หนังไทย ละครไทย ดาราไทย รวบรวมภาพและข้อมูลต่างๆ
สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก
สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก First Love (สหมงคลฟิล์ม)
กำหนดฉาย : 12 สิงหาคม 2553
นำแสดง : มาริโอ้ เมาเร่อ, พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ, พีรวัชร์ เหราบัตย์, พิจิตรา สิริเวชพันธ์, อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล, กชามาศ พรหมสาขา ณ สกลนคร
กำกับ : พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, วศิน ปกป้องเรื่องย่อ สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก
น้ำ (ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก) สาวน้อย ม.1 วัย 14 หน้าตาธรรมดา ๆ กระเดียดไปทางไม่สวย หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ขี้เหร่นั่นแหละ แต่เธอดันไปแอบชอบ พี่โชน (มาริโอ เมาเร่อ) พี่ม.4 ที่หล่อ เท่ ที่สุดในโรงเรียน แล้วแถมยังใจดีอีกตะหาก ทำให้น้ำมีคู่แข่งเป็นสาว ๆ ทั้ง ม.ต้นและ ม.ปลาย ที่มีแต่คนสวย ๆ เต็มไปหมด แต่น้ำไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอพยายามลุยทำทุกอย่าง สู้ทุกรูปแบบเพื่อที่จะ เก่ง และ สวย แล้วเด่นขึ้นในโรงเรียนให้ได้ เพราะแอบหวังในใจเล็ก ๆ ว่าถ้าทำสำเร็จพี่โชนอาจจะหันมามองเธอซักครั้ง
น้ำทำตั้งแต่ เอามะขามเปียกมาขัดผิว สมัครเป็นนางรำแม้จะถูกคัดออก หัดเป่าคาริเน็ตแล้วสมัครเข้าวงโยธวาทิตเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ ๆ พี่โชน ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อน ๆ แก๊งหน้าแย่ ในที่สุดน้ำก็ได้เป็นดรัมเมเยอร์มือหนึ่งของโรงเรียน จนตอนที่เรียนอยู่ม.3 เธอได้เป็นดาวของโรงเรียน จริง ๆ !!!!! น้ำตกเป็นเป้าสายตาของหนุ่ม ๆ ทั้งโรงเรียน มีคนเข้ามาจีบเป็นสิบ ๆ คน ยกเว้นคนที่เธอรอคอยอยู่คนเดียว โชน
แล้วเรื่องราวความรักของน้ำจะเป็นอย่างไร โชนจะหันมาสนใจเธอมั้ยสุดท้ายแล้วความรักความฝัน กับความเป็นจริง จะได้พบกันเมื่อไหร่ เวลาคงเป็นคำตอบของทุกอย่างเอง
"ตะวันอ้อมข้าว" (ปี 2521) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ขนาด 35 มม. พากย์เสียงในฟิล์ม
ผลงานกำกับการแสดงของ ชรินทร์ ทองสิงห์
ตัวหนังได้เปิดตัวฉายรอบมิดไนท์ครั้งแรกในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2521 ที่โรงภาพยนตร์เพลินจิตราม่า ก่อนจะเข้าฉายจริงตามโรงภาพยนตร์ชั้นนำในยุคนั้นอย่างเพชรรามาและเพชรเอ็มไพร์ โดยรวมเอานักแสดงแถวหน้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น สรพงศ์ ชาตรี ในบทคนดีสู้ชีวิต ร่วมด้วย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, วิยะดา อุมารินทร์, พิศาล อัครเศรณี, ภิญโญ ปานนุ้ย รวมถึงนักแสดงอาวุโสอย่าง ป้าสมจิตต์ ทรัพย์สำรวย
เนื้อหาหลักของหนังเรื่องนี้เป็นแนวดราม่าชีวิตเข้มข้น สะท้อนภาพความยากลำบากของครอบครัวในชนบท ความรัก ความผูกพัน และการดิ้นรนต่อสู้ ซึ่งโทนเรื่องค่อนข้างหม่นและหนักหน่วง ทำให้ในสมัยนั้นหากนำไปฉายตามงานหนังกลางแปลงต่างจังหวัดจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่ากับหนังบู๊ หนังตลก หรือหนังเพลง เพราะดึงดูดผู้ชมหน้าจอได้ยากกว่า
ความน่าเสียดายของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ในปัจจุบันไม่สามารถหาฟิล์มต้นฉบับมาฉายหรือรับชมได้อีกแล้ว
หากย้อนเวลากลับไปในยุคทองของภาพยนตร์ไทยช่วงทศวรรษ 2500 หนึ่งในภาพยนตร์ที่เคยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมในยุคนั้นคือ "นันทาวดี" ผลงานสร้างของพิษณุภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย วาสนา ชลินดา ซึ่งเป็นภาพยนตร์ระบบ 16 มม. พากย์สด และเข้าฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2505 ณ โรงภาพยนตร์คาเธ่ย์ โดยรวมทัพนักแสดงชื่อดังในอดีตไว้อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นนางเอกสาว ภาวนา ชนะจิต ร่วมด้วย ทักษิณ แจ่มผล, พล พิทยายุทธ ตลอดจนนักแสดงสมทบและดาวร้ายแถวหน้าของยุคอย่าง พีรพล ปิยวรรณ, ทัศน์ เอกทัศน์ และถวัลย์ คีรีวัตน์
