าสนใจคือ มีนักการเมืองตัวจริงในยุคนั้นอย่าง คุณปิยะณัฐ วัชราภรณ์ (อดีต ส.ส. ศรีสะเกษ) มาร่วมปรากฏตัวในภาพยนตร์ด้วย พร้อมด้วยดาราดัง สมบัติ เมทะนี, บู๊ วิบูลย์นันท์, จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก, สีดา ชลาลัย และเหล่านักแสดงสายบู๊จากค่ายสันติสุชา เช่น ฉัตร มงคลชัย ที่มารับบทผู้สมัครรับเลือกตั้งแข่งกัน

อีกหนึ่งมิติทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ถูกบันทึกไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือภาพการแสดงสดของวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์และหางเครื่องในยุคนั้น ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากหมอลำเรื่องต่อกลอนแบบดั้งเดิมมาสู่หมอลำร่วมสมัยที่มีการเต้นและดนตรีสากล แม้ในยุคแรกเริ่มจะเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม แต่ก็กลายเป็นรากฐานความนิยมของวงการหมอลำในเวลาต่อมา และการได้ชมผ่านฟิล์มภาพยนตร์ก็ช่วยให้คนดูรุ่นหลังได้เห็นภาพบรรยากาศเวที แสงสี และใบหน้าของศิลปินในระยะประชิดอย่างคมชัด แตกต่างจากผู้ชมในยุคก่อนที่ต้องยืนเบียดเสียดมองดูเวทีอยู่ไกลลิบ

ภาพยนตร์ "ผู้แทนมาแล้ว" จึงไม่เพียงแต่มอบเสียงหัวเราะ แต่ยังเป็นเสมือนแคปซูลกาลเวลาที่เก็บรักษาภาพบ้านเมือง ผู้คน ศิลปวัฒนธรรม และบรรยากาศของสังคมไทยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนไว้อย่างมีคุณค่ายิ่ง

นันทาวดี

 

นันทาวดี
หากย้อนเวลากลับไปในยุคทองของภาพยนตร์ไทยช่วงทศวรรษ 2500 หนึ่งในภาพยนตร์ที่เคยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมในยุคนั้นคือ "นันทาวดี" ผลงานสร้างของพิษณุภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย วาสนา ชลินดา ซึ่งเป็นภาพยนตร์ระบบ 16 มม. พากย์สด และเข้าฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2505 ณ โรงภาพยนตร์คาเธ่ย์ โดยรวมทัพนักแสดงชื่อดังในอดีตไว้อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นนางเอกสาว ภาวนา ชนะจิต ร่วมด้วย ทักษิณ แจ่มผล, พล พิทยายุทธ ตลอดจนนักแสดงสมทบและดาวร้ายแถวหน้าของยุคอย่าง พีรพล ปิยวรรณ, ทัศน์ เอกทัศน์ และถวัลย์ คีรีวัตน์

Who ปิดป่าหลอน

Who ปิดป่าหลอน


‘ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ’ คือสุภาษิตที่เกิดขึ้นในทุกๆสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักศึกษาที่มีเลือดของความคึกคะนองอันเปี่ยมล้น ใครเลยจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นจากการท้าทายของรุ่นพี่ที่ต้องการวัดความเป็นผู้กล้าของรุ่นน้องในวันนั้น จะนำพามาซึ่งความสูญเสียและความสยองขวัญในวันถัดมา

เรื่องราวของ โจ เปี๊ยก อ๊อด ออย เอ จูน แป้งร่ำ และกีต้าร์ ที่ลงสมัครเข้าป่าต้องห้ามตามคำท้าของกลุ่มรุ่นพี่ และเมื่อวันเดินทางมาถึงโจกลับยกเลิกการเดินทางเนื่องจากแม่ไม่อนุญาต และมีเบิ้มผู้เป็นรุ่นพี่ที่เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งแปดชีวิตเดินทางโดยรถไฟเพื่อไปพบกับนายพรานมากฝีมือและผู้ช่วยนามว่าแซมที่สถานีรถไฟ ก่อนจะเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ป่านั้นทั้งสิบชีวิตได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่รางรถไฟ ซึ่งในการถ่ายภาพในครั้งนี้ทุกคนเป็นผู้เลือกตำแหน่งการยืนด้วยตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่าการยืนเรียงลำดับเพื่อถ่ายภาพร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นการถ่ายภาพร่วมกันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

และพวกเขาทั้งสิบได้กำหนดทิศทางชีวิตของตัวเองเอาไว้แล้ว เสียงฝีเท้าสิบคู่เหยียบย่ำลงบนใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นดังขึ้น พร้อมๆกับเสียงของฝูงวิหกที่บินคล้อยเคลื่อนผ่านทิวเมฆสีเทาเพื่อกลับรัง กิ่งไม้ใหญ่พลิ้วไหวหยอกเอินกับสายลมพัดเอื่อยในยามอาทิตย์อัสดงช่างงดงามและมีมนต์ขลัง พาให้กลุ่มผู้มาเยือนเพลิดเพลินจนหลงลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลมาตลอดทั้งวัน ทว่าภายใต้แนวป่ารกทึบอันอุดมไปด้วยแมกไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์แห่งนี้ ยังมีบางสิ่งเฝ้ามองและติดตามคุณไปทุกย่างก้าว เงามืดที่กางปีกรอคอยมอบประสบการณ์ขวัญผวาให้แก่แขกไม่ได้รับเชิญอย่างสาสม ความงาม ที่นิยามได้มากกว่าคำว่า ‘อาถรรพ์’ Who ปิดป่าหลอน : อย่าลองดี หากคุณไม่รู้จักมันดีพอ !!!

