มันจะเป็นไปได้หรือ…ที่เราจะรักใครโดยที่ไม่กลัวการสูญเสีย

แล้วจะเป็นอย่างไร…ถ้าเราจะอยู่โดยที่ไม่รักใครเลย

เมื่อความรักคือจุดเริ่มต้น และทุกคนต้องสัมผัส

“รักแห่งสยาม”

เรื่องราวหลากรักกับหลายชีวิต

ภาพยนตร์รักโรแมนติกที่เชื่อกันว่าดีที่สุดแห่งปี ผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

22 พฤศจิกายนนี้ คนมีรักทุกคนจะมีหวังตลอดไป

 

เรื่องราวอบอุ่นเริ่มขึ้น เมื่อสายลมหนาวแห่งฤดูกาลโพยพัดมา… ณ ที่แห่งนี้…สยาม แห่ง รัก

“โต้ง” (มาริโอ้ เมาเร่อ) เด็กชาย ม.6 หน้าตาดี มีแฟนสวยเสียจนเพื่อน ๆ และผู้ชายทั้งสยามสแควร์จะต้องอิจฉา

…แต่ใครเลยจะรู้ว่าความสดใสและน่ารักของ “โดนัท” (อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) สำหรับโต้ง เริ่มจะกินไม่ได้เสียแล้ว

…โต้งเริ่มตีตัวออกห่างโดนัทและเริ่มค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตัวเอง

…ในขณะที่ “มิว” (วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล) เด็กชายวัยเดียวกันผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีก็กำลังทุ่มเทความรักให้กับเสียงเพลงและวงดนตรีของตัวเอง

…มิวเป็นเด็กผู้ชายขี้เหงาที่ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักมานานแสนนาน ตั้งแต่อาม่าตายจากไป

…ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับโจทย์ “เพลงรัก” ที่มิวต้องแต่งให้กับวง เพื่อนำไปเสนอกับค่ายเพลงใหญ่

…ในเวลาเดียวกับที่ “หญิง” (กัญญา รัตนเพชร์) เพื่อนบ้านของมิวก็คอยให้กำลังใจและแอบมองมิวอยู่ห่าง ๆ แต่มิวก็ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกที่หญิงมีต่อตัวเองเลย

…และแล้ววันหนึ่ง สยาม ก็เป็นที่ที่ทำโต้งและมิวก็ได้เจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ขาดการติดต่อกันมานานตั้งแต่โต้งย้ายบ้านไปตอนเด็ก

…มิวแนะนำโต้งให้รู้จักกับ จูน (พลอย เฌอมาลย์) คนดูแลวงดนตรีของมิวที่หน้าตาเหมือนกับ แตง พี่สาวของโต้งที่หายตัวไปสมัยที่เขายังเด็ก

…โต้งจึงคิดแผนให้แม่ “สุนีย์” (สินจัย เปล่งพานิช) จ้างจูนปลอมตัวเป็นแตงเพื่อมารักษาอาการติดเหล้าและความจำเลอะเลือนให้กับพ่อ “กร” (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี)

…การเข้ามาของจูนอาจทำให้ครอบครัวของโต้งดีขึ้นก็จริง แถมจูนเองก็ได้รับความรักความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไปจูนก็เริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกต้องหรือไม่

…การค้นหาคำตอบให้กับชีวิตของโต้งและการเรียนรู้ในรักของมิว นำไปสู่เรื่องราวความสัมพันธ์ของกลุ่มคนหลายรูปแบบ ทั้งครอบครัวที่เปราะบาง หญิงสาวผู้โดดเดี่ยว เด็กวัยรุ่นแรกรัก และมิตรภาพระหว่างเพื่อน ที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

“เมื่อมีความรัก ย่อมมีความหวัง” นิยามรักในแบบของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

…เราอาจจะเคยได้ยินนิยามรักมานับร้อยนับพัน แต่จะมีนิยามไหนเล่าที่มีความสุขได้เท่านิยามรักของผู้ชายคนนี้ “มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” ผู้กำกับที่อาจจะกำลังทำให้ความรักของใครหลายคนเต็มไปด้วยความหวังตลอดไป กับภาพยนตร์รักโรแมนติก ที่เชื่อกันว่ามีบทที่ดีที่สุด และเต็มไปด้วยเรื่องราวความรักที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้กับทุกคน

“รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความรักที่เกิดขึ้นกับหลายชีวิต หลายกลุ่มคนที่เกาะเกี่ยวและโยงใยกันอยู่ในรูปแบบของความรักที่แตกต่าง ด้วยแรงปรารถนาแห่งรักที่ถูกบ่มเพาะมานานกว่า 4 ปีเต็มของผู้กำกับคนนี้ ถูกขัดเกลาจนกลายเป็นบทภาพยนตร์รักชั้นดี

“รู้สึกว่าอยากทำหนังรักเรื่องหนึ่งที่มันไม่ใช่หนังรักแบบทั่ว ๆ ไป มุมมองความรักในแบบของเราคือ ความรักมันสำคัญกับชีวิตของเรายังไงมากกว่า ถ้าเราไม่กินข้าวเราตาย แต่ไม่มีความรักเราอยู่ได้ แต่ชีวิตจะเป็นยังไง ถ้าไม่มีความรักเลย นี่คือไอเดียแรกที่เราอยากจะทำหนังรักเรื่องหนึ่งที่พูดถึงความสำคัญของรักต่อการมีชีวิต ก็เลยเริ่มเขียนบทรวบรวมเรื่องราวของคนที่ผ่านเข้ามา คนที่เราเคยเจอในความทรงจำ ก็ค่อย ๆ เขียนค่อย ๆ ขัดเกลา ใช้เวลาเรียนรู้อะไรประมาณหนึ่งถึงจะเข้าใจอะไรบางอย่างจนได้เป็นบทหนัง ซึ่งก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เพราะเราก็เขียนไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่หนังยังไม่สร้าง มันก็จะมีเรื่องราวใหม่ ๆ เข้ามาอีก”