‘ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ’ คือสุภาษิตที่เกิดขึ้นในทุกๆสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักศึกษาที่มีเลือดของความคึกคะนองอันเปี่ยมล้น ใครเลยจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นจากการท้าทายของรุ่นพี่ที่ต้องการวัดความเป็นผู้กล้าของรุ่นน้องในวันนั้น จะนำพามาซึ่งความสูญเสียและความสยองขวัญในวันถัดมา
เรื่องราวของ โจ เปี๊ยก อ๊อด ออย เอ จูน แป้งร่ำ และกีต้าร์ ที่ลงสมัครเข้าป่าต้องห้ามตามคำท้าของกลุ่มรุ่นพี่ และเมื่อวันเดินทางมาถึงโจกลับยกเลิกการเดินทางเนื่องจากแม่ไม่อนุญาต และมีเบิ้มผู้เป็นรุ่นพี่ที่เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งแปดชีวิตเดินทางโดยรถไฟเพื่อไปพบกับนายพรานมากฝีมือและผู้ช่วยนามว่าแซมที่สถานีรถไฟ ก่อนจะเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ป่านั้นทั้งสิบชีวิตได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่รางรถไฟ ซึ่งในการถ่ายภาพในครั้งนี้ทุกคนเป็นผู้เลือกตำแหน่งการยืนด้วยตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่าการยืนเรียงลำดับเพื่อถ่ายภาพร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นการถ่ายภาพร่วมกันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
และพวกเขาทั้งสิบได้กำหนดทิศทางชีวิตของตัวเองเอาไว้แล้ว เสียงฝีเท้าสิบคู่เหยียบย่ำลงบนใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นดังขึ้น พร้อมๆกับเสียงของฝูงวิหกที่บินคล้อยเคลื่อนผ่านทิวเมฆสีเทาเพื่อกลับรัง กิ่งไม้ใหญ่พลิ้วไหวหยอกเอินกับสายลมพัดเอื่อยในยามอาทิตย์อัสดงช่างงดงามและมีมนต์ขลัง พาให้กลุ่มผู้มาเยือนเพลิดเพลินจนหลงลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลมาตลอดทั้งวัน ทว่าภายใต้แนวป่ารกทึบอันอุดมไปด้วยแมกไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์แห่งนี้ ยังมีบางสิ่งเฝ้ามองและติดตามคุณไปทุกย่างก้าว เงามืดที่กางปีกรอคอยมอบประสบการณ์ขวัญผวาให้แก่แขกไม่ได้รับเชิญอย่างสาสม ความงาม ที่นิยามได้มากกว่าคำว่า ‘อาถรรพ์’ Who ปิดป่าหลอน : อย่าลองดี หากคุณไม่รู้จักมันดีพอ !!!
ตัวอย่างภาพยนตร์ Who ปิดป่าหลอน
นักแสดง
ชาลี ปอทเจส
วรชัย ศิริคงสุวรรณ
นพรุจ แย้มขะมัง
สมชาย ศักดิกุล
ภูวนันท์ รอดพลับ
กัลยกร โตกุล
พรหมพร พรหมมาภิรมย์
นาตาชา มณีสุวรรณ์
ภาณุมาศ สุวรรณ์
ชนันท์ธนัท ด่านกระโทก
สุพัฒน์ ศรีนวล
สุเทพ ประยูรพิทักษ์
เรื่องย่อภาพยนตร์ไทยคลาสสิก “อยากดัง” (พ.ศ. 2513) มนต์เสน่ห์เสียงเพลงลูกทุ่งกับเส้นทางสู่ดวงดาว
หากย้อนกลับไปในยุคทองของภาพยนตร์เพลงและแนวตลกเบาสมอง (Musical Comedy) ของไทย หนึ่งในผลงานที่รวมขุนพลเพลงลูกทุ่งและดาราดังไว้คับคั่งที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ “อยากดัง” ผลงานการสร้างของ ปฏิมาภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย หวน รัตนงาม เข้าฉายครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2513 โดยนำแสดงโดยพระเอกตลอดกาล สมบัติ เมทะนี และนางเอกดาวรุ่งในยุคนั้นอย่าง สุทิศา พัฒนุช
เรื่องราวสะท้อนความฝัน ความทะเยอทะยาน และความหวังของหนุ่มสาวบ้านทุ่งและคนธรรมดาที่ใฝ่ฝันอยากก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เพื่อสร้างชื่อเสียงและไขว่คว้าชีวิตที่ดีกว่าภายใต้คำว่า “อยากดัง”