 ตัวอย่างภาพยนตร์ Who ปิดป่าหลอน

 

นักแสดง

ชาลี ปอทเจส
วรชัย ศิริคงสุวรรณ
นพรุจ แย้มขะมัง
สมชาย ศักดิกุล
ภูวนันท์ รอดพลับ
กัลยกร โตกุล
พรหมพร พรหมมาภิรมย์
นาตาชา มณีสุวรรณ์
ภาณุมาศ สุวรรณ์
ชนันท์ธนัท ด่านกระโทก
สุพัฒน์ ศรีนวล
สุเทพ ประยูรพิทักษ์

อยากดัง

 

อยากดัง

เรื่องย่อภาพยนตร์ไทยคลาสสิก “อยากดัง” (พ.ศ. 2513) มนต์เสน่ห์เสียงเพลงลูกทุ่งกับเส้นทางสู่ดวงดาว

หากย้อนกลับไปในยุคทองของภาพยนตร์เพลงและแนวตลกเบาสมอง (Musical Comedy) ของไทย หนึ่งในผลงานที่รวมขุนพลเพลงลูกทุ่งและดาราดังไว้คับคั่งที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ “อยากดัง” ผลงานการสร้างของ ปฏิมาภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย หวน รัตนงาม เข้าฉายครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2513 โดยนำแสดงโดยพระเอกตลอดกาล สมบัติ เมทะนี และนางเอกดาวรุ่งในยุคนั้นอย่าง สุทิศา พัฒนุช

เรื่องย่อ

เรื่องราวสะท้อนความฝัน ความทะเยอทะยาน และความหวังของหนุ่มสาวบ้านทุ่งและคนธรรมดาที่ใฝ่ฝันอยากก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เพื่อสร้างชื่อเสียงและไขว่คว้าชีวิตที่ดีกว่าภายใต้คำว่า “อยากดัง”

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนุ่มบ้านนาผู้มีพรสวรรค์และเสียงร้องกินใจ (นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี) ตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อตามล่าความฝัน ทว่าเส้นทางสู่การเป็นนักร้องดาวเด่นและคนดังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องเผชิญกับบททดสอบนานัปการ ทั้งการชิงไหวชิงพริบในวงการเพลง ความริษยา การเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอิทธิพล และความรักสามเส้าที่เข้ามาพัวพันระหว่างหญิงสาวผู้เคียงข้างและสาวสังคมชั้นสูง

ระหว่างทางเต็มไปด้วยเรื่องราวอลวน เสียงหัวเราะ และการฝ่าฟันอุปสรรค โดยตัวเอกต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จและชื่อเสียงที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการอยากเด่นอยากดังเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องแลกมาด้วยความจริงใจ พรสวรรค์ และการรักษาคุณงามความดีของตัวเอง

จุดเด่นของภาพยนตร์

  • มหกรรมเพลงลูกทุ่งยุคคลาสสิก : ภาพยนตร์เรื่องนี้รวบรวมเพลงเอกกว่า 12 เพลง และได้ศิลปินเพลงลูกทุ่งระดับปรมาจารย์มาร่วมแสดงและขับร้อง เช่น ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชินกร ไกรลาศ, และ กังวานไพร ลูกเพชร

  • รวมดาวตลกและนักแสดงคุณภาพ : นอกจากคู่พระ-นาง ยังมีนักแสดงสมทบชั้นครูอย่าง เมตตา รุ่งรัตน์, ทม วิศวชาติ, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, มนัส บุณยเกียรติ, ทานทัต วิภาตะโยธิน, มาลี เวชประเสริฐ, โกร่ง กางเกงแดง, หม่อมชั้น พวงวัน และดาวน้อย ดวงใหญ่

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง : อยากดัง (พ.ศ. 2513)

  • ผู้สร้าง : ปฏิมาภาพยนตร์ (สุภาพ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสร้าง)

  • ผู้กำกับการแสดง : หวน รัตนงาม

  • บทประพันธ์ : รุ่งรัชนี

  • นักแสดงนำ : สมบัติ เมทะนี, สุทิศา พัฒนุช, เมตตา รุ่งรัตน์, ทม วิศวชาติ, ประจวบ ฤกษ์ยามดี

3 อันตราย

 

3 อันตราย

เรื่องย่อภาพยนตร์ไทยแอ็กชันสุดมันส์: “3 อันตราย” ภารกิจเดนตายล้างแค้นอดีตศัตรู

หากใครชื่นชอบภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชันทหารสงครามสไตล์รวมทีมคอมมานโดบุกป่าฝ่าดงระเบิดภูเขาเผากระท่อม “3 อันตราย” คืออีกหนึ่งผลงานระดับตำนานที่แฟนหนังบู๊คลาสสิกไม่ควรพลาด ด้วยพล็อตเรื่องภารกิจลับระดับชาติที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ และฉากยิงกันสนั่นป่า

จุดเริ่มต้นของภารกิจลับ

เรื่องราวเปิดฉากขึ้นเมื่อกองทัพมีคำสั่งมอบหมายภารกิจลับระดับชาติในการกวาดล้างกองกำลังผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนที่มีฐานที่มั่นลึกลับในป่าทึบแถบชายแดน ภารกิจนี้เป็นงานเดนตายที่มีความเสี่ยงสูง ทางการจึงได้เรียกตัวอดีต 3 ทหารเสือยอดฝีมือผู้เคยสร้างชื่อในสมรภูมิเวียดนามกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ได้แก่:

  1. พันตรีมงคล

  2. พันตรีพยัคฆ์ (ไอ้เสือ)

  3. พันตรีกฤตธิเดช

ก่อนเริ่มภารกิจ ทั้งสามได้คัดเลือกทหารกล้าและทหารพรานฝีมือดีจากหน่วยต่าง ๆ ทั้งผู้เชี่ยวชาญการทำลายล้าง มวยสากล และการลาดตระเวน (เช่น สิบตรีทองย้อย, สิบเอกชาย, และพลทหารหลุย ดอกกระโดน) มาร่วมทีม พร้อมวางแผนฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเตรียมบุกรังศัตรู

แผนลวงและศัตรูเก่าในอดีต

ระหว่างพักภารกิจ พันตรีมงคลได้พบกับ ดวงเดือน นักร้องสาวสวยเจ้าเสน่ห์และเริ่มสานสัมพันธ์กัน ทว่าแท้จริงแล้ว ดวงเดือนคือสายลับของฝ่ายศัตรู ซึ่งมี ท่านนายพลฟาร์ม อดีตคู่ปรับเก่าจากสมรภูมิเวียดนามเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นายพลฟาร์มต้องการล้างแค้น 3 อดีตนักรบเสือดำที่เคยทำลายกองกำลังของตนในอดีต

ดวงเดือนใช้มารยาหญิงลวงพันตรีมงคลไปติดกับดักจนถูกจับตัวไปขังไว้ที่ค่ายลับกลางป่า นายพลฟาร์มทรมานมงคลเพื่อรอให้เพื่อนร่วมทีมอีกสองคนตามมาติดกับ แต่ด้วยความขัดแย้งภายในค่าย เมื่อนายพลฟาร์มคิดจะใช้กำลังบังคับดวงเดือนเป็นเมีย ทำให้เธอตาสว่างและยอมเสี่ยงชีวิตช่วยปล่อยตัวพันตรีมงคลออกมาผ่านทางลับของค่าย

ศึกแตกหักถล่มรังโจร

เมื่อพันตรีมงคลหนีรอดกลับมารวมทีมกับพันตรีกฤตและพยัคฆ์ได้สำเร็จ พวกเขาจึงรู้ตำแหน่งที่ตั้งและเส้นทางลับของค่ายศัตรูอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งตัดสัญญาณวิทยุที่ศัตรูใช้ดักฟัง

ทีม "3 อันตราย" นำกำลังคอมมานโดบุกโจมตีค่ายโจรแบบสายฟ้าแลบ เกิดการปะทะด้วยอาวุธหนักและระเบิดอย่างดุเดือด ทั้งสามนายทหารฝ่าดงกระสุนเด็ดชีพลูกสมุนและประจันหน้ากับนายพลฟาร์ม ในที่สุดฝ่ายธรรมะก็สามารถกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธลงได้สำเร็จ พร้อมสะสางหนี้แค้นเก่าลงอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงบทเรียนและบาดแผลแห่งสงครามที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง : 3 อันตราย (Thai Movie)

  • แนวภาพยนตร์ : แอ็กชัน / บู๊ล้างผลาญ / สงคราม

ต้อยติ่ง

 

ต้อยติ่ง

ย้อนรอยภาพยนตร์ไทยคลาสสิก “ต้อยติ่ง” (พ.ศ. 2512) รอยอดีตจากเศษฟิล์ม 16 มม. สู่ตำนานหัวใจนักสู้

หากพูดถึงมนต์เสน่ห์ของภาพยนตร์ไทยในยุคฟิล์ม 16 มม. พากย์สด หนึ่งในผลงานทรงคุณค่าที่สะท้อนทั้งภาพชีวิต ความรัก และความกตัญญูได้อย่างถึงแก่นคือเรื่อง “ต้อยติ่ง” ผลงานการกำกับของ ส. อัศวจินดา นำแสดงโดยพระ-นางยอดนิยมตลอดกาลอย่าง สมบัติ เมทะนี และ พิศมัย วิไลศักดิ์ ซึ่งในปัจจุบันแม้ตัวฟิล์มสมบูรณ์จะสูญหายไปตามกาลเวลา ทว่าเศษกากฟิล์มที่หลงเหลืออยู่จากอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ได้รับการชุบชีวิตนำมาพากย์เสียงสดจำลองบรรยากาศย้อนยุค เพื่อส่งต่อความประทับใจให้คนรุ่นหลังได้รับชม

จุดเริ่มต้นจากคำสัตย์ปฏิญาณ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ สันต์ อดีตนักเลงผู้เคยผ่านชีวิตในเรือนจำ ได้ยื่นมือเข้าช่วยชีวิต มาลี ลูกสาวคนสวยของ กำนันมั่น เอาไว้ กำนันจึงเมตตารับสันต์เข้าทำงานเป็นหัวหน้าโรงสีข้าว ทว่าความดีและความขยันของเขากลับสร้างความริษยาให้กับ หมู่ทองคำ นายตำรวจหนุ่มผู้หมายปองมาลีมาโดยตลอด

