Our Rating
Your Rating

สันติ วีณา 2519

สันติ วีณา พ.ศ. 2519

จากมุมมืดของชีวิต
รักสูงค่า ของเขา และเธอ
เบิกบานแจ่มใส ชั่วฟ้าดินดับ

สันติ วีณา

ทุกหัวใจรู้จักรัก แต่น้อยรายนัก จะรู้จักพลีหัวใจ

เรื่องย่อ..

สัญญาณอรุณ ทาบขอบฟ้าแล้ว แสงอ่อนฉาบไล้ทิวเมฆสดใส และยอดไม้อบอุ่นทุกชีวิตเริ่มตื่น ผวาเกือบจะพร้อม ๆ กัน ไม่มีใครสักคนที่จะยอมคุดคู้อยู่อีก เมื่อความรอดของชีวิตขึ้นอยู่กับคันไถและทุ่งกว้าง

นิยายของ “สันติ-วีณา ได้เริ่ม ขึ้น ณ.ละแวก “วัดเขาน้อย” นี้ เสริม พ่อหม้ายมีลูกชายคนเดียว กําพร้าแม่ซึ่งประสบกับอุบัติเหตุ ภูเขาพังครืนลงมา ตายคาที่ แต่ชีวิตของ “สันติ” รอดมาได้ อย่างหวุดหวิด แม้จะต้องเสียนัยน์ตาทั้งคู่ไปเพราะอุบัติเหตุนั้น เสริมก็ยังพอใจ เพราะเขายังเชื่ออยู่ว่า สักวันหนึ่งนัยน์ตาอันมืดมนของลูกชาย สุดสวาท จะกลับ คืนคงเดิมมาอีก

ทุกเช้าที่อรุณรุ่ง ซึ่งพ้นฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว เสริมจะพาสันติลูกชายออกไป ชวนให้สันติ ไปโรงเรียนด้วยกัน วีณา เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีวัยไล่เลี่ยกับเขา ที่ทําให้เขามีความชุ่มชื่นใจอย่างประหลาด ดังนั้นสันติจึงไม่อิดเอื้อน เขาบอกกับพ่อแล้วก็ผละไปหาวีณา พร้อมทั้งขลุ่ยของเขา เด็กสาวไม่มีกิริยารังเกียจแต่อย่างใดเลย ที่จะต้องมีภาระคอยจูงให้สันติเดินเคียงข้างไปโรงเรียนด้วยกัน

แต่เมื่อมาถึงโรงเรียนแล้ว วีณา ก็ให้สันตินั่งซุกอยู่มุมห้องข้าง ๆ ส่วนวีณาเองเข้าห้องเรียนไปตลอดเวลาเหล่านี้ ไกรเด็กนักเรียนชายอีกคนหนึ่งมองเห็นแต่ต้น เขาเป็นเด็กที่อยู่ในละแวกเดียวกันและติดจะเหลือขออยู่ไม่น้อย โดยที่เขามีแต่แม่เพียงคนเดียว ผิดกับวีณาผู้ซึ่งมีพ่อและแม่อยู่พร้อมหน้า จึงพยายามอบรมลูกสาวคนเดียว ให้อยู่ในกรอบของความดีงามตลอดเวลา ฉะนั้นไกรจึงชอบที่จะตอแยไม่ว่า เขาผู้นั้นจะเป็นใคร หรือแม้ที่สุดกับสันติ เด็กผู้ตาบอดทั้งสองข้าง และขลุ่ยอันเป็นที่รักยิ่งของ สันติ ก็หักไปคามือของไกร ในวันนั้นเอง

“สันติ สันติ” พระภิกษุวัยชรา ซึ่งชาวละแวกวัดเขาน้อย พากันเรียกว่า “หลวงตา” ส่งเสียงเรียกในเช้าวันต่อมา ขณะที่เดินรับบาตร ผ่านมาถึงหน้าบ้าน ของเสริม และเห็นสันติยืนอยู่คนเดียวที่หน้าบ้าน เด็กน้อยผู้น่าสงสาร จําเสียงได้อย่างแม่นยํา จึงเดินมาตามเสียงอย่างคุ้นชิน
“หลวงตาไปไหนเสียนานครับ. ” ไม่เห็นมาบ้านผมเลย..” สันติถามด้วยความสงสัย
“ไปธุดงค์มาหลาน เป็นยังไงตาของหลานค่อยยังชั่วไหม”