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนุ่มบ้านนาผู้มีพรสวรรค์และเสียงร้องกินใจ (นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี) ตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อตามล่าความฝัน ทว่าเส้นทางสู่การเป็นนักร้องดาวเด่นและคนดังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องเผชิญกับบททดสอบนานัปการ ทั้งการชิงไหวชิงพริบในวงการเพลง ความริษยา การเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอิทธิพล และความรักสามเส้าที่เข้ามาพัวพันระหว่างหญิงสาวผู้เคียงข้างและสาวสังคมชั้นสูง
ระหว่างทางเต็มไปด้วยเรื่องราวอลวน เสียงหัวเราะ และการฝ่าฟันอุปสรรค โดยตัวเอกต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จและชื่อเสียงที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการอยากเด่นอยากดังเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องแลกมาด้วยความจริงใจ พรสวรรค์ และการรักษาคุณงามความดีของตัวเอง
มหกรรมเพลงลูกทุ่งยุคคลาสสิก : ภาพยนตร์เรื่องนี้รวบรวมเพลงเอกกว่า 12 เพลง และได้ศิลปินเพลงลูกทุ่งระดับปรมาจารย์มาร่วมแสดงและขับร้อง เช่น ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชินกร ไกรลาศ, และ กังวานไพร ลูกเพชร
รวมดาวตลกและนักแสดงคุณภาพ : นอกจากคู่พระ-นาง ยังมีนักแสดงสมทบชั้นครูอย่าง เมตตา รุ่งรัตน์, ทม วิศวชาติ, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, มนัส บุณยเกียรติ, ทานทัต วิภาตะโยธิน, มาลี เวชประเสริฐ, โกร่ง กางเกงแดง, หม่อมชั้น พวงวัน และดาวน้อย ดวงใหญ่
ข้อมูลภาพยนตร์
ชื่อเรื่อง : อยากดัง (พ.ศ. 2513)
ผู้สร้าง : ปฏิมาภาพยนตร์ (สุภาพ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสร้าง)
ผู้กำกับการแสดง : หวน รัตนงาม
บทประพันธ์ : รุ่งรัชนี
นักแสดงนำ : สมบัติ เมทะนี, สุทิศา พัฒนุช, เมตตา รุ่งรัตน์, ทม วิศวชาติ, ประจวบ ฤกษ์ยามดี
เรื่องย่อภาพยนตร์ไทยแอ็กชันสุดมันส์: “3 อันตราย” ภารกิจเดนตายล้างแค้นอดีตศัตรู
หากใครชื่นชอบภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชันทหารสงครามสไตล์รวมทีมคอมมานโดบุกป่าฝ่าดงระเบิดภูเขาเผากระท่อม “3 อันตราย” คืออีกหนึ่งผลงานระดับตำนานที่แฟนหนังบู๊คลาสสิกไม่ควรพลาด ด้วยพล็อตเรื่องภารกิจลับระดับชาติที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ และฉากยิงกันสนั่นป่า
เรื่องราวเปิดฉากขึ้นเมื่อกองทัพมีคำสั่งมอบหมายภารกิจลับระดับชาติในการกวาดล้างกองกำลังผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนที่มีฐานที่มั่นลึกลับในป่าทึบแถบชายแดน ภารกิจนี้เป็นงานเดนตายที่มีความเสี่ยงสูง ทางการจึงได้เรียกตัวอดีต 3 ทหารเสือยอดฝีมือผู้เคยสร้างชื่อในสมรภูมิเวียดนามกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ได้แก่:
พันตรีมงคล
พันตรีพยัคฆ์ (ไอ้เสือ)
พันตรีกฤตธิเดช
ก่อนเริ่มภารกิจ ทั้งสามได้คัดเลือกทหารกล้าและทหารพรานฝีมือดีจากหน่วยต่าง ๆ ทั้งผู้เชี่ยวชาญการทำลายล้าง มวยสากล และการลาดตระเวน (เช่น สิบตรีทองย้อย, สิบเอกชาย, และพลทหารหลุย ดอกกระโดน) มาร่วมทีม พร้อมวางแผนฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเตรียมบุกรังศัตรู
ระหว่างพักภารกิจ พันตรีมงคลได้พบกับ ดวงเดือน นักร้องสาวสวยเจ้าเสน่ห์และเริ่มสานสัมพันธ์กัน ทว่าแท้จริงแล้ว ดวงเดือนคือสายลับของฝ่ายศัตรู ซึ่งมี ท่านนายพลฟาร์ม อดีตคู่ปรับเก่าจากสมรภูมิเวียดนามเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นายพลฟาร์มต้องการล้างแค้น 3 อดีตนักรบเสือดำที่เคยทำลายกองกำลังของตนในอดีต
ดวงเดือนใช้มารยาหญิงลวงพันตรีมงคลไปติดกับดักจนถูกจับตัวไปขังไว้ที่ค่ายลับกลางป่า นายพลฟาร์มทรมานมงคลเพื่อรอให้เพื่อนร่วมทีมอีกสองคนตามมาติดกับ แต่ด้วยความขัดแย้งภายในค่าย เมื่อนายพลฟาร์มคิดจะใช้กำลังบังคับดวงเดือนเป็นเมีย ทำให้เธอตาสว่างและยอมเสี่ยงชีวิตช่วยปล่อยตัวพันตรีมงคลออกมาผ่านทางลับของค่าย