เมื่อความรักระหว่างสันต์กับมาลีสุกงอมจนมาลีตั้งครรภ์ ทั้งสองจึงตัดสินใจพากันหนีออกจากบ้านเพื่อสร้างครอบครัวของตัวเอง โดยก่อนจะเริ่มต้นชีวิตคู่ สันต์ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าภรรยาว่าจะยอมวางมือจากวิถีนักเลง จะอดทน อดกลั้น และไม่ยอมใช้กำลังสู้กับใครอีก เพื่อไม่ให้ต้องถูกจับติดคุกและพลัดพรากจากครอบครัว ทั้งสองให้กำเนิดพยานรักเป็นเด็กหญิงตัวน้อยและตั้งชื่อให้ว่า “ต้อยติ่ง”

ชีวิตสู้กลางสลัมและสายเลือดนักสู้

สิบเจ็ดปีผ่านไป สันต์หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขับรถแท็กซี่ ส่วนมาลียึดอาชีพแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ทั้งคู่เลี้ยงดูลูกสาวจนเติบโตเป็นสาวแก่นแก้ว กล้าได้กล้าเสีย และมีฝีมือแม่ไม้มวยไทยติดตัว ต้อยติ่งมักจะออกโรงชกต่อยปกป้องแม่จากพวกอันธพาลในตลาดอยู่เสมอ ซึ่งแตกต่างจากพ่ออย่างสันต์ที่ยอมก้มหน้านิ่งเฉยไม่ตอบโต้ใครเพราะยึดมั่นในคำสาบาน จนทำให้ต้อยติ่งเข้าใจผิด คิดไปเองว่าพ่อของตนเป็นคนขี้ขลาด

ความวุ่นวายปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อหมู่ทองคำตามหาครอบครัวนี้จนพบ เขานำเงินก้อนโตมาบีบบังคับให้สันต์ยอมปล่อยมาลีกับลูกสาวคืนให้กำนัน แต่ทั้งสองปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เคราะห์ซ้ำกรรมซัด สันต์ล้มป่วยหนักเป็นมะเร็งที่ลิ้นและลำคอ ต้องใช้เงินผ่าตัดก้อนใหญ่ ด้วยความจนและสิ้นหวัง มาลีจึงยอมตัดสินใจทำสิ่งที่ผิดด้วยการไปขโมยเงินเพื่อนำมารักษาชีวิตสามี จนถูกจับกุมตัวเข้าคุกในที่สุด

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ต้อยติ่งได้รับรู้ความจริงอันเจ็บปวดว่า ที่พ่อไม่ยอมสู้คนไม่ใช่เพราะขี้ขลาด แต่เป็นเพราะความรักและคำสัญญาที่มีให้ไว้กับแม่ ทว่าโชคชะตากลับโหดร้าย เมื่อพวกคู่อริตามมารุมทำร้ายสันต์จนเสียชีวิต ต้อยติ่งต้องสูญเสียเสาหลักของบ้านไปในพริบตา

บททดสอบในคฤหาสน์หรู

หลังการจากไปของพ่อ คุณนายสมจิต แม่ของ ต๋อย ชายหนุ่มลูกเศรษฐีที่เคยเป็นเพื่อนกับต้อยติ่ง ได้ยื่นมือเข้ามาอุปการะรับเธอไปเลี้ยงดูในบ้าน แม้จะมีต๋อยและคุณนายคอยเอ็นดู แต่ต้อยติ่งกลับต้องเผชิญกับสายตาดูแคลนและคำพูดเหยียดหยามจากคนรอบข้างอย่าง งามตา และ สารภี ที่คอยกดขี่ว่าเธอเป็นเพียงเด็กสลัม ลูกขี้คุก และไร้หัวนอนปลายเท้า แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ต้อยติ่งจึงก้มหน้าอดทนและใช้ความจริงใจพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง

การตามหาหัวใจและการปล่อยวางทางโลก

เมื่อถึงวันที่มาลีพ้นโทษจากเรือนจำ มาลีกลับตัดสินใจแอบเดินทางออกจากคุกก่อนกำหนดและหนีหายไป เพราะไม่อยากให้ลูกสาวต้องด่างพร้อยหรือมีตราบาปจากการมีแม่เป็นอดีตนักโทษ ต้อยติ่งจึงร่วมมือกับต๋อยและเพื่อนสนิท ออกเดินทางตามหาแม่มุ่งหน้าสู่บ้านเกิดที่อำเภอจอหอ จังหวัดนครราชสีมา

แม้กำนันมั่นผู้เป็นตาจะยังคงถือทิฐิและตั้งแง่รังเกียจลูกเขยกับหลานสาว แต่สุดท้ายก็ยอมชี้เบาะแสให้ ต้อยติ่งตามหาจนกระทั่งพบตัวมาลีที่ วัดเขานางชี ปรากฏว่ามาลีได้ปลงผมบวชเป็นแม่ชี หันหลังให้โลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพื่อสละละวางความทุกข์ระทม และอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรตลอดจนดวงวิญญาณของสันต์

แม่ชีมาลีสอนให้ต้อยติ่งเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต พร้อมฝากคำสอนสำคัญให้ลูกสาวก้าวเดินต่อไปว่า จงเป็นนักสู้ที่เข้มแข็ง และใช้ “ความดี” เป็นอาวุธในการเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง เพราะคนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ปิดฉากเรื่องราวความรักและความกตัญญูที่กินใจผู้ชมอย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง : ต้อยติ่ง (พ.ศ. 2512)

  • ผู้กำกับการแสดง : ส. อัศวจินดา

  • นักแสดงนำ : สมบัติ เมทะนี, พิศมัย วิไลศักดิ์

หมอซ้ง

 