ก่อนที่สันติจะเอ่ยปากตอบ เสริม ก็เดินมาและได้ยินคําถามของหลวงตาพอดี จึงตอบแทน “เห็นจะไม่มีทาง หรอก ขอรับหลวงตา…รอดตายมาได้ก็ เป็นบุญแล้ว”
หลวงตาถอนหายใจยาวด้วยความ เวทนา “เอาอย่างงี้ดีกว่านะ นึกว่าช่วยกัน อาตมาขอบิณฑบาตสันติได้ไหม จะเอาไปเลี้ยงให้ เขาจะได้สนใจกับใบบุญศาสนา ซึ่งบางทีบุญกุศลช่วย ตาของสันติอาจจะหายได้บ้าง”

เสริมนิ่ง ซึ้งด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ถึงแม้จะรู้ดีว่า หลวงตามีความปรารถนาดี เพียงไรก็ตาม แต่ความรักและเป็นห่วงลูก ทําให้เขาไม่อยากให้ห่างไปเท่านั้น หากทว่าขณะนี้เองสันติก็เอ่ยขึ้น ขอให้พ่อปล่อยเขาไปเถอะ เพราะเขาก็หวังว่า เพื่อสักวันหนึ่งนัยน์ตาของเขาจะหาย แล้วจะได้กลับมาช่วยพ่อทํางาน เสริมได้ยินดังนั้นก็ตื้นตันใจ และเห็นความสมัครใจเช่นนั้น จึงรับปากตกลง หลวงตาจึงได้นัดวันมารับ แล้วเดินผละไป

ร่างของภิกษุผู้ทรงศีลลับไปแล้ว เสริมหันมาถามลูกชายคนเดียวว่า ทําไมเขาไม่คิดถึงพ่อหรอกหรือ สันติบอกว่า ทําไมจะไม่คิดถึง แต่พ่อจะได้ไม่ต้อง เป็นห่วงเขา เสริมได้ฟังเหมือนมีก้อนสะอึกมาจุกอยู่ที่คอจนตีบตัน ต้องผละเดินออกไป ปล่อยให้สันติเดินเล่นอยู่คนเดียว

“สันติ สันติ”วีณาเรียกขึ้นทันที เดินมาที่ลอบฟาง และเห็นสันติยืนอยู่คนเดียว พอเห็นสันติเหลียวหน้า วีณาก็เป่าขลุ่ยซึ่งถือติดมือมาด้วย จนสันติสะดุ้ง และสงสัยจนต้องถามว่า เอาขลุ่ยมาจากไหน วีณาจึงบอกว่าขอน้ามา เอามาให้สันติยังไงล่ะ

สันติขอขลุ่ยมาลองเป่าฟังเสียงอยู่ครู่หนึ่ง ก็บอกว่าดัง และดีกว่าอันเก่าของเขา ซึ่งถูกไกรทําหักไป แล้วสันติก็เล่าให้ฟังว่า จะไปอยู่กับหลวงตาที่ถ้ำ วีณาอดซักต่อไม่ได้ว่า ไม่คิดถึงพ่อหรือ สันติตอบ เช่นเดียวกับที่บอกพ่อ วีณาจ้องมองดูเพื่อนชายของเธอด้วยความ สงสารจับใจ…และก่อนที่จะได้คุย อะไร กันต่อไป เสริมออกมาเห็นลูกชายถือ ขลุ่ย อดถามไม่ได้…สันติ จึงบอกว่า “วีณาเขาให้”

ตลอดเวลาที่อยู่ในถ้ำกับหลวงตา สันติได้รู้จัก หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างด้วยมือสัมผัส จับรูปทรงของพระพุทธรูป..สวดมนต์ไหว้พระ สานตะกร้ากระจาดในยามว่าง และที่สุดก็คุ้นชินกับเสียงหินทลายที่หล่นลงมา กึกก้องถ้ำอยู่ เป็นนิจสิน โดยไม่มีอันตรายอย่างไร และเมื่อภายในถ้ำมีงานประจําปี สันติก็เอาตะกร้ากระจาด และเครื่องจักรสานมาวางขาย แต่ก็ไม่วายที่จะเจอเอาความเกเรของไกรเข้าอีก