เมื่อพันตรีมงคลหนีรอดกลับมารวมทีมกับพันตรีกฤตและพยัคฆ์ได้สำเร็จ พวกเขาจึงรู้ตำแหน่งที่ตั้งและเส้นทางลับของค่ายศัตรูอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งตัดสัญญาณวิทยุที่ศัตรูใช้ดักฟัง
ทีม "3 อันตราย" นำกำลังคอมมานโดบุกโจมตีค่ายโจรแบบสายฟ้าแลบ เกิดการปะทะด้วยอาวุธหนักและระเบิดอย่างดุเดือด ทั้งสามนายทหารฝ่าดงกระสุนเด็ดชีพลูกสมุนและประจันหน้ากับนายพลฟาร์ม ในที่สุดฝ่ายธรรมะก็สามารถกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธลงได้สำเร็จ พร้อมสะสางหนี้แค้นเก่าลงอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงบทเรียนและบาดแผลแห่งสงครามที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก
ข้อมูลภาพยนตร์
ชื่อเรื่อง : 3 อันตราย (Thai Movie)
แนวภาพยนตร์ : แอ็กชัน / บู๊ล้างผลาญ / สงคราม
ย้อนรอยภาพยนตร์ไทยคลาสสิก “ต้อยติ่ง” (พ.ศ. 2512) รอยอดีตจากเศษฟิล์ม 16 มม. สู่ตำนานหัวใจนักสู้
หากพูดถึงมนต์เสน่ห์ของภาพยนตร์ไทยในยุคฟิล์ม 16 มม. พากย์สด หนึ่งในผลงานทรงคุณค่าที่สะท้อนทั้งภาพชีวิต ความรัก และความกตัญญูได้อย่างถึงแก่นคือเรื่อง “ต้อยติ่ง” ผลงานการกำกับของ ส. อัศวจินดา นำแสดงโดยพระ-นางยอดนิยมตลอดกาลอย่าง สมบัติ เมทะนี และ พิศมัย วิไลศักดิ์ ซึ่งในปัจจุบันแม้ตัวฟิล์มสมบูรณ์จะสูญหายไปตามกาลเวลา ทว่าเศษกากฟิล์มที่หลงเหลืออยู่จากอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ได้รับการชุบชีวิตนำมาพากย์เสียงสดจำลองบรรยากาศย้อนยุค เพื่อส่งต่อความประทับใจให้คนรุ่นหลังได้รับชม
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ สันต์ อดีตนักเลงผู้เคยผ่านชีวิตในเรือนจำ ได้ยื่นมือเข้าช่วยชีวิต มาลี ลูกสาวคนสวยของ กำนันมั่น เอาไว้ กำนันจึงเมตตารับสันต์เข้าทำงานเป็นหัวหน้าโรงสีข้าว ทว่าความดีและความขยันของเขากลับสร้างความริษยาให้กับ หมู่ทองคำ นายตำรวจหนุ่มผู้หมายปองมาลีมาโดยตลอด
เมื่อความรักระหว่างสันต์กับมาลีสุกงอมจนมาลีตั้งครรภ์ ทั้งสองจึงตัดสินใจพากันหนีออกจากบ้านเพื่อสร้างครอบครัวของตัวเอง โดยก่อนจะเริ่มต้นชีวิตคู่ สันต์ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าภรรยาว่าจะยอมวางมือจากวิถีนักเลง จะอดทน อดกลั้น และไม่ยอมใช้กำลังสู้กับใครอีก เพื่อไม่ให้ต้องถูกจับติดคุกและพลัดพรากจากครอบครัว ทั้งสองให้กำเนิดพยานรักเป็นเด็กหญิงตัวน้อยและตั้งชื่อให้ว่า “ต้อยติ่ง”
สิบเจ็ดปีผ่านไป สันต์หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขับรถแท็กซี่ ส่วนมาลียึดอาชีพแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ทั้งคู่เลี้ยงดูลูกสาวจนเติบโตเป็นสาวแก่นแก้ว กล้าได้กล้าเสีย และมีฝีมือแม่ไม้มวยไทยติดตัว ต้อยติ่งมักจะออกโรงชกต่อยปกป้องแม่จากพวกอันธพาลในตลาดอยู่เสมอ ซึ่งแตกต่างจากพ่ออย่างสันต์ที่ยอมก้มหน้านิ่งเฉยไม่ตอบโต้ใครเพราะยึดมั่นในคำสาบาน จนทำให้ต้อยติ่งเข้าใจผิด คิดไปเองว่าพ่อของตนเป็นคนขี้ขลาด
ความวุ่นวายปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อหมู่ทองคำตามหาครอบครัวนี้จนพบ เขานำเงินก้อนโตมาบีบบังคับให้สันต์ยอมปล่อยมาลีกับลูกสาวคืนให้กำนัน แต่ทั้งสองปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เคราะห์ซ้ำกรรมซัด สันต์ล้มป่วยหนักเป็นมะเร็งที่ลิ้นและลำคอ ต้องใช้เงินผ่าตัดก้อนใหญ่ ด้วยความจนและสิ้นหวัง มาลีจึงยอมตัดสินใจทำสิ่งที่ผิดด้วยการไปขโมยเงินเพื่อนำมารักษาชีวิตสามี จนถูกจับกุมตัวเข้าคุกในที่สุด
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ต้อยติ่งได้รับรู้ความจริงอันเจ็บปวดว่า ที่พ่อไม่ยอมสู้คนไม่ใช่เพราะขี้ขลาด แต่เป็นเพราะความรักและคำสัญญาที่มีให้ไว้กับแม่ ทว่าโชคชะตากลับโหดร้าย เมื่อพวกคู่อริตามมารุมทำร้ายสันต์จนเสียชีวิต ต้อยติ่งต้องสูญเสียเสาหลักของบ้านไปในพริบตา