หมอซ้ง

 “หมอซ้ง” (พ.ศ. 2522) ตำนานคอมเมดี้อารมณ์ดี

หากย้อนเวลากลับไปในยุคทองของภาพยนตร์ไทยแนวตลกวัยรุ่นอารมณ์ดี ผลงานการกำกับของ ศุภักษร (ศุภวัฒน์ จงศิริ) มักจะสร้างปรากฏการณ์และรอยยิ้มให้กับผู้ชมเสมอ และหนึ่งในเรื่องที่แฟนหนังยุคนั้นจดจำได้ดีที่สุดจนกลายเป็นฉายาติดตัวพระเอก ก็คือเรื่อง “หมอซ้ง” (2522) ที่มาพร้อมสโลแกนสุดฮิตในยุคนั้นว่า "ไม่มีโรคใดในโลก ที่หมอซ้งรักษาไม่ได้!"

จุดเริ่มต้นของความฮาปนวุ่น

เรื่องราวโฟกัสไปที่ “หมอซ้ง” (รับบทโดย ทรงวิทย์ จิรโศภิน) แพทย์หนุ่มมือหนึ่งประจำโรงพยาบาล ผู้ขึ้นชื่อเรื่องลีลาการรักษาที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าคนไข้จะมาด้วยอาการหนักหนาสาหัสแค่ไหน เมื่อผ่านมือหมอซ้งเป็นอันต้องหายเป็นปลิดทิ้ง ด้วยบุคลิกยียวน กวนประสาท เป็นกันเอง และอารมณ์ดีเกินร้อย ทำให้หมอซ้งกลายเป็นขวัญใจของคนไข้และบรรดาพยาบาลสาวๆ รวมถึงสาวสวยรอบกาย (นำแสดงโดย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, อำภา ภูษิต, มนฤดี ยมาภัย)

มรสุมและแผนสกัดดาวรุ่ง

ความโด่งดังและคนไข้ที่หลั่งไหลมาหาหมอซ้ง เริ่มสร้างความอิจฉาริษยาให้กับโรงพยาบาลคู่แข่ง เมื่อเห็นว่าแย่งคนไข้ไปหมด ฝ่ายตรงข้ามจึงเริ่มเปิดฉากเล่นสกปรก ทั้งส่งสายมาสืบหาจุดอ่อน และเปิดประเด็นโจมตีครั้งใหญ่ กล่าวหาว่า "ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของหมอซ้งเป็นของปลอม!"

จากคุณหมอสุดทะเล้นที่ชีวิตมีแต่เสียงหัวเราะ หมอซ้งต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งต้องรับมือกับคนไข้สารพัดเคสพิสดาร ความรักกุ๊กกิ๊กอลวน และการวางแผนพิสูจน์ความจริงเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองกลับคืนมา

หมอซ้งจะงัดลีลา ท่าไม้ตาย หรือความป่วนแบบไหนมาสู้กับคลื่นใต้น้ำครั้งนี้? สามารถไปร่วมย้อนวันวานความสนุกได้ใน

  • หมอซ้ง (พ.ศ. 2522)

  • ผู้กำกับ / บทประพันธ์ : ศุภักษร (ศุภวัฒน์ จงศิริ)

  • นักแสดงนำ : ทรงวิทย์ จิรโศภิน, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, อำภา ภูษิต, มนฤดี ยมาภัย, ดาวเรือง แสงทอง

แก้วหน้าม้า

 

แก้วหน้าม้า

เรื่องย่อ  “แก้วหน้าม้า” (พ.ศ. 2522) ตำนานรักแท้พิสูจน์คุณค่าภายใน

หากเอ่ยถึงวรรณคดีและนิทานพื้นบ้านไทยยอดนิยมตลอดกาล หนึ่งในเรื่องที่ทุกคนจำได้ไม่ลืมคงหนีไม่พ้น แก้วหน้าม้า โดยเฉพาะฉบับละครจักรๆ วงศ์ๆ ทางโทรทัศน์ปี พ.ศ. 2522 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความอดทน และการพิสูจน์คุณค่าของจิตใจเหนือรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างเข้มข้นและน่าประทับใจ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ เมืองมิถิลา ในเทศกาลเล่นว่าวประจำปี ว่าวคู่บารมีของ พระปิ่นทอง พระโอรสผู้สูงศักดิ์เกิดสายป่านขาดลอยหายไป และตกลงในหมู่บ้านชนบท โดยมี แก้วมณี หญิงสาวชาวบ้านที่มีใบหน้าอัปลักษณ์คล้ายม้าเป็นผู้เก็บได้ เมื่อพระปิ่นทองเสด็จมาตามหาว่าว แก้วมณีกลับยอมคืนให้โดยมีข้อแม้ว่าพระปิ่นทองต้องรับนางเป็นพระชายา แม้พระองค์จะทรงรังเกียจ แต่เพื่อชิงว่าวสุดที่รักกลับคืน จึงยอมให้คำมั่นสัญญาส่งเดชก่อนจะกลับวังหลวงไป

เมื่อแก้วมณีเดินทางมาทวงสัญญาถึงพระราชวัง พระปิ่นทองและเหล่าขุนนางต่างตกตะลึงและรังเกียจรูปร่างหน้าตา จึงวางอุบายกำจัดนางด้วยการตั้งภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ คือสั่งให้นางไปอัญเชิญ เขาพระสุเมรุ มาไว้ที่เมืองมิถิลาภายใน 7 วัน หากทำไม่สำเร็จจะมีโทษถึงประหารชีวิต

