Login | Register
Forgot your password?

A password will be emailed to you.

Our Rating
Your Rating

อาข่าผู้น่ารัก

Spread the love
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เบื้องหลังบรรยากาศสุดประทับใจ…อาข่าโมเดลลิ่ง…และการใช้หัวใจกำกับฯ

…จากการเดินทางไปหาข้อมูล ก็ถูกพัฒนาไปจนถึงการเสาะหาหาสถานที่ถ่ายทำที่มีบรรยากาศสวยงาม ด้วยความปราณีต การสร้างฉากที่เหมือนสภาพจริงที่ชาวเขาดำรงชีวิตกัน และการนำชาวเขาในท้องถิ่นมาร่วมแสดง ด้วยอยากให้ทุกอย่างถูกถ่ายทอดออกมาเป็นไปอย่างสมจริง เรื่องราวต่างๆถูกเรียงร้อยออกมาจากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปคลุกคลีเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของคนในชุมชน ภาพที่บรรจงสร้างออกมาผสมกับกลิ่นไอของทิ่วเขาในภาคเหนือ และบรรยากาศที่เหล่าชุมชนชาวเขาร่วมกันสรรค์สร้าง ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาตรงตามความคิดที่ผู้กำกับวาดไว้

“ที่วาดภาพเอาไว้ในหัวคือต้องเป็นเขาโล่ง ๆ มีทะเลหมอกจาง ๆ ซึ่งจุดที่เราถ่ายทำห่างจากตัวเมืองอยู่สามชั่วโมง ต้องเดินทางข้ามเขาอยู่หลายลูก ซึ่งเรากับทางทีมงานก็ไปเจอภูเขาโล่งๆที่สวยมาก แล้วก็ยกพลกันเตรียมตัววางแผนการถ่ายทำทุกอย่างไปอยู่เป็นเวลา 1 เดือนเต็มเพื่อถ่ายทำ พอไปถึงก็รู้สึกเลยว่าที่นี่ดูเพียวมาก คือเราอยู่ในวิถีชีวิตแบบชาวเขาจริง ๆ ไม่ได้ถูกปรุงแต่งอะไรเลย ทุกอย่างเพียวมากเหมือนเราได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น คือถ่ายหนังเสร็จก็กินนอนที่นั่นเลย พอครบอาทิตย์ก็ต้องขับรถ 4 WD มาในตัวเมืองเพื่อซื้ออาหารสดกลับขึ้นไป ตกกลางคืนอากาศจะหนาวเย็นมาก ขนาดซุกตัวในถุงนอนที่อุ่นที่สุดแล้วบวกกับเสื้อหนา ๆ อีก 1 ตัวก็ยังไม่อาจต้านความหนาวได้ ยิ่งตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุด ตื่นเช้าขึ้นมาแปรงฟันต้องเจอกับลมหนาว น้ำที่ใช้ล้างหน้าหรือแปรงฟันก็เหมือนเพิ่งเอาออกจากตู้แช่แข็ง เรียกว่าถ้าทุกคนไม่มีความตั้งใจจริงในการทำหนังเรื่องนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ได้ คงยอมแพ้ตั้งแต่วันแรกแล้ว”

…อีกหนึ่งองค์ประกอบที่เป็นจุดสำคัญ คือผู้กำกับหญิงคนนี้ตั้งใจให้ทุกอย่างดูเป็นเรียลลีสติก ดังนั้นเรื่องภาษา บรรยากาศโดยรวม และวิถีชีวิตของตัวละครในเรื่อง จึงต้องดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ทุกองค์ประกอบของหนังจึงเป็นของจริง ไม่ว่าจะเป็นบ้านช่องของชาวเขา หรือรวมไปถึงนักแสดงบางส่วนในเรื่องที่เป็นชาวเขาแท้ ๆ หรือเรียกได้ว่าเป็นระบบ “อาข่าโมเดลลิ่ง” และนี่คืออีกหนึ่งสีสันที่ผู้กำกับหวังว่าจะเป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มให้กับหนังเรื่องนี้

“เรื่องของภาษาก็ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะเราเซ็ทให้ทุกอย่างถ่ายทอดถึงวิถีชีวิตของชาวเขาจริง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องเอาชาวเขาจริง ๆ มาเล่น เราก็เอารถกระบะไปรับจากอีกหมู่บ้านหนึ่งมา เหมือนระบบโมเดลลิ่งเลยนะ ที่ต้องทำแบบนี้ต้องบอกเลยว่าพี่ไม่ชอบทำอะไรที่มันไม่เรียลิสติก ก็ต้องให้ชาวเขาเล่นเป็นตัวเขาอยู่แล้ว เช่นนั่งอยู่กับขอนไม้ นั่งอยู่กับเตาผิง เวลานั่งชงกาแฟ ดูดยาเส้น ก็เป็นตัวเขาเลย ตอนแรกก็สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ยังไม่คุ้นเคยกัน คือการทำงานกับผู้ใหญ่หรือเด็กชาวเขาทุกคน ต้องทำงานผ่านล่าม แต่เด็กบางคนก็สามารถพูดไทยได้ มีดื้อ มีซนบ้าง เล่นบ้าง กลัวเราบ้างแต่หลัง ๆ กลายเป็นสนิท รักและผูกพันกันมากแทบจะนับญาติกันไปเลยทีเดียว”

…นอกจากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสุขที่มาจากความน่ารักของตัวละคร “หมี่จู” ผู้กำกับยังสอดแทรกเรื่องวิถีการดำเนินชีวิตของชาวเขาท่ามกลางความเจริญของชาวกรุง ความเหงาความเดียวดายเมื่อชาวเขาเหล่านั้นต้องพลัดพรากกัน สิ่งที่โหยหาคือการได้กลับมาอยู่รวมกันในครอบครัวในชุมชนของตนเอง ในเรื่องราวเหล่านี้ เป็นเหมือนกระจกเงาที่สะท้อนกลับมาถึงตัวผู้กำกับ ว่าไม่ต่างอะไรจากตัวเขา ที่อยู่ท่ามกลางความเจริญที่แสนจะวุ่นวาย เมื่อใดที่รู้สึกสับสนและทุกข์ใจ สิ่งที่ประโลมชีวิตให้ดีขึ้นได้คือ ครอบครัว นั่นคือสิ่งที่ตัวผู้กำกับตั้งใจให้ทุกคนได้แง่คิดตรงนี้ติดตัวกลับไป

“คาดหวังว่าคนดูจะได้ในแบบที่เราได้ในแบบที่เราได้กลับมาจากตอนทำหนังเรื่องนี้ คือเราต้องการนำเสนอในมุมของครอบครัว พูดถึงความรัก ก็ในเมื่อไม่มีธุระที่จะต้องจากกัน ไม่มีความตายมาพราก แล้วทำไมไม่อยู่ซะด้วยกัน จะไกลจากไปทำไมให้คิดถึง ชีวิตชาวเขาส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ รวมไปถึงคนในเมืองก็เช่นกัน ที่มักมองข้ามความสำคัญของครอบครัว บางทีรู้สึกว่าตัวเองก็คล้าย ๆ หมี่จู คือตอนที่ทำเราไม่คิดว่าตัวเองอินขนาดนี้ แต่ว่าตอนนี้รู้สึกว่าที่หมี่จูกำลังพูดก็จริง คือตัวเราก็โหยหาครอบครัว โหยหาความรักที่แท้จริง แต่นี่ก็คือสิ่งที่ทุกคนโหยหาไม่ใช่เหรอ”


Spread the love
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Reviewed by admin on 16 มิถุนายน 2018