หลังการจากไปของพ่อ คุณนายสมจิต แม่ของ ต๋อย ชายหนุ่มลูกเศรษฐีที่เคยเป็นเพื่อนกับต้อยติ่ง ได้ยื่นมือเข้ามาอุปการะรับเธอไปเลี้ยงดูในบ้าน แม้จะมีต๋อยและคุณนายคอยเอ็นดู แต่ต้อยติ่งกลับต้องเผชิญกับสายตาดูแคลนและคำพูดเหยียดหยามจากคนรอบข้างอย่าง งามตา และ สารภี ที่คอยกดขี่ว่าเธอเป็นเพียงเด็กสลัม ลูกขี้คุก และไร้หัวนอนปลายเท้า แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ต้อยติ่งจึงก้มหน้าอดทนและใช้ความจริงใจพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง
เมื่อถึงวันที่มาลีพ้นโทษจากเรือนจำ มาลีกลับตัดสินใจแอบเดินทางออกจากคุกก่อนกำหนดและหนีหายไป เพราะไม่อยากให้ลูกสาวต้องด่างพร้อยหรือมีตราบาปจากการมีแม่เป็นอดีตนักโทษ ต้อยติ่งจึงร่วมมือกับต๋อยและเพื่อนสนิท ออกเดินทางตามหาแม่มุ่งหน้าสู่บ้านเกิดที่อำเภอจอหอ จังหวัดนครราชสีมา
แม้กำนันมั่นผู้เป็นตาจะยังคงถือทิฐิและตั้งแง่รังเกียจลูกเขยกับหลานสาว แต่สุดท้ายก็ยอมชี้เบาะแสให้ ต้อยติ่งตามหาจนกระทั่งพบตัวมาลีที่ วัดเขานางชี ปรากฏว่ามาลีได้ปลงผมบวชเป็นแม่ชี หันหลังให้โลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพื่อสละละวางความทุกข์ระทม และอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรตลอดจนดวงวิญญาณของสันต์
แม่ชีมาลีสอนให้ต้อยติ่งเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต พร้อมฝากคำสอนสำคัญให้ลูกสาวก้าวเดินต่อไปว่า จงเป็นนักสู้ที่เข้มแข็ง และใช้ “ความดี” เป็นอาวุธในการเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง เพราะคนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ปิดฉากเรื่องราวความรักและความกตัญญูที่กินใจผู้ชมอย่างลึกซึ้ง
ข้อมูลภาพยนตร์
ชื่อเรื่อง : ต้อยติ่ง (พ.ศ. 2512)
ผู้กำกับการแสดง : ส. อัศวจินดา
นักแสดงนำ : สมบัติ เมทะนี, พิศมัย วิไลศักดิ์
“หมอซ้ง” (พ.ศ. 2522) ตำนานคอมเมดี้อารมณ์ดี
หากย้อนเวลากลับไปในยุคทองของภาพยนตร์ไทยแนวตลกวัยรุ่นอารมณ์ดี ผลงานการกำกับของ ศุภักษร (ศุภวัฒน์ จงศิริ) มักจะสร้างปรากฏการณ์และรอยยิ้มให้กับผู้ชมเสมอ และหนึ่งในเรื่องที่แฟนหนังยุคนั้นจดจำได้ดีที่สุดจนกลายเป็นฉายาติดตัวพระเอก ก็คือเรื่อง “หมอซ้ง” (2522) ที่มาพร้อมสโลแกนสุดฮิตในยุคนั้นว่า "ไม่มีโรคใดในโลก ที่หมอซ้งรักษาไม่ได้!"
เรื่องราวโฟกัสไปที่ “หมอซ้ง” (รับบทโดย ทรงวิทย์ จิรโศภิน) แพทย์หนุ่มมือหนึ่งประจำโรงพยาบาล ผู้ขึ้นชื่อเรื่องลีลาการรักษาที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าคนไข้จะมาด้วยอาการหนักหนาสาหัสแค่ไหน เมื่อผ่านมือหมอซ้งเป็นอันต้องหายเป็นปลิดทิ้ง ด้วยบุคลิกยียวน กวนประสาท เป็นกันเอง และอารมณ์ดีเกินร้อย ทำให้หมอซ้งกลายเป็นขวัญใจของคนไข้และบรรดาพยาบาลสาวๆ รวมถึงสาวสวยรอบกาย (นำแสดงโดย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, อำภา ภูษิต, มนฤดี ยมาภัย)
ความโด่งดังและคนไข้ที่หลั่งไหลมาหาหมอซ้ง เริ่มสร้างความอิจฉาริษยาให้กับโรงพยาบาลคู่แข่ง เมื่อเห็นว่าแย่งคนไข้ไปหมด ฝ่ายตรงข้ามจึงเริ่มเปิดฉากเล่นสกปรก ทั้งส่งสายมาสืบหาจุดอ่อน และเปิดประเด็นโจมตีครั้งใหญ่ กล่าวหาว่า "ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของหมอซ้งเป็นของปลอม!"
จากคุณหมอสุดทะเล้นที่ชีวิตมีแต่เสียงหัวเราะ หมอซ้งต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งต้องรับมือกับคนไข้สารพัดเคสพิสดาร ความรักกุ๊กกิ๊กอลวน และการวางแผนพิสูจน์ความจริงเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองกลับคืนมา
หมอซ้งจะงัดลีลา ท่าไม้ตาย หรือความป่วนแบบไหนมาสู้กับคลื่นใต้น้ำครั้งนี้? สามารถไปร่วมย้อนวันวานความสนุกได้ใน
หมอซ้ง (พ.ศ. 2522)
ผู้กำกับ / บทประพันธ์ : ศุภักษร (ศุภวัฒน์ จงศิริ)
นักแสดงนำ : ทรงวิทย์ จิรโศภิน, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, อำภา ภูษิต, มนฤดี ยมาภัย, ดาวเรือง แสงทอง