…ไอเดียแรกแห่งรักของมะเดี่ยวถูกพัฒนาขึ้นไปพร้อม ๆ กับภาพในหัวที่อบอวลไปด้วยความรักในรูปแบบต่าง ๆ และเรื่องราวส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นที่นี่แห่งนี้ “สยามสแควร์” ซึ่งจะกลายเป็นฉากหลักในเรื่อง “รักแห่งสยาม”

“ทำไมต้อง ‘รักแห่งสยาม’ หลาย ๆ คนจะเข้าใจว่าเป็นหนังโบราณรึเปล่าสยามประเทศ แต่รักแห่งสยามของเราคือสยามสแควร์นี้เอง เหตุที่เป็นสยามสแควร์ เพราะว่าตอนที่เราเริ่มเขียนบท ตอนนั้นจริง ๆ เราเพิ่งอยู่มหา’ลัย อยู่จุฬา แล้วสยามก็เป็นที่ที่ไปประจำ แล้วก็ได้พบเห็นคู่รักมากมาย วัยรุ่นมากมายเต็มไปหมด แม้กระทั่งคนวัยทำงาน คนมีครอบครัวแล้วเค้าก็เดินสยาม มันเป็นสถานที่ในความทรงจำของหลาย ๆ คน เช่นเดียวกับตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ เค้าพบรักกันที่สยาม เค้าอาจจะเลิกกันที่สยาม ไปเที่ยวกันที่สยาม เคยหัวเราะ เคยร้องไห้ เคยมีความสุขกันในสยาม รู้สึกว่าสยามมันคลาสสิค แล้วมันก็ไม่ได้ถูกบอกเล่าในหนังไทยมานานแล้ว ดังนั้นก็เลยใช้สยามเป็นฉากหลังของหนังเรื่องนี้ ซึ่งสยามก็กลายเป็นที่ที่ตัวละครในเรื่องหลาย ๆ ตัวมาเจอกัน และมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย”

…เมื่อตัวหนังสือในบทภาพยนตร์ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนแผ่นฟิล์ม ความหวังของผู้กำกับที่จะได้เห็นความทรงจำในสยามสแควร์ก็เริ่มใกล้เข้ามาทุกที และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อลมหนาวและสีสันของเทศกาลคริสมาสต์เข้ามาปกคลุม และเพลง Silent Night ก็ถูกบรรเลงอย่างครื้นเครงไปทั่วสยาม

“ในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ จะเป็นช่วงฤดูหนาว ช่วงคริสมาสต์ปีใหม่ บรรยากาศและการตกแต่งตึกรามบ้านช่องร้านค้าต่าง ๆ ก็จะประดับประดาไปด้วยไฟและสีสันของวันคริสมาสต์ ก็จะเป็นฉากที่สวยงามอารมณ์หนาว ๆ ที่เราจะได้เห็นในสยาม ซึ่งก็ต้องถ่ายในช่วงนั้นจริง ๆ เพราะเราต้องการฉากหลังแบบนั้น”

…การปักหลักถ่ายทำภาพยนตร์กันที่กลางใจเมืองที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอย่างสยามสแควร์ เห็นจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการควบคุมปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งความชุลมุนวุ่นวายของผู้คนมากมายที่แวะเวียนผ่านเข้ามาทำกิจกรรมในสยาม บ้างก็เดินผ่าน บ้างก็มุงดู บวกกับสภาพของเสียงรบกวนต่าง ๆ รอบด้านที่ทำให้การถ่ายทำค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบาก

“สำหรับการทำงานที่สยามสแควร์ ก็ค่อนข้างยาก เพราะว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เป็นที่ที่คนจากทุกสารทิศจะแห่แหนกันมาช็อปปิ้ง มาเดินเล่น ซึ่งก็ยากที่จะควบคุม แต่ว่าเราก็ซื้อเพราะว่ามันมีความสับสนอยู่ในนั้น มันมีความเคลื่อนไหวมีคนเดินไปเดินมาตลอด ซึ่งถือว่ามันเป็นสีสัน แต่มันก็ยากที่จะควบคุมคน ยากที่จะบล็อคคนไม่ให้มาเดิน ซึ่งเราก็จะเจอทั้งคนที่ไม่ให้ความร่วมมือและคนให้ความร่วมมือดี ๆ อย่างเช่น ร้านพี่เปี๊ยก ดีเจสยาม เค้าก็สนับสนุนให้มาใช้ร้านเค้าถ่ายทำได้ และก็มีอีกหลายร้าน

และซีนที่ยาก ๆ อีกซีนหนึ่งก็คือ ซีนที่ลานน้ำพุเซ็นเตอร์พอยต์เลย ซีนนั้นเป็นซีนอารมณ์ของมาริโอ้กับเบสท์ที่บอกเลิกกันที่สยาม แล้วลำบากมาก เสียงดังจากจอเช็คเกอร์สกรีนหน้าเซ็นเตอร์พอยต์ ทั้งทีมงานและนักแสดงไม่มีสมาธิเลย เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลา Prime Time ช่วง 6 โมง-ทุ่มหนึ่ง คนก็เยอะมาก แห่มามุงดู นักแสดงก็ต้องทำงานหนักมาก เพื่อจะรักษาสมาธิให้จนหมดซีน ก็ถือว่าเป็นซีนที่เหนื่อยจริง ๆ เหนื่อยแต่ก็คุ้ม”

อยากให้รู้ว่าเพลงรัก…ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้

…นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นคนเขียนหนังทำหน้าที่เดียวกับคนเขียนเพลง นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นหนังดี ๆ ที่ใช้บทเพลงในการตีแผ่ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้นจนจบ และนานเท่าไหร่แล้วที่เพลงรักไม่ได้ถูกพูดถึงในภาพยนตร์ไทยเท่าที่ควร

“รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกแห่งปีที่มีเพลงรักน่าจดจำหลายเพลง จนไม่อาจปฏิเสธว่า มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักแต่งเพลงคนนี้ กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงและวงการภาพยนตร์ไปพร้อม ๆ กัน กับผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ไพเราะและซึ้งกินใจ และยิ่งไปกว่านั้นเพลงทุกเพลงกำลังบอกเล่าความรู้สึกของตัวละครเอกได้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดและการเติบโตขึ้นของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง

“จริง ๆ แล้ว เพลงทุกเพลงเหมือนเขียนขึ้นเพื่อหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะมีตัวละครของมิวเป็นตัวที่ถ่ายทอดเพลงเหล่านี้ออกมา มิวจะเป็นคนที่เล่าความรู้สึกตัวเองผ่านบทเพลงที่ตัวเองเขียนขึ้นมา ไม่ว่ามิวคิดอะไรอยู่ มิวต้องการจะบอกอะไรกับใคร มิวก็จะใช้เพลงสื่อ เหมือนฉากที่อาม่าเคยบอกมิวตอนเด็กว่า เรียนไว้เถอะดนตรี วันหนึ่งมันจะใช้บอกอะไรกับคนอื่น ถ้าเราไม่กล้าบอกอะไรตรง ๆ” มะเดี่ยวกล่าว

…เพลงแรกที่เราจะได้ยินในหนังก็คือเพลง “Ticket” ซึ่งมันจะเป็นเพลงแรกที่เล่าว่า มิวเป็นนักร้อง และเพลงของเขาเพลงนี้ก็กำลังดัง ฮิตติดชาร์ตและถูกเปิดในคลื่นวิทยุมากมาย

“เพลงนี้จะออกมาในช่วงที่เล่าถึงการจากลาของมิวกับครอบครัวโต้งที่ย้ายบ้านออกไป แล้วก็ดำเนินต่อมาจนมิวโต เป็นเพลงที่แนะนะตัว ‘วงออกัส’ และตัวมิว ซึ่งเนื้อเพลงมันก็จะมีนัยยะถึงความรัก แต่มันไม่ได้พูดตรง ๆ ใช้การเปรียบเปรย ซึ่งในเรื่องเพลงนี้ก็จะเป็นเพลงดัง ที่ขึ้นอันดับหนึ่ง แต่ว่าโปรดิวเซอร์คือพี่อ๊อด เค้าอยากได้เพลงที่มันพูดถึงความรักแบบตรง ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องอ้อม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำให้มิวต้องมาคิดแล้วล่ะว่าความรักในมุมมองมิวมันคืออะไร”

…เพลงที่เล่าความรู้สึกของมิวในช่วงเวลาต่อมา ผู้กำกับบอกเล่าความพิเศษว่าเป็นเพลงที่น้องพิช วิชญ์วิสิฐ์ หิรัญวงษ์กุล ผู้รับบทมิว เป็นคนลงมือแต่งเนื้อร้องและทำนองด้วยตัวเองในเพลงที่มีชื่อว่า “รู้สึกบ้างไหม” น้องพิชเล่าให้เราฟังถึงการมีส่วนร่วมในการทำเพลงนี้ว่า

“โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว สำหรับเรื่องนี้ก็ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกับงานเพลงด้วย ก็คือเพลง รู้สึกบ้างไหม พิชแต่งเนื้อร้องและก็ทำนองเอง แต่ในเรื่องของดนตรีตรงนี้จะยกให้พี่มะเดี่ยวเป็นคนทำให้ครับ เพลงนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนครับ เพื่อนกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความรัก เค้าก็โทรมาปรึกษาเรา แล้วเราก็ช่วยเค้า เราก็เลยได้ไอเดียสำหรับเพลงนี้มาครับ”

“เพลงนี้พูดถึงคนที่ไม่ได้เจอกันนาน จากกันไปนานแล้วก็รู้สึกเหมือนมันไม่มีความสุขเลย พิชก็ใช้คำดีนะ เป็นคำถามว่ารู้สึกเหมือนกันรึเปล่า ว่าตอนที่อยู่ด้วยกันมีความสุขนะ ในเรื่องมิวก็เขียนเพลงนี้ขึ้นมาเหมือนตั้งใจจะถามคน ๆ หนึ่ง มันก็เล่าเรื่องได้ค่อนข้างดี” ผู้กำกับเสริม

…และเพลงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเพลง “กันและกัน” เพลงที่เป็นเหมือนแกนสำคัญในชีวิตของมิวกับสิ่งที่มิวกำลังค้นหาอยู่นั่นก็คือ “ความรัก”

“เพลงนี้เหมือนเป็นเพลงบอกรักหนึ่งเพลง แต่บอกรักในฐานะของคนที่เขียนเพลง เป็นการบอกความในใจแบบตรง ๆ เลย ถ้าบอกว่าเพลงนี้แต่งให้เธอเธอจะเชื่อไหม มันอาจไม่เพราะเหมือนเพลงอื่น ๆ หรอก แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกพิเศษที่อยากให้รู้ว่า เพลงนี้เป็นเพลงของเธอนะ ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นแต่งขึ้นมาได้ยังไง แต่นานแล้ว แต่ก็แต่งเพื่อตอนเขียนบทเรื่องนี้แหละ”

“ต่อมาเพลง ‘คืนอันเป็นนิรันดร์’ เพลงนี้แต่งตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี 2 เคยใช้ประกอบละครเวทีที่คณะนิเทศศาสตร์ที่จุฬา ซึ่งออริจีนัลเวอร์ชั่นของเพลงนี้ จะเป็นเสียงของพี่ลูกหว้า (วงดูบาดู) เป็นคนร้อง แต่พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้มันก็จะเป็นเสียงของน้องเพชร-ภาสกร วิรุฬห์ทรัพย์ นักร้องยุวชนยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2549 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครในหนังด้วย รู้สึกว่าเสียงน้องเพชรสามารถสื่อสารอะไรออกมาได้มากมายและทำให้เราเชื่อ ซึ่งมันก็จะเล่าเรื่อง ตอนที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในสภาพที่แย่ เหมือนตกอยู่ในหลุมแล้วก็พยายามตะเกียกตะกายกันออกมา เต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตดี ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ปลอบประโลมจิตใจให้เราพยายามผ่านช่วงเวลาที่มืดมนเหล่านี้ไป”