วันเวลาผ่านไปเหมือนมีปีก จากวันเป็นเดือน เป็นปีและพาเอาความ เปลี่ยนแปลงโบยบินไปด้วย สามชีวิต… สันติวีณาและไกรต่างเติบโตขึ้นสู่วัย หนุ่มสาวพร้อมกัน ความสนิทสนม ระหว่างสันติกับวีณา ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา วีณาไปมาหาสู่สันติที่ถ้ำเป็นนิจสิน จึงนับวันแต่จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น…เช่นเดียวกับไกร ซึ่งความเกกมะเหรกในวัยเด็กได้สอนให้เขา พกเอาความเป็นนักเลงไว้ เต็มตัว

เสียงเพลงลอยกระทงของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ซึ่งมาร่วมชุมนุมกันที่ลําคลอง ข้างหมู่บ้านในเทศกาล วันเพ็ญเดือนสิบสองดังลอยมาตามลมที่โรยตัว พร้อมกับความเยียบเย็น ทุกคน สนุกสนาน แจ่มใสร่าเริง…วีณาซึ่งโตเป็นสาวแล้วก็ร่วมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยแต่เธอเล่น และร้องเพลงได้ชั่วขณะหนึ่งก็ผละมา เพราะ ใต้ร่มไม้ริมคลองด้านหนึ่งเธอได้พาสันติ มาเที่ยวและนั่งเป่าขลุ่ยอยู่คนเดียว

หญิงสาวพรรณนา ถึงความสนุกที่ เธอได้รับ และความสวยงามของกระทงให้สันติฟัง…เสียงเพลง ลอยเรือ- ลอยกระทง”ดังขึ้นอีก สันติเงี่ยหูฟังอย่างสน ใจ ครั้นแล้วเขาก็สะดุดใจเมื่อได้ยินเนื้อเพลงของเพลงตอนหนึ่ง “ต่างคนหมาย ปองครองรักร่วมกัน” จนอดใจไว้ไม่ได้ ต้องเอ่ยปากถามวีณา หญิงสาวอึ้งไปชั่วขณะ จึงได้บอกว่าความรักเป็นธรรมชาติ เป็นประเพณีของหนุ่มกับสาว สันติถามสวนขึ้นมาทันทีว่า ถ้าอย่างนั้น เขากับเธอล่ะ จะรักกันได้ไหม..วีณา ไม่กล้าเอ่ยปากแต่อย่างใด…หากแต่เธอ โน้มใบหน้าของชายหนุ่มมาจูบ…และนั้น คือจุดเริ่มต้น ความรักของหนุ่มผู้อาภัพ กับสาวผู้มีใจงาม และพร้อมด้วยความ เป็นกุลสตรี

ค่ำวันนั้นสันติกลับถ้ำ ด้วยความอิ่มเอิบใจในรสรักที่เพิ่งผ่าน และท่วมท้นอยู่ในหัวใจของเขา เขาประคองดอกไม้ที่วีณาให้ไว้ขึ้นมาจูบ เหมือนจะรําลึกถึงเจ้าของ กิริยาอาการ ของสันติไม่รอดสายตาของหลวงตา ซึ่งรู้ได้ทันทีว่า เจ้า หลานชายได้ตกอยู่ในอารมณ์พิศวาส เสีย แล้ว ความสงสารในความพิการของสันติ จึงท่วมท้นขึ้นมาอีก จนต้องถามขึ้นว่า ถ้าหากตาหายดีแล้ว เขาจะทําอะไร…ชาย หนุ่มได้แต่บอกว่า เขายังไม่ได้คิด…แต่ หลวงตาก็พูดสวนขึ้นว่า ขอให้บวชเสียก่อน บวช…สันตินอนท่องอย่างฉงนใจ และไม่วายยกดอกไม้ดอกนั้น ขึ้นมาจูบ และกอดไว้กับอก