เรื่องย่อ “แก้วหน้าม้า” (พ.ศ. 2522) ตำนานรักแท้พิสูจน์คุณค่าภายใน
หากเอ่ยถึงวรรณคดีและนิทานพื้นบ้านไทยยอดนิยมตลอดกาล หนึ่งในเรื่องที่ทุกคนจำได้ไม่ลืมคงหนีไม่พ้น แก้วหน้าม้า โดยเฉพาะฉบับละครจักรๆ วงศ์ๆ ทางโทรทัศน์ปี พ.ศ. 2522 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความอดทน และการพิสูจน์คุณค่าของจิตใจเหนือรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างเข้มข้นและน่าประทับใจ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ เมืองมิถิลา ในเทศกาลเล่นว่าวประจำปี ว่าวคู่บารมีของ พระปิ่นทอง พระโอรสผู้สูงศักดิ์เกิดสายป่านขาดลอยหายไป และตกลงในหมู่บ้านชนบท โดยมี แก้วมณี หญิงสาวชาวบ้านที่มีใบหน้าอัปลักษณ์คล้ายม้าเป็นผู้เก็บได้ เมื่อพระปิ่นทองเสด็จมาตามหาว่าว แก้วมณีกลับยอมคืนให้โดยมีข้อแม้ว่าพระปิ่นทองต้องรับนางเป็นพระชายา แม้พระองค์จะทรงรังเกียจ แต่เพื่อชิงว่าวสุดที่รักกลับคืน จึงยอมให้คำมั่นสัญญาส่งเดชก่อนจะกลับวังหลวงไป
เมื่อแก้วมณีเดินทางมาทวงสัญญาถึงพระราชวัง พระปิ่นทองและเหล่าขุนนางต่างตกตะลึงและรังเกียจรูปร่างหน้าตา จึงวางอุบายกำจัดนางด้วยการตั้งภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ คือสั่งให้นางไปอัญเชิญ เขาพระสุเมรุ มาไว้ที่เมืองมิถิลาภายใน 7 วัน หากทำไม่สำเร็จจะมีโทษถึงประหารชีวิต
แก้วมณีผู้มีความรักและภักดีต่อพระปิ่นทองยอมเสี่ยงชีวิตบุกป่าฝ่าดงจนสิ้นแรง ความจริงใจของนางทำให้พระฤาษีเวทนา จึงเข้ามาช่วยเหลือด้วยการถอดรูปหน้าม้าออก เผยร่างแท้จริงอันงดงามราวกับนางฟ้าในนาม มณีรัตนา พร้อมมอบเรือเหาะและอาวุธวิเศษให้ นางจึงสามารถนำเขาพระสุเมรุมาประดิษฐานกลางเมืองมิถิลาได้ทันกำหนดเวลา
ทว่าพระปิ่นทองยังคงหาทางบ่ายเบี่ยง พระองค์ทรงเสด็จทางเรือไปยังเมืองโรมวิถีเพื่ออภิเษกสมรสกับ พระธิดาทัศมาลี พร้อมทิ้งคำขาดขู่นางแก้วไว้ว่า หากตนเสด็จกลับมา นางแก้วจะต้องอุ้มลูกมารอรับ มิฉะนั้นจะถูกตัดหัว ระหว่างการเดินทางกลางทะเล สำเภาของพระปิ่นทองต้องพายุอับปางจนถูกจับขังไว้ แก้วมณีที่ถอดหัวม้าเป็นมณีรัตนาได้เหาะตามไปช่วยชีวิตพระสวามี ทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งโดยที่พระปิ่นทองไม่เคยรู้เลยว่าหญิงงามที่ตนหลงรักแท้จริงคือนางแก้วหน้าม้า ก่อนจากกันพระปิ่นทองได้มอบแหวนหมั้นไว้เป็นอนุสรณ์ และต่อมาแก้วมณีก็ให้กำเนิดพระโอรสนามว่า ปิ่นแก้ว
ความวุ่นวายในวังหลวงปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อพระปิ่นทองเสด็จกลับเมืองพร้อมพระชายาทัศมาลี รวมถึงสองนางกำนัลคือ สร้อยสุวรรณ และ จันทร์สุดา พระชายาทัศมาลีคิดกำจัดชายาทุกคนและทำเสน่ห์ยาแฝดใส่พระปิ่นทอง แต่ท้ายที่สุดความชั่วร้ายก็ถูกเปิดโปงจนทัศมาลีถูกขับไล่ออกจากเมือง
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด กองทัพยักษ์ยกพลบุกประชิดเมืองมิถิลาจนบ้านเมืองเข้าขั้นวิกฤต ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน พระปิ่นทองจำต้องบากหน้ามาอ้อนวอนให้นางแก้วหน้าม้าออกศึก นางแก้วไม่ถือโทษโกรธแค้น นำอาวุธวิเศษเหาะออกไปปราบพญายักษ์จนพ่ายแพ้ สยบภัยสงครามและกอบกู้แผ่นดินมิถิลาไว้ได้สำเร็จ
ชัยชนะและความเสียสละอันยิ่งใหญ่ทำให้พระปิ่นทองสำนึกผิด ทรงตระหนักว่าจิตใจที่ดีงามและความภักดีของแก้วมณีมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด พระองค์จึงเอ่ยปากขอขมาและสัญญาว่าจะรักและให้เกียรตินางจากใจจริงตลอดไป เมื่อเห็นถึงความจริงใจ แก้วมณีจึงยอมถอดหน้าม้า เผยรูปโฉมของนางมณีรัตนา หญิงคนรักที่พระปิ่นทองเฝ้าฝันถึง ทั้งสองจึงได้ครองรักกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของชาวเมืองมิถิลาทั้งปวง