…มาถึงเพลงสุดท้าย ผลงานเก่าของ สุกัญญา มิเกล ที่นำมาทำใหม่เพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ กับเพลง “เพียงเธอ” เพลงรักเนื้อหาซึ้ง ๆ ความหมายดีที่อยู่ในใจผู้กำกับคนนี้มานานแล้ว เมื่อมีโอกาสเขาเลยไม่รีรอที่จะบรรจุเพลงนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร

“โดยส่วนตัวชอบศิลปินคนนี้มาก คุณสุกัญญา มิเกล เป็นศิลปินที่เจ๋ง เป็นศิลปินในดวงใจคนหนึ่ง รู้สึกว่าเพลงที่เค้าร้องส่วนใหญ่จะเป็นเพลงรักเนื้อหาดี ไม่น้ำเน่า แล้วเพลงนี้ เพลง ‘เพียงเธอ’ ก็เป็นเพลงที่ออกมานานแล้วเป็นสิบปีแล้วมั้ง ตั้งแต่เราเป็นเด็ก ๆ แล้วเราก็ชอบมาก คือรู้สึกว่าในหนังมันควรจะร้องเพลงของคนอื่นบ้าง ก็เลยให้มิวร้องเพลงนี้ดีกว่า คาดว่าคงจะมีคนรู้จักบ้างแหละ”

…แม้ว่าบทเพลงรักที่ถูกเขียนขึ้นในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่บทเพลงซึ้งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกันก็คือ การถ่ายทอดเพลงรักที่มันเยียวยาหัวใจ เยียวยาชีวิตให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้ เหมือนกับความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการทำให้ภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความหวัง เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะมีกำลังใจก้าวเดินต่อไป

สยาม…แห่งรัก ส่วนผสมที่ลงตัวของรักต่างวัย

น่ารัก…สดใส…วัยสยาม

…ปีที่แล้ว มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล เคยทำให้ น้อย วงพรู (13 เกมสยอง) โด่งดังและคว้ารางวัลนักแสดงนำชายฝ่ายชายยอดเยี่ยมมาแล้วจากหลายสถาบัน มาปีนี้ ด้วยสายตาที่แหลมคมของเขาก็กำลังจะปั้นดาวดวงใหม่ให้แจ้งเกิดอีกหลายดวง ด้วยการรวบรวมเหล่าวัยรุ่นหน้าใสแต่มีดี มาถ่ายทอดสไตล์ความรักที่แตกต่างในแบบฉบับของแต่ละคน เริ่มจากตัวเอกของเรื่อง มาริโอ้ เมาเร่อ นายแบบวัยรุ่นที่กำลังฮอตที่สุดขณะนี้ ฉายแววความหล่อต้องตาผู้กำกับจนได้เข้ามาแคสบท “โต้ง” พระเอกหนุ่มวัยรุ่นแห่งสยาม

“ไปเจอเขาในปกหนังสือหลายเล่ม แล้วเรารู้สึกว่าเด็กคนนี้มันมีอะไรอยู่ แววตามันมีเรื่องราวมันน่าจะสามารถถ่ายทอดความเป็นโต้งได้ มันมีทั้งความแอบซนอยู่ในตัว แล้วก็มีความดราม่าอยู่ในนั้นด้วย ยอมรับว่าหายากมาก เพราะเด็กคนนี้ต้องเล่นเป็นลูกพี่นกสินจัย แล้วก็เหมือนกับแบกเรื่องนี้ไว้เกือบทั้งเรื่องเหมือนกัน มาเจอมาริโอ้ก็เลยเรียกมาแคสดู เราก็พยายามดึงความเป็นธรรมชาติออกมาจากตัวน้องให้มากที่สุด ซึ่งโอ้ก็ทำออกมาได้ดีเลย ใกล้เคียงกับคาแร็คเตอร์ที่ควรจะเป็น

ตอนแรกก็ต้องสอนต้องฝึกค่อนข้างนานทีเดียว เพราะเป็นนักแสดงใหม่ ต้องมีการมาเวิร์คช็อป แล้วก็สอนการแสดง แต่ว่าเราไม่ได้สอนการแสดงแบบวิธีการ สอนความเข้าใจมากกว่า ว่า ณ เวลานี้ เราจะใช้วิธีโต้ตอบกับสถานการณ์เหล่านั้นยังไง เราจะใช้วิธีให้น้องเข้าใจเรื่องราวและให้เค้านึกถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงแล้วแสดงออกมา ซึ่งมาริโอ้ถือว่าเป็นนักแสดงที่มีความเป็นธรรมชาติสูง โชคดีที่น้องไม่เคยผ่านการแสดงมาก่อนฉะนั้นเค้าก็จะเป็นตัวของตัวเองแบบสุด ๆ แล้วก็ลื่นไหลไปกับตัวละครหลาย ๆ คน ก็ถือว่าโอเคครับ เยี่ยม อนาคตไกล เป็นนักแสดงที่น่าจับตามอง” ผู้กำกับกล่าว

…มาถึงหนุ่มน้อยหน้าใสอีกคนหนึ่ง เรียกว่าใหม่แกะกล่องถอดด้ามมาเลย เพราะยังไม่เคยผ่านงานแสดงที่ไหนมาก่อน น้องพิช-วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล หนุ่มผู้มีเสน่ห์ที่เสียงร้องและรอยยิ้ม รับรองว่าใครที่ได้ฟังเพลงที่เขาร้องจะต้องหลงรักเขาอย่างแน่นอน ซึ่งผู้กำกับเลือกพิชมารับบท “มิว” จากความสามารถทางด้านดนตรี เสียงร้อง และการแสดงที่โดดเด่น จนไม่อาจหาใครที่จะมารับบทนี้ได้ดีเท่ากับพิช