วีณายังคงไปมาหาสู่ที่ถ้ำเช่นเคย.. ทุกวันก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า สันติจะนั่งเป่าขลุ่ย รอคอยการมาของวีณาอยู่ บนก้อนหินข้างๆ ถ้าบรรยากาศบริเวณ นั้นจึงเป็นเสมือนสวรรค์ ของคนอาภัพ เช่นสันติและเป็นความแช่มชื่นของหญิงสาวที่เธอคิดว่าจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว แต่ทว่า….พฤติการณ์เหล่านี้ ก็ล่วงรู้ไปถึง หูของผู้บังเกิดเกล้าของวีณาจนได้ เมื่อนางแช่มแม่ของไกร มาเป่าข่าวนี้ถึงบ้านด้วย เจตนาที่จะขอวีณาให้กับไกร ซึ่งรบเร้าอยู่ทุกวี่วัน..นางแช่มเพียรมาพูด ถึงความเสื่อมเสียของหญิงสาว ที่แล่ไปหาชายหนุ่ม สาธยายความดีงามของลูกชายหัวโจก จนกระทั่งมารดาของวีณาเห็นงาม คล้อยไปด้วยทั้งคู่จึงเข้าสู่พิธีหมั้นตามประเพณี และพร้อมกันนั้นวีณาก็ถูกกักให้อยู่แต่ในบ้านด้วย

เสียงขลุ่ยจากแรงลมเป่าของ สันติ ในเย็นวันนั้น ลอยไปตามลมอย่างอ้อยอิ่ง…เพื่อคอยการมาของวีณา.. หญิง คน รัก..แต่อนิจจา…เขาไม่มีโอกาสจะล่วงรู้ ได้เลยว่า บัดนี้วีณาได้ถูกข่ายประเพณี ครอบคลุมไว้แล้วอย่างดิ้นไม่หลุด..ชายหนุ่มมีแต่ความประหลาดใจเท่านั้น ที่ไม่เห็นวีณามาตามเวลาที่เคย จนความมืดแผ่คลุมไปทั่วบริเวณนั้น สันติก็ยังคงนั่งคอยอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกสับสน….วัน หนึ่งก็แล้ว…สองวันก็แล้ว.วีณาไม่ได้มา ให้เขาสัมผัสและลูบไล้ด้วยความสุขสงบ สันติเริ่มคิดเตลิดต่อไปว่า บางที่ความอาภัพของเขานี่กระมัง ที่ทําให้หญิงสาว นอกใจเขา แทนที่จะปฏิบัติอย่างเคย… แต่กระนั้นสันติก็ไม่วายที่จะมานั่งเป่าขลุ่ย รอคอยการมาของวีณา…สักวันหนึ่ง เธอ คงมาหาเขา..ชายหนุ่มครุ่นคิดเช่นนี้

เหมือนกับคําพังเพยที่ว่า “ความรักเหมือนโคลึก” ถึงแม้ว่าวีณาจะถูกกักขังและกวดขันอย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเธอก็หาโอกาสได้ และช่วงเวลานั้นเองที่หญิง สาวได้โลดแล่นมาหาสันติ พร้อมด้วยห่อเสื้อผ้า วีณา เล่าความเป็นมาให้ฟังทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง และชวนให้สันติพาเธอหนีไปอาศัยอยู่กับน้าของเธอก่อน… และนั่นเองคือการตัดสินใจของสันติ และทิ้งถ้ำและหลวงตา ไป..ไปด้วย ความ รักท่วมท้นหัวใจ…ด้วยความปรารถนา ของ ธรรมชาติอันร้อนแรง