ณ ศิขริน ดินแดนเล็กๆ ทางตอนเหนือที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์โดย “เจ้าทรงสวรรค์” แม้จะเป็นประเทศเล็กแต่กลับร่ำรวยด้วยทรัพยากรน้ำมันมหาศาล ทำให้เป็นที่หมายปองของกลุ่มธุรกิจและผู้แสวงหาผลประโยชน์ข้ามชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญ
ความผาสุกเริ่มสั่นคลอนเมื่อ เจ้าวิษณุ เจ้าทรงสวรรค์องค์ปัจจุบัน ทรงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปประเทศและเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่ เจ้าวงศา พระอนุชาผู้กระหายอำนาจ เจ้าวงศาจึงร่วมมือกับ นายพลศารทูล (กลศ อัทธเสรี) ผู้กุมอำนาจทางทหาร เพื่อวางแผนกดดันให้เจ้าวิษณุสละราชบัลลังก์ ทว่านายพลศารทูลกลับมีความทะเยอทะยานยิ่งกว่านั้น นั่นคือการล้มล้างระบอบกษัตริย์ จัดตั้งรัฐบาลทหารเบ็ดเสร็จ และเตรียมกำจัดเจ้าวงศาเป็นรายถัดไป
เมื่อเจ้าวิษณุถูกลอบยิงและสถานการณ์ในราชสำนักเริ่มไม่ปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของสายเลือดพระองค์ จึงมีคำสั่งลับให้ เพ็ญโสม พระพี่เลี้ยง รีบพา เจ้าหญิงนภัสสราวดี (แหม่ม คัทลียา) ที่กำลังศึกษาอยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศส เดินทางมาหลบภัยยังประเทศไทย โดยต้องอำพรางฐานันดรศักดิ์ทั้งหมด และใช้ชื่อคนธรรมดาว่า “นภัสสร”
ฝ่ายประสานงานของไทยจำต้องหาคนคุ้มกันฝีมือดีและไว้ใจได้โดยไม่อาจพึ่งพาตำรวจ จึงได้ติดต่อ น้ำเชี่ยว พิทักษ์เทพินทร์ (แท่ง ศักดิ์สิทธิ์) บอดีการ์ดหนุ่มอดีตนายทหารมือฉกาจ แต่เนื่องจากน้ำเชี่ยวมีกฎเหล็กว่าจะไม่รับงานหากไม่รู้ประวัติลูกค้าอย่างโปร่งใส ผู้ว่าจ้างจึงจำเป็นต้องกุเรื่องขึ้นว่านภัสสรเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีเจ้าของเหมืองเพชรที่กำลังถูกหุ้นส่วนตามล่าปองร้าย
เมื่อทั้งสองต้องมาอยู่ร่วมกัน ความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นทันที นภัสสรไม่คุ้นชินกับการถูกสั่งการ จึงพยศและคอยต่อต้านกฎระเบียบของน้ำเชี่ยวอยู่ตลอดเวลา ทว่าน้ำเชี่ยวกลับสุขุม เด็ดขาด และสามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ ความขัดแย้งค่อยๆ ละลายกลายเป็นความผูกพัน ความห่วงใย และความประทับใจที่ค่อยๆ ผลิบานขึ้นท่ามกลางอันตราย
แต่ความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อกลุ่มอิทธิพลมืดและพ่อค้าอาวุธผิดกฎหมายอย่าง อายุทธ์ (ไพโรจน์ สังวริบุตร) เข้ามาพัวพัน อายุทธ์สืบรู้ตัวตนที่แท้จริงขององค์หญิง จึงคิดใช้เธอเป็นข้อต่อรองแลกกับสัมปทานน้ำมันของศิขรินกับนายพลศารทูล จนนำไปสู่การลักพาตัวกลางงานเลี้ยง แม้น้ำเชี่ยวจะพานภัสสรฝ่าดงกระสุนหนีรอดมาได้ แต่ชนวนวิกฤตก็บานปลายเกินเยียวยา
ทางศิขริน นายพลศารทูลก่อรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จ เจ้าวิษณุต้องลี้ภัยไปชายแดน ส่วนเจ้าวงศาถูกยกขึ้นเป็นกษัตริย์หุ่นเชิด พร้อมประกาศตราหน้าเจ้าวิษณุเป็นกบฏ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยส่งตัวเจ้าหญิงนภัสสราวดีกลับศิขรินทันที ข่าวนี้สะเทือนไปทั่วโลก และทำให้น้ำเชี่ยวตกตะลึงเมื่อรู้ความจริงว่าหญิงสาวที่เขาปกป้องคือเจ้าหญิงสูงศักดิ์ ความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังและหลอกลวงทำให้น้ำเชี่ยวโกรธจนขอถอนตัว
ทว่าเมื่อรู้ว่าหากส่งตัวเจ้าหญิงกลับไป เธอจะต้องเผชิญกับความตาย น้ำเชี่ยวจึงไม่อาจปล่อยมือได้ เขาตัดสินใจพาเจ้าหญิงและพระพี่เลี้ยงหลบหนีไปซ่อนตัวที่บ้านพักริมทะเล ทั้งสองได้ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ร่วมกันท่ามกลางบรรยากาศแสนโรแมนติกแต่ปนความเจ็บปวด เพราะต่างรู้ดีว่าเส้นทางชีวิตของเจ้าหญิงผู้แบกรับชะตากรรมของประเทศ กับบอดีการ์ดหนุ่มสามัญชน ไม่อาจบรรจบกันได้