“สำหรับ พิช รู้จักกันมาค่อนข้างนานแล้ว พิชเป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เป็นนักร้องนักดนตรีเหมือนกัน เคยทำงานด้วยกัน แล้วพอเราจะทำหนังเรื่องนี้ ก็รู้สึกนึกถึงพิชขึ้นมา ซึ่งตัวละครมิว ก็ยากที่จะแคสใครมาเล่น เพราะคุณสมบัติของการที่เล่นเป็นมิวจะต้องร้องเพลงได้ เล่นเปียโนเป็น แสดงหนังได้ และหน้าตาดี ทั้งหมดนี้ รวมกันอยู่ในคน ๆ เดียวนี่หายาก แต่ทุกอย่างก็มารวมอยู่ในตัวพิช ซึ่งคงจะเกิดมาเพื่อรับบทนี้ มีทุกอย่าง

การแสดงของพิชก็เหมือนกับโอ้คือเริ่มใหม่เลย ไม่เคยผ่านงานแสดง แต่พิชจะต่างกับโอ้ตรงที่ตัวละครของพิชมันอาจจะบุคลิกไม่เหมือนตัวของพิชทีเดียว มันจะมีทั้งความอ่อนไหว ละเอียดอ่อนลึกซึ้งของความรู้สึกค่อนข้างมาก มิวคือคนที่เอาด้านที่เด่นของตัวเองออกมาสู่คนข้างนอก แต่พยายามเก็บด้านที่อ่อนไหวของตัวเองอยู่ข้างใน ดังนั้นการแสดงออกจึงค่อนข้างยาก ดังนั้นพิชก็ต้องทำการบ้านค่อนข้างเยอะ ซึ่งพิชก็ทำอออกมาได้ดีเลย ฟังเพลงที่พิชร้อง ดูหนังที่พิชเล่นแล้วก็จะรื่นรมย์ และก็เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง”

…จากหนุ่มหล่อก็มาถึงสาวสวยน่ารักกันบ้าง สาวคนนี้ก็ถือว่าใหม่กับการแสดงเช่นกัน น้องเบสท์-อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์ ในเรื่องนี้เธอจะต้องมารับบทเป็น “โดนัท” ผู้หญิงสวยเลือกได้ที่เพรียบพร้อมไปซะทุกอย่าง

“สำหรับบทของโดนัท ก็หากันหลายทีเหมือนกัน เพราะว่าเด็กผู้หญิงเดี๋ยวนี้ก็หน้าตาเหมือน ๆ กันหมด ดังนั้นก็จะหาที่แตกต่างค่อนข้างยาก แล้วตัวละครตัวนี้ต้องสวย เข้าคู่กับมาริโอ้แล้วก็ดูเหมาะสมกันดี ใครเห็นก็จะต้องรู้สึกว่าเหมาะสมกันจัง แต่จริง ๆ แล้วลึก ๆ ทั้งคู่ก็มีความขัดแย้งกันอยู่ ฝ่ายชายเฉย ๆ ฝ่ายหนึ่งก็อยากจะให้เอาอกเอาใจ เป็นผู้หญิงที่สวยเลือกได้ ซึ่งการทำงานเบสท์ เราก็พยายามให้น้องคุ้นเคยกัน ให้คุยกับมาริโอ้เยอะ ๆ ประหนึ่งว่าเป็นแฟนกันมาแล้วประมาณครึ่งปี ให้ทำความรู้จักสนิทสนมกันไป ก็จะปล่อยน้องเค้าไปนั่งคุยกัน เราก็จะใช้วิธีนี้”

…นักแสดงเด็กวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่เราจะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยเพราะเธอถือว่าเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญมาก เป็นตัวละครที่เราจะได้เห็นพัฒนาการมากที่สุด นั่นก็คือตัวละครของ “หญิง” ที่รับบทโดย น้องตาล-กัญญา รัตนเพชร์ นักแสดงเด็กวัยรุ่นที่อาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว

“บทของหญิงหายากมาก จริง ๆ แล้วเป็นบทที่ยากที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือหาได้เป็นคนสุดท้ายเลย เพราะเป็นตัวละครที่พลิกคาแร็คเตอร์จากหน้ามือเป็นหลังมือเลย คือตอนแรกจะเป็นเหมือนเป็นตัวตลก ทำให้คนยิ้ม ๆ น่ารัก ๆ แอบชอบผู้ชาย เอาผมมาใส่ตุ๊กตาหมี อ่านหนังสือกลอนใยไหม แต่พอหลัง ๆ ตัวละครตัวนี้ก็จะเริ่มพลิกแล้วเมื่อมันได้ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มา ซึ่งหญิงก็จะเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายคนที่ต้องคิดแล้วว่า ถ้าคนที่เรารักมันไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวัง เราจะรักเค้าอยู่รึเปล่า นี่เป็นคำถามที่เกิดกับหญิงและทำให้เค้าคิดและเติบโตขึ้น

ซึ่งเราก็เฟ้นหากันมาหลายคนแล้วกับบทนี้ ก็ยังไม่ได้ จนกระทั้งวันหนึ่งคุณหนึ่ง อัครพล เตชะรัตนประเสริฐ ก็แนะนำน้องตาลมาให้ เราก็เลยเรียกมาแคส ปรากฏว่าโอเค ผ่านเลย เพราะน้องตาลจะมีความเป็นเด็กธรรมดา ๆ ที่มีทั้งความใส และความดราม่าอยู่ในตัวเองและเขาก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีเกินคาด สมมุติว่าถ้าเราเลือกน้องผู้หญิงน่ารัก ๆ แบ๊ว ๆ ใส ๆ มาเล่น พอช่วงหลังที่จะเข้าไปสู่การเป็นคนที่เข้าใจอะไรแล้ว เขาก็อาจจะไปไม่ถึงตรงนั้น หรือถ้าเอาคนที่เข้าใจอะไรเยอะ ๆ แล้วมาเล่นเป็นเด็กแบ๊ว มันก็ไม่เป็นธรรมชาติอีก”