แก้วมณีผู้มีความรักและภักดีต่อพระปิ่นทองยอมเสี่ยงชีวิตบุกป่าฝ่าดงจนสิ้นแรง ความจริงใจของนางทำให้พระฤาษีเวทนา จึงเข้ามาช่วยเหลือด้วยการถอดรูปหน้าม้าออก เผยร่างแท้จริงอันงดงามราวกับนางฟ้าในนาม มณีรัตนา พร้อมมอบเรือเหาะและอาวุธวิเศษให้ นางจึงสามารถนำเขาพระสุเมรุมาประดิษฐานกลางเมืองมิถิลาได้ทันกำหนดเวลา

ทว่าพระปิ่นทองยังคงหาทางบ่ายเบี่ยง พระองค์ทรงเสด็จทางเรือไปยังเมืองโรมวิถีเพื่ออภิเษกสมรสกับ พระธิดาทัศมาลี พร้อมทิ้งคำขาดขู่นางแก้วไว้ว่า หากตนเสด็จกลับมา นางแก้วจะต้องอุ้มลูกมารอรับ มิฉะนั้นจะถูกตัดหัว ระหว่างการเดินทางกลางทะเล สำเภาของพระปิ่นทองต้องพายุอับปางจนถูกจับขังไว้ แก้วมณีที่ถอดหัวม้าเป็นมณีรัตนาได้เหาะตามไปช่วยชีวิตพระสวามี ทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งโดยที่พระปิ่นทองไม่เคยรู้เลยว่าหญิงงามที่ตนหลงรักแท้จริงคือนางแก้วหน้าม้า ก่อนจากกันพระปิ่นทองได้มอบแหวนหมั้นไว้เป็นอนุสรณ์ และต่อมาแก้วมณีก็ให้กำเนิดพระโอรสนามว่า ปิ่นแก้ว

ความวุ่นวายในวังหลวงปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อพระปิ่นทองเสด็จกลับเมืองพร้อมพระชายาทัศมาลี รวมถึงสองนางกำนัลคือ สร้อยสุวรรณ และ จันทร์สุดา พระชายาทัศมาลีคิดกำจัดชายาทุกคนและทำเสน่ห์ยาแฝดใส่พระปิ่นทอง แต่ท้ายที่สุดความชั่วร้ายก็ถูกเปิดโปงจนทัศมาลีถูกขับไล่ออกจากเมือง

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด กองทัพยักษ์ยกพลบุกประชิดเมืองมิถิลาจนบ้านเมืองเข้าขั้นวิกฤต ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน พระปิ่นทองจำต้องบากหน้ามาอ้อนวอนให้นางแก้วหน้าม้าออกศึก นางแก้วไม่ถือโทษโกรธแค้น นำอาวุธวิเศษเหาะออกไปปราบพญายักษ์จนพ่ายแพ้ สยบภัยสงครามและกอบกู้แผ่นดินมิถิลาไว้ได้สำเร็จ

ชัยชนะและความเสียสละอันยิ่งใหญ่ทำให้พระปิ่นทองสำนึกผิด ทรงตระหนักว่าจิตใจที่ดีงามและความภักดีของแก้วมณีมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด พระองค์จึงเอ่ยปากขอขมาและสัญญาว่าจะรักและให้เกียรตินางจากใจจริงตลอดไป เมื่อเห็นถึงความจริงใจ แก้วมณีจึงยอมถอดหน้าม้า เผยรูปโฉมของนางมณีรัตนา หญิงคนรักที่พระปิ่นทองเฝ้าฝันถึง ทั้งสองจึงได้ครองรักกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของชาวเมืองมิถิลาทั้งปวง

อยากหยุดตะวันไว้ที่ปลายฟ้า



 ณ ศิขริน ดินแดนเล็กๆ ทางตอนเหนือที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์โดย “เจ้าทรงสวรรค์” แม้จะเป็นประเทศเล็กแต่กลับร่ำรวยด้วยทรัพยากรน้ำมันมหาศาล ทำให้เป็นที่หมายปองของกลุ่มธุรกิจและผู้แสวงหาผลประโยชน์ข้ามชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญ

ความผาสุกเริ่มสั่นคลอนเมื่อ เจ้าวิษณุ เจ้าทรงสวรรค์องค์ปัจจุบัน ทรงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปประเทศและเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่ เจ้าวงศา พระอนุชาผู้กระหายอำนาจ เจ้าวงศาจึงร่วมมือกับ นายพลศารทูล (กลศ อัทธเสรี) ผู้กุมอำนาจทางทหาร เพื่อวางแผนกดดันให้เจ้าวิษณุสละราชบัลลังก์ ทว่านายพลศารทูลกลับมีความทะเยอทะยานยิ่งกว่านั้น นั่นคือการล้มล้างระบอบกษัตริย์ จัดตั้งรัฐบาลทหารเบ็ดเสร็จ และเตรียมกำจัดเจ้าวงศาเป็นรายถัดไป

เมื่อเจ้าวิษณุถูกลอบยิงและสถานการณ์ในราชสำนักเริ่มไม่ปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของสายเลือดพระองค์ จึงมีคำสั่งลับให้ เพ็ญโสม พระพี่เลี้ยง รีบพา เจ้าหญิงนภัสสราวดี (แหม่ม คัทลียา) ที่กำลังศึกษาอยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศส เดินทางมาหลบภัยยังประเทศไทย โดยต้องอำพรางฐานันดรศักดิ์ทั้งหมด และใช้ชื่อคนธรรมดาว่า “นภัสสร”