การไล่ล่าดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุด เจ้าหญิงถูกจับกุมตัวกลับไปยังศิขรินเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองบีบให้เจ้าวิษณุยอมจำนน น้ำเชี่ยวจึงตัดสินใจเดิมพันด้วยชีวิต ข้ามพรมแดนบุกเดี่ยวเข้าสู่ดินแดนศิขรินเพื่อช่วยหญิงอันเป็นที่รักและกอบกู้ความยุติธรรมกลับคืนสู่แผ่นดิน
ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง รับบท น้ำเชี่ยว พิทักษ์เทพินทร์
คัทลียา แมคอินทอช รับบท องค์หญิงนภัสสราวดี (นภัสสร)
กลศ อัทธเสรี รับบท นายพลศารทูล
ไพโรจน์ สังวริบุตร รับบท อายุทธ์
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเศรษฐินีอย่าง "คุณหญิง" ยังคงจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าจากการสูญเสียลูกชายคนเดียวไปนานนับสิบปี โดยเธอปักใจเชื่อว่าวิญญาณของลูกยังไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะยังคงห่วงหาตนเอง คุณหญิงจึงตัดสินใจประกาศออกสื่อ ยื่นข้อเสนอเงินรางวัลก้อนโตมูลค่าสูงถึง 10 ล้านบาท ให้แก่ใครก็ตามที่มีความสามารถติดต่อหรือสื่อสารกับดวงวิญญาณลูกชายของเธอได้
ข่าวเงินรางวัลสิบล้านแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นที่หมายปองของบรรดาหมอผีทั่วสารทิศ รวมถึง "หมอเสริม" หมอผีบ้านนอกจิตใจดีที่ไม่ค่อยจะมีเงินทอง แต่ยึดหลักคุณธรรมและมีของวิเศษอย่างแว่นตาส่องเห็นวิญญาณ พร้อมด้วยเด็กในสังกัด และคู่ปรับตัวแสบอย่าง "หมอย่อง" หมอผีสายเดรัจฉานวิชาที่เน้นใช้เล่ห์เหลี่ยมและไสยเวทหลอกลวงต้มตุ๋นผู้คนเพื่อเงินทอง
การแข่งขันชิงเงินรางวัลจึงเปิดฉากขึ้นในป่าช้าและโลกวิญญาณ แต่การจะดึงวิญญาณมาให้คนเห็นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหล่าผีเจ้าถิ่นในป่าช้าต่างพากันรวมหัวแกล้งคน ป่วนพิธี หลอกหลอนหมอผีจอมปลอมจนกระเจิง อีกทั้งดวงวิญญาณของเด็กชายที่ทุกคนตามหากลับมีเงื่อนงำและความลับบางอย่างที่ทำให้ยังไม่อาจไปสู่สุคติได้ หมอเสริมจึงต้องเผชิญหน้าทั้งกับกลโกงและการขัดขวางของหมอย่อง ควบคู่ไปกับการหาวิธีช่วยให้สองแม่ลูกได้ปลดล็อกความผูกพันข้ามภพภูมิอย่างแท้จริง ก่อนที่ความโลภของฝ่ายคนเป็นจะสร้างความวุ่นวายไปมากกว่านี้
กำกับโดย ( Directed by ) : เปี๊ยก โปสเตอร์ ( Piak Poster )
นักแสดง (Cast) : รอน บรรจงสร้าง, จินตหรา สุขพัฒน์ ( Ron Bunjongsang, Jintara Sukkaphat )
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากชีวิตประจำวันอันแสนวุ่นวายของเหล่านักศึกษาคณะศิลปะ เมื่อมีข้อเสนองานจ้างหารายได้พิเศษเข้ามา ในตอนแรกหนุ่มๆ ถึงกับโอดครวญว่าร่ำเรียนวิชาศิลป์มาอย่างหนัก จะให้ลดตัวไปรับจ็อบ "ทาสีศาลพระภูมิ" ได้อย่างไร แต่แล้วอุดมการณ์อันแรงกล้าก็ต้องยอมสยบให้กับปากท้องทันที เมื่อได้ยินว่างานนี้เป็นโปรเจกต์ใหญ่ถึง 124 ห้อง แถมยังมีเงินสดเบิกล่วงหน้าให้ถึงหลักหมื่นบาท ทำเอาเปลี่ยนใจกระโดดรับงานกันอย่างพร้อมเพรียง
ทว่าความป่วนไม่ได้หยุดอยู่แค่งานทาสี เมื่อเรื่องหัวใจของหนึ่งในสมาชิกแก๊งเริ่มส่อแวววุ่นวาย เพราะดันไปหลงรักสาวสวยที่เป็นถึงลูกสาวของ "ท่านกำนัน" ผู้ทรงอิทธิพลและแสนจะดุร้าย งานนี้พระเอกของเราจึงต้องหนีบเอาเพื่อนซี้ร่วมแก๊งไปช่วยเปิดตัวสู่ขอถึงบ้าน แต่แทนที่เพื่อนจะช่วยเจรจา กลับปล่อยมุกกวนประสาทและพูดจาขวานผ่าซากจนท่านกำนันของขึ้น ผลลัพธ์คือทั้งคู่ต้องซมซานกลับมามหาวิทยาลัยในสภาพสะบักสะบอม หัวร้างข้างแตกและใส่เฝือกคอกันคนละอัน เรียกเสียงหัวเราะและคำแซวจากเพื่อนทั้งคณะ
ท่ามกลางความเปิ่นและวีรกรรมเจ็บตัว หนังยังสอดแทรกปรัชญาความรักฉบับเด็กศิลป์สุดโรแมนติกที่เปรียบความรักเหมือน "ลูกตะกร้อ" ซึ่งประกอบด้วยเส้นหวายที่ร้อยรัดผูกพันกันแน่นหนา มีทั้งจังหวะที่อ่อนโยนและแข็งกร้าว เคล้าคลอไปกับบรรยากาศค่ายรับน้องรอบกองไฟอันอบอุ่น ที่สะท้อนทั้งมิตรภาพ เสียงหัวเราะ และความผูกพันของวัยรุ่นยุคนั้นได้อย่างมีเสน่ห์และน่าติดตามเป็นที่สุด
ตัวอย่างภาพยนตร์ กลิ่นสีและกาวแป้ง ภาค 2 ตอน จีบสาว จิ๊-จ๊ะ