ข่าวการหายไปจากบ้านของวีณา.. ทําให้ไกรเป็นเดือดเป็นแค้น และเดา เหตุการณ์ ได้ทันทีว่า วีณาจะต้องไปหาสันติ ไกรออกตามทันที แล้วเขาก็พบ หนุ่มสาวอย่างจัง โทสะจิตครอบงําความ รู้สึกชั่วดีของไกรจนทําให้เขาลืมไปว่าสันตินั้นตาบอด ชายหนุ่มโดดเข้าชกสันติ อย่างไม่ยั้ง…หนุ่มผู้อาภัพจึงได้แต่ป่ายเปะปะไปตามเพลง…ส่วนวีณา เมื่อเห็นเหตุการณ์รุนแรงจนเธอไม่สามารถจะเข้าช่วยได้ หญิงสาวจึงผละวิ่งไปบอกหลวงตาทันที และก็ทันกับเหตุการณ์ก่อนที่สันติ จะขย้ำคอของไกร เสียให้ยับไปกับมือ หลวงตาก็เข้ามาห้ามไว้ได้ และก็เหลือที่จะทักทานได้ เมื่อทั้งสันติและวีณายืนยันที่จะหลบหนีไปด้วยกันต่อไปในคืนวันนั้น สันติไปแล้วไปโดยไม่รู้สึกว่าของที่เขารักที่สุดนั้นกลิ้งอยู่บนพื้นดิน หลวงตาก้มลง เก็บมันไว้ ขลุ่ย…นั่นเอง

แต่แล้วทั้งสันติและวีณา ก็หนีไปไม่พ้นจากการติดตามของไกรและพ่อของ วีณา…และเมื่อวีณาถูกฉุดไปนั้น สันติถูกไกรชกเสียสลบกับที่ จนคนขับเกวียน ต้องพาไปส่งที่ถ้ำ…หลวงตา จึงต้องประคบประหงมสันติและปลุกปลอบใจเขา ให้คลายความเศร้าสลดที่ยังฝังแน่น อยู่ในจิตใจของชายหนุ่ม สันตินั่งเป่าขลุ่ยอยู่บนก้อนหินข้าง
ถ้ำด้วยใบหน้าหม่นหมอง เขารู้ดีว่าวันนี้ เป็นวันแต่งงานของวีณา เพราะหลวงตา บอกกับเขาก่อนที่จะไป ประกอบพิธี…. ชายหนุ่มนึกถึงเหตุการณ์ ในชีวิตของเขา แต่ต้นจนได้พบกับความรัก และความ ผิดหวัง รวมทั้งคําสอนของหลวงตา ที่ ” พร่ําเตือนให้เขาเสียสละ…อารมณ์ ของชายหนุ่มอลเวง และปวดร้าวใจจนกระทั่ง นั่งต่อไปไม่ได้ เขาฟาดขลุ่ยจนหักยับไปกับมือแล้วเดินโผเผกลับเข้าไปในถ้ำ หูของเขาอื้ออึง ด้วยคําพูดของวีณา ของหลวงตา จนเขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหิน ที่หล่นร่วงลงมาอยู่ข้างหน้า เขาเดินที่อเข้าไปหามัน ไม่ได้ยินแม้หลวงตา ซึ่งกลับจากบ้านของวีณาแล้วและมาทันเหตุการณ์พอดี สันติกําลังเดินเข้าไปหาความตายอย่างไม่มีปัญหา ความเป็นห่วง ชายหนุ่มทําให้หลวงตาวิ่งเข้าไป เพื่อจะ ฉุดสันติ…แต่อนิจจาวินาทีนั้นเองก้อนหิน ก็พรั่งพรูลงมาอีกอย่างหนัก

สันติรู้ตัวอีกครั้ง เมื่อสายตาของ เขาเบิกกว้างออกมา พบ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เขาแทบไม่เชื่อตัวเองว่า ตาของ เขาหายแล้ว….หายจากบอดแล้ว ชายหนุ่ม หัวเราะก้องออกมาราวกับคนบ้า..แต่จะมี ประโยชน์อะไร ในเมื่อเขาได้ความสว่าง ของดวงตากลับคืนมาพร้อม ๆ กับเขาต้อง ศูนย์สิ้นหลวงตาผู้เป็นเสมือนร่มโพธิ์ ของ เขาไปอย่างไม่มีวันกลับ

นักแสดง:

นาท ภูวนัย สันติ
นัยนา ชีวานันท์ วีณา
สมภพ เบญจาธิกุล ไกร
มารศรี ( สันติ วีณา )  
เสถียร ธรรมเจริญ  
จวง ( สันติ วีณา )
Reviewed by admin on 12 ตุลาคม 2018