ฝ่ายประสานงานของไทยจำต้องหาคนคุ้มกันฝีมือดีและไว้ใจได้โดยไม่อาจพึ่งพาตำรวจ จึงได้ติดต่อ น้ำเชี่ยว พิทักษ์เทพินทร์ (แท่ง ศักดิ์สิทธิ์) บอดีการ์ดหนุ่มอดีตนายทหารมือฉกาจ แต่เนื่องจากน้ำเชี่ยวมีกฎเหล็กว่าจะไม่รับงานหากไม่รู้ประวัติลูกค้าอย่างโปร่งใส ผู้ว่าจ้างจึงจำเป็นต้องกุเรื่องขึ้นว่านภัสสรเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีเจ้าของเหมืองเพชรที่กำลังถูกหุ้นส่วนตามล่าปองร้าย

เมื่อทั้งสองต้องมาอยู่ร่วมกัน ความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นทันที นภัสสรไม่คุ้นชินกับการถูกสั่งการ จึงพยศและคอยต่อต้านกฎระเบียบของน้ำเชี่ยวอยู่ตลอดเวลา ทว่าน้ำเชี่ยวกลับสุขุม เด็ดขาด และสามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ ความขัดแย้งค่อยๆ ละลายกลายเป็นความผูกพัน ความห่วงใย และความประทับใจที่ค่อยๆ ผลิบานขึ้นท่ามกลางอันตราย

แต่ความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อกลุ่มอิทธิพลมืดและพ่อค้าอาวุธผิดกฎหมายอย่าง อายุทธ์ (ไพโรจน์ สังวริบุตร) เข้ามาพัวพัน อายุทธ์สืบรู้ตัวตนที่แท้จริงขององค์หญิง จึงคิดใช้เธอเป็นข้อต่อรองแลกกับสัมปทานน้ำมันของศิขรินกับนายพลศารทูล จนนำไปสู่การลักพาตัวกลางงานเลี้ยง แม้น้ำเชี่ยวจะพานภัสสรฝ่าดงกระสุนหนีรอดมาได้ แต่ชนวนวิกฤตก็บานปลายเกินเยียวยา

ทางศิขริน นายพลศารทูลก่อรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จ เจ้าวิษณุต้องลี้ภัยไปชายแดน ส่วนเจ้าวงศาถูกยกขึ้นเป็นกษัตริย์หุ่นเชิด พร้อมประกาศตราหน้าเจ้าวิษณุเป็นกบฏ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยส่งตัวเจ้าหญิงนภัสสราวดีกลับศิขรินทันที ข่าวนี้สะเทือนไปทั่วโลก และทำให้น้ำเชี่ยวตกตะลึงเมื่อรู้ความจริงว่าหญิงสาวที่เขาปกป้องคือเจ้าหญิงสูงศักดิ์ ความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังและหลอกลวงทำให้น้ำเชี่ยวโกรธจนขอถอนตัว

ทว่าเมื่อรู้ว่าหากส่งตัวเจ้าหญิงกลับไป เธอจะต้องเผชิญกับความตาย น้ำเชี่ยวจึงไม่อาจปล่อยมือได้ เขาตัดสินใจพาเจ้าหญิงและพระพี่เลี้ยงหลบหนีไปซ่อนตัวที่บ้านพักริมทะเล ทั้งสองได้ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ร่วมกันท่ามกลางบรรยากาศแสนโรแมนติกแต่ปนความเจ็บปวด เพราะต่างรู้ดีว่าเส้นทางชีวิตของเจ้าหญิงผู้แบกรับชะตากรรมของประเทศ กับบอดีการ์ดหนุ่มสามัญชน ไม่อาจบรรจบกันได้

การไล่ล่าดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุด เจ้าหญิงถูกจับกุมตัวกลับไปยังศิขรินเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองบีบให้เจ้าวิษณุยอมจำนน น้ำเชี่ยวจึงตัดสินใจเดิมพันด้วยชีวิต ข้ามพรมแดนบุกเดี่ยวเข้าสู่ดินแดนศิขรินเพื่อช่วยหญิงอันเป็นที่รักและกอบกู้ความยุติธรรมกลับคืนสู่แผ่นดิน

รายนามนักแสดงนำ (เวอร์ชันต้นฉบับ 2538)

  • ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง รับบท น้ำเชี่ยว พิทักษ์เทพินทร์

  • คัทลียา แมคอินทอช รับบท องค์หญิงนภัสสราวดี (นภัสสร)

  • กลศ อัทธเสรี รับบท นายพลศารทูล

  • ไพโรจน์ สังวริบุตร รับบท อายุทธ์

ผีไม่อยากให้คนเห็น

 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเศรษฐินีอย่าง "คุณหญิง" ยังคงจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าจากการสูญเสียลูกชายคนเดียวไปนานนับสิบปี โดยเธอปักใจเชื่อว่าวิญญาณของลูกยังไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะยังคงห่วงหาตนเอง คุณหญิงจึงตัดสินใจประกาศออกสื่อ ยื่นข้อเสนอเงินรางวัลก้อนโตมูลค่าสูงถึง 10 ล้านบาท ให้แก่ใครก็ตามที่มีความสามารถติดต่อหรือสื่อสารกับดวงวิญญาณลูกชายของเธอได้