…นอกจากนี้ ผู้กำกับยังกล่าวเสริมอีกว่า นักแสดงวัยรุ่นทั้ง 4 คนกว่าเขาจะหามาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะด้วยคาแร็คเตอร์ที่ค่อนข้างยากและไม่ธรรมดาของทั้ง 4 ที่จะต้องมารวมอยู่ในภาพยนตร์รักที่ไม่ใช่หนังวัยรุ่นไร้เดียงสา แต่เป็นหนังที่ต้องเล่นกับความรู้สึกนึกคิดของคนที่กำลังจะผ่านช่วงเวลาวัยรุ่นไป ฉะนั้นแล้วเชื่อเถอะว่า 4 คนที่มารับบทตรงนี้ก็ได้ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ซึ่งทั้งหมดก็สามารถถ่ายทอดเรื่องได้สมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

อบอุ่น…ซาบซึ้ง…ตรึงใจ

…นักแสดงหลักอีกกลุ่มหนึ่งที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือ พาร์ตของครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วยนักแสดงรุ่นใหญ่ของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นพี่นก สินจัย เปล่งพานิช, พี่กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี และ พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ที่ไม่ต้องการันตีฝีมือทางด้านกันแสดงอีกแล้ว เพราะทั้ง 3 เป็นนักแสดงแถวหน้าที่ฝากฝีไม้ลายมือด้านการแสดงมาให้คนดูได้ประทับใจมาแล้วนับไม่ถ้วน ยิ่งเวลาที่พวกเขามารวมตัวเข้าฉากส่งอารมณ์กันแล้วนั้น แทบจะหยุดความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งรอบข้างลงทันที ด้วยพลังที่ส่งออกมานั้นชวนพาให้หนังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่น ซาบซึ้ง และตราตรึง

…ซึ่งการคัดเลือกตัวแสดงหลักทั้ง 3 คนนี้ ก็มีทั้งที่วางตัวเอาไว้แล้ว อย่างนก สินจัย ที่ผู้กำกับตั้งใจตั้งแต่ตอนที่เขียนบทแล้วว่า คนที่จะมารับบท “สุนีย์” แม่ผู้แบกรับทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็น สินจัย เปล่งพานิช เท่านั้น

“สำหรับบทนี้เลือกไม่ยากเลย เพราะตั้งแต่เขียนมาก็นึกถึงพี่นกอยู่แล้ว วางไว้แล้วว่าต้องเป็นสินจัย เปล่งพานิชเท่านั้น ซึ่งก็จะเป็นบทของแม่ ด้วยวัยก็เหมาะสม แล้วด้วยฝีมือการแสดงที่ตั้งแต่เกิดมา เราก็เห็นพี่นกแล้ว รู้สึกว่าเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งที่จะได้ร่วมงานกับพี่นก ซึ่งเรื่องนี้บทค่อนข้างหนัก ต้องแบกรับอะไรไว้เยอะ แต่ว่าก็ต้องเก็บความรู้สึก แสดงออกทางแววตาเท่านั้น รู้สึกว่าพี่นกมีบุคลิกของคนที่สามารถแบกรับอะไรหนัก ๆ ไว้ได้โดยที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ แต่พอถึงเวลาที่จะอ่อนแออ่อนไหว ก็เต็มที่เหมือนกัน ตอนที่เราติดต่อพี่นกไปครั้งแรก พี่นกอ่านบทแล้วโอเคเลย บอกว่าชอบบท และรู้สึกว่าบทแม่บทนี้ท้าทายดี

สำหรับการทำงานกับพี่นกก็สนุกมาก พี่นกน่ารักมาก ก่อนจะถ่ายเราก็ต้องมามาเวิร์คช็อปกันก่อน ต้องมาเจอกับครอบครัว ทั้งพี่กบ พลอย และมาริโอ้ ทำให้เค้ารู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ก็มีการไปถ่ายรูปด้วยกัน ให้ทำความสนิทกัน ระหว่างนั้นเราก็จะพูดคุยกับแกแลกเปลี่ยนแชร์ความเห็นกัน พี่นกก็ให้ร่วมมือทุกอย่าง เอาบทมานั่งคุยกัน เราก็ปรึกษาพี่นก เพราะเราก็ไม่เคยเป็นแม่ ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วคนเป็นแม่เค้าคิดอย่างงี้รึเปล่า ก็คุยกัน แก้บทกัน ซึ่งพี่นกก็มีแนะนำมา เราก็ได้เรียนรู้จากคนรุ่นที่เก่ง ๆ ด้วย รู้สึกสนุกครับ” มะเดี่ยวกล่าว

…จากนักแสดงหญิงรุ่นแม่ก็มาถึงนักแสดงสาวรุ่นลูกอีกคนบ้าง พลอย เฌอมาลย์ เรื่องนี้เธอรับบทบาทเป็น 2 ตัวละคร คือทั้ง “แตง” ลูกสาวของครอบครัวสุนีย์ และ “จูน” ผู้จัดการวงดนตรีของมิว ที่หน้าเหมือนกับแตงที่หายตัวไปตั้งแต่เด็ก ๆ

“ตัวละครนี้มีบทบาทสำคัญมาก เราก็มองหานักแสดงหลาย ๆ คนที่จะมาเล่น ซึ่งนักแสดงผู้หญิงรุ่นนี้ที่น่าจับตามองมีค่อนข้างเยอะ ทีแรกเราก็ไม่ได้มองพลอยไว้ เพราะเรารู้สึกว่าพลอยเป็นรุ่นใหญ่ไปแล้ว หมายถึงอยู่แถวหน้าไปแล้ว คราวนี้คุณหนึ่งอีกแล้วก็เป็นคนแนะนำพลอยมา เราก็ลองเสี่ยงติดต่อไป พอได้มาคุยกันแล้วรู้สึกว่าจูนกันติดเร็วมาก อาจเพราะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันด้วยเลยคุยกันง่าย แล้วพลอยก็เป็นคนตรง ๆ พูดกันแบบเคลียร์ ๆ ไม่มีอะไร