ข่าวเงินรางวัลสิบล้านแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นที่หมายปองของบรรดาหมอผีทั่วสารทิศ รวมถึง "หมอเสริม" หมอผีบ้านนอกจิตใจดีที่ไม่ค่อยจะมีเงินทอง แต่ยึดหลักคุณธรรมและมีของวิเศษอย่างแว่นตาส่องเห็นวิญญาณ พร้อมด้วยเด็กในสังกัด และคู่ปรับตัวแสบอย่าง "หมอย่อง" หมอผีสายเดรัจฉานวิชาที่เน้นใช้เล่ห์เหลี่ยมและไสยเวทหลอกลวงต้มตุ๋นผู้คนเพื่อเงินทอง

การแข่งขันชิงเงินรางวัลจึงเปิดฉากขึ้นในป่าช้าและโลกวิญญาณ แต่การจะดึงวิญญาณมาให้คนเห็นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหล่าผีเจ้าถิ่นในป่าช้าต่างพากันรวมหัวแกล้งคน ป่วนพิธี หลอกหลอนหมอผีจอมปลอมจนกระเจิง อีกทั้งดวงวิญญาณของเด็กชายที่ทุกคนตามหากลับมีเงื่อนงำและความลับบางอย่างที่ทำให้ยังไม่อาจไปสู่สุคติได้ หมอเสริมจึงต้องเผชิญหน้าทั้งกับกลโกงและการขัดขวางของหมอย่อง ควบคู่ไปกับการหาวิธีช่วยให้สองแม่ลูกได้ปลดล็อกความผูกพันข้ามภพภูมิอย่างแท้จริง ก่อนที่ความโลภของฝ่ายคนเป็นจะสร้างความวุ่นวายไปมากกว่านี้


นักแสดง
อมรา อัศวนนท์
อาคม ปรีดากุล (น้าค่อม ชวนชื่น)

กลิ่นสีและกาวแป้ง ภาค 2 ตอน จีบสาว จิ๊-จ๊ะ

กลิ่นสีและกาวแป้ง ภาค 2 ตอน จีบสาว จิ๊-จ๊ะ


กำกับโดย ( Directed by ) :  เปี๊ยก โปสเตอร์  ( Piak Poster )

นักแสดง (Cast) :  รอน บรรจงสร้าง, จินตหรา สุขพัฒน์ ( Ron Bunjongsang, Jintara Sukkaphat )


เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากชีวิตประจำวันอันแสนวุ่นวายของเหล่านักศึกษาคณะศิลปะ เมื่อมีข้อเสนองานจ้างหารายได้พิเศษเข้ามา ในตอนแรกหนุ่มๆ ถึงกับโอดครวญว่าร่ำเรียนวิชาศิลป์มาอย่างหนัก จะให้ลดตัวไปรับจ็อบ "ทาสีศาลพระภูมิ" ได้อย่างไร แต่แล้วอุดมการณ์อันแรงกล้าก็ต้องยอมสยบให้กับปากท้องทันที เมื่อได้ยินว่างานนี้เป็นโปรเจกต์ใหญ่ถึง 124 ห้อง แถมยังมีเงินสดเบิกล่วงหน้าให้ถึงหลักหมื่นบาท ทำเอาเปลี่ยนใจกระโดดรับงานกันอย่างพร้อมเพรียง


ทว่าความป่วนไม่ได้หยุดอยู่แค่งานทาสี เมื่อเรื่องหัวใจของหนึ่งในสมาชิกแก๊งเริ่มส่อแวววุ่นวาย เพราะดันไปหลงรักสาวสวยที่เป็นถึงลูกสาวของ "ท่านกำนัน" ผู้ทรงอิทธิพลและแสนจะดุร้าย งานนี้พระเอกของเราจึงต้องหนีบเอาเพื่อนซี้ร่วมแก๊งไปช่วยเปิดตัวสู่ขอถึงบ้าน แต่แทนที่เพื่อนจะช่วยเจรจา กลับปล่อยมุกกวนประสาทและพูดจาขวานผ่าซากจนท่านกำนันของขึ้น ผลลัพธ์คือทั้งคู่ต้องซมซานกลับมามหาวิทยาลัยในสภาพสะบักสะบอม หัวร้างข้างแตกและใส่เฝือกคอกันคนละอัน เรียกเสียงหัวเราะและคำแซวจากเพื่อนทั้งคณะ


ท่ามกลางความเปิ่นและวีรกรรมเจ็บตัว หนังยังสอดแทรกปรัชญาความรักฉบับเด็กศิลป์สุดโรแมนติกที่เปรียบความรักเหมือน "ลูกตะกร้อ" ซึ่งประกอบด้วยเส้นหวายที่ร้อยรัดผูกพันกันแน่นหนา มีทั้งจังหวะที่อ่อนโยนและแข็งกร้าว เคล้าคลอไปกับบรรยากาศค่ายรับน้องรอบกองไฟอันอบอุ่น ที่สะท้อนทั้งมิตรภาพ เสียงหัวเราะ และความผูกพันของวัยรุ่นยุคนั้นได้อย่างมีเสน่ห์และน่าติดตามเป็นที่สุด

ตัวอย่างภาพยนตร์ กลิ่นสีและกาวแป้ง ภาค 2 ตอน จีบสาว จิ๊-จ๊ะ

Footer

ThaiFilmReviews.com รวบรวมข้อมูลภาพยนตร์ไทย ละครไทย และประวัตินักแสดงตั้งแต่ยุค พ.ศ. 2466 จนถึงปัจจุบัน © 2024 ThaiFilmReviews.com