ทางด้านการแสดงพลอยก็สามารถถ่ายทอดความเป็นทั้งจูนกับแตงได้ดีทีเดียว เสน่ห์ของตัวละครจูนก็คือมันสัมผัสกับคนหลาย ๆ คน ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วย น้อยครั้งที่เราจะเห็นคาแร็คเตอร์อย่างนี้ในหนังนะ ผู้หญิงที่ทำงานตัวคนเดียว มันเด็ดเดี่ยวดี และในฐานะที่พลอยตัวจริงเป็นน้องสาว แต่ต้องมาเล่นเป็นพี่สาว เป็นคนที่ต้องมาดูแลคนอื่นและต้องเข้าอกเข้าใจคนอื่น เลยรู้สึกว่าพลอยทำในจุดนี้ได้ค่อนข้างดี ยิ่งเวลาไปเข้าบทกับพี่นกพี่กบ นักแสดงเซ็ตนี้จะแข็งแรงมาก”

…มาถึงนักแสดงรุ่นใหญ่ฝ่ายชายกันบ้าง กบ ทรงสิทธิ์ ที่เรื่องนี้พลิกคาแร็คเตอร์จากผู้ชายมาดอบอุ่นดูดีไปเป็น พ่อผู้สิ้นหวังและท้อแท้ในชีวิต กลายเป็นคนติดเหล้า ปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรม ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่า ยังไม่เคยเล่นหนังที่ต้องไว้หนวด ปล่อยเนื้อปล่อยตัวขนาดนี้ และยังต้องร้องไห้เยอะอีกด้วย

…ผู้กำกับเล่าให้ฟังว่า “คนจะรู้จักพี่กบที่เป็น ทรงสิทธิ์ ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง ดูเป็นผู้ชายอบอุ่น ดูเป็นพี่ชาย ซึ่งถูกต้องแล้ว ตอนต้นเรื่องเค้าก็เป็นพ่อที่น่ารักนะ เป็นพ่อที่อบอุ่น ดูแลลูก เข้าใจลูก แต่แล้ววันหนึ่งความรู้สึกผิดแค่ครั้งเดียวที่มันเปลี่ยนชีวิตเค้าไปเลย เพราะเค้าไม่ใช่คนที่เข้มแข็งขนาดที่จะลืมทุกอย่างได้ เขาก็เลยหาทางออกด้วยการกินเหล้า เพื่อที่จะลืม แต่ยิ่งกินก็ยิ่งทำให้มันจำ มันตกอยู่ในความรู้สึกตรงนั้น ซึ่งก็ถูกต้องแล้วที่บทนี้เป็นพี่กบ

ส่วนในด้านการทำงาน พี่กบก็เป็นคนที่ทำการบ้านมาละเอียดมาก อ่านบทและก็ทำความเข้าใจ เราก็จะปรึกษากันในหลาย ๆ เรื่อง อีกอย่างพี่กบเป็นคนร้องไห้เก่งมาก คือเราเข้าใจว่าผู้ชายจะร้องไห้ยาก แต่ว่าพอเป็นพี่กบแล้ว แป๊บ ๆ น้ำตาก็ออกแล้วแล้ว บางทีรู้สึกว่าเค้าเข้าใจบทเยอะกว่าเราอีก ด้วยความที่เค้าเป็นผู้ใหญ่ด้วยมั้ง”

นักแสดง รักแห่งสยาม

โต้ง ( มาริโอ้ เมาเร่อ) – เด็กชายวัยรุ่น ม.6 อายุ 17 ปี หน้าตาดี มีแฟนสวย แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังโต้งแอบซ่อนความเจ็บปวดจากสภาพครอบครัวที่สูญเสีย “แตง” พี่สาวที่หายตัวไปตั้งแต่สมัยเขายังเด็ก แต่โต้งก็ยังดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนเด็กผู้ชายวัยรุ่นทั่วไปที่ใช้เวลาไปกับการเรียนและเที่ยวกับเพื่อน เพียงแต่ลึก ๆ แล้วเขายังไม่รู้ว่าจะเลือกทางเดินไหนให้กับชีวิตดี

“โต้งเป็นตัวแทนความรักประเภทของวัยรุ่นครับ ความรักของโต้งก็นำพาไปถึงตัวละครตัวอื่น ๆ ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน พี่สาว และก็แฟนด้วย ก็เหมือนเป็นความรักที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นครับ และก็เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับคนดู ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังไทยที่ดีอีกเรื่องหนึ่งเลยครับ เพราะเราจะได้เห็นความรักในหลาย ๆ รูปแบบ ทั้งมิตรภาพของเพื่อน ความรักของแม่ ความผูกพันของครอบครัว และของคนอีกหลาย ๆ กลุ่มเลยครับ จะได้ความอิ่มเอมใจกลับบ้านแน่นอน”

มิว (วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล) – เด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับโต้ง ชีวิตมิวอาศัยอยู่กับอาม่าเพียงลำพัง จนกระทั่งอาม่าเสีย มิวก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว อาม่าคือคนที่สอนให้มิวเล่นดนตรี มิวจึงกลายเป็นเด็กที่โตมากับความเหงาและเสียงเพลง ด้วยพรสวรรค์ทางด้านดนตรี เขาและเพื่อนจึงรวมวงกันทำเพลงจนฮิตติดชาร์ต แต่แล้วมิวก็ได้รับโจทย์ให้เขียนเพลงรักซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับมิวผู้ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักมานานแสนนาน

“ความรักของมิวจะเป็นตัวแทนของคนที่ใช้ชิวิตไปวัน ๆ โดยไม่ได้ใส่ใจว่าความรักจะมาหาเราเมื่อไหร่ มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เป็นไร อยู่อย่างเหงา ๆ ต่อไป แล้ววัน ๆ นึงก็มีคำถามว่า เอ๊ะ นี่เราจะอยู่ใช้ชีวิตอย่างงี้ไปตลอดชีวิตเลยเหรอ ช่วงที่มิวเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา ก็เป็นเวลาเดียวกับที่โปรดิวเซอร์ของค่ายเพลงเสนอให้มิวลองแต่งเพลงรักดู เค้าก็เลยต้องมานั่งคิดดูว่า ความรักมันเป็นยังไง ในเรื่องนี้เราจะเห็นตัวละครในเรื่องตามหาความรัก เผชิญหน้ากับความรักในรูปแบบต่าง ๆ ตรงนี้คนดูก็จะได้มุมมองอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง และความรัก”

โดนัท (อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) – แฟนสาวของโต้งที่สวย เริด และเลือกได้ เป็นที่หมายปองของหนุ่ม ๆ จากหลายโรงเรียน แต่แล้วโดนัทก็เริ่มไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ของโต้งที่มีต่อเธอ เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงความเฉยชาและไม่ใส่ใจของโต้ง แต่ก็ยังไม่อาจหาเหตุผลให้กับตัวเองได้ หรือว่าความต้องการที่มากเกินไปของเธอกำลังจะกลายเป็นการเรียกร้องที่ไม่อาจได้ความรักกลับคืนมา

“โดนัทเป็นเหมือนตัวแทนของเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องการความรัก ต้องการให้เอาใจใส่มาก ๆ อยากให้แฟนรักเรา ใส่ใจเรา แคร์เรา แต่เหมือนในเรื่องโต้งแฟนของโดนัทมันไม่ได้อย่างใจ ไม่ทำตามใจเรา มันก็เลยค่อนข้างมีปัญหากัน โดนัทก็แค่อยากได้คนที่รักจริง ๆ เท่านั้นเอง ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะมีความรักอีกหลายแบบที่เกี่ยวโยง ผูกพันกันต่อไปอีก เรื่องนี้เบสท์คิดว่าเป็นหนังที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน และก็เชื่อว่ารักแห่งสยามเป็นหนังรักแห่งปีนี้จริง ๆ”

หญิง (กัญญา รัตนเพชร์) – เด็กสาววัยใส จอมแบ๊ว เพื่อนบ้านของมิวที่แอบชอบมิวมานานแล้ว แต่ก็ไม่เคยกล้าบอก ได้แต่เพ้อฝันไปวัน ๆ และวิธีที่เดียวที่เธอคิดได้ก็คือ การเปิดตำราพิชิตใจชายเพื่อทำให้มิวหลงรัก และไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไง หญิงก็พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปด้วยใจที่มีหวัง

“หญิงก็เป็นตัวแทนความรักของผู้หญิงที่แอบรับผู้ชายคน ๆ หนึ่ง ก็ได้แต่แอบมอง ไปยืนรอหน้าบ้าน ส่องหน้าต่างดูตลอดเวลา ทำอะไรตลก ๆ เพี้ยน ๆ ทำตามหนังสือ เช่น ในตำราเขาบอกให้ริดดอกกุหลาบ 99 ดอกเอาไปวางไว้หน้าบ้าน แล้วจะสมหวังในรัก ก็ทำตาม เอาเส้นผมมาใส่ไว้ในตุ๊กตาหมีทำเป็นตุ๊กตาวูดู แต่ก็น่ารักดีนะ เหมือนตัวตลกในเรื่องเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วตัวละครตัวนี้ก็จะมีการเรียนรู้ เติบโตขึ้น ตาลก็คิดว่า ตัวละครหญิงก็ตอบโจทย์ได้ถูกต้องแล้ว ก็คือทำอะไรก็ได้เพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข”

สุนีย์ (สินจัย เปล่งพานิช) – แม่ของโต้ง หญิงแกร่งผู้แบกรับครอบครัวอันเปราะบางจากการสูญเสียลูกสาวไป เธอพยายามเข้มแข็งและใช้ชีวิตเหมือนปกติที่สุดเพื่อให้ครอบครัวเดินต่อไป แต่ใครจะรู้ว่าลึก ๆ ในใจนั้นมันได้ทิ้งบาดแผลที่เธอไม่อาจลืมได้ เหลือเพียงโต้งคนเดียวที่เป็นดังแก้วตาดวงใจ เธอจึงรักและค่อนข้างเคี่ยวเข็ญโต้งเป็นพิเศษ จนบางครั้งก็ลืมคิดถึงความรู้สึกของลูกชายผู้กำลังเติบโต

“ก็ค่อนข้างตื่นเต้นอยู่เหมือนกันสำหรับเรื่องนี้ เพราะว่าหยุดเล่นหนังมานานแล้ว พอได้อ่านบทเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าน่าสนใจ แล้วก็มะเดี่ยวเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ เขาทำหนังออกมาดีและน่าสนใจมาก ก็เลยอยากทำงานด้วย รู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไรดี ๆ ถ้าได้ทำงานร่วมกัน ก็ดีใจที่เขานึกถึงเรา เห็นบทหนัก ๆ แล้วก็นึกถึงนก สินจัย”

นก สินจัย เปล่งพานิช เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2508 นักแสดงหญิงผู้อยู่ในวงการมากว่า 26 ปี เล่นหนังมาแล้วกว่า 30 เรื่อง และละครอีกนับไม่ถ้วน เริ่มเข้าวงการจากการเป็นนางแบบให้ห้างไทยไดมารุ จากนั้นก็ได้มีโอกาสเข้าสู่วงการภาพยนตร์ไทยจากเรื่อง “สายสวาทยังไม่สิ้น” (2525) ของหม่อมน้อย ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล หลังจากนั้นเธอก็กลายเป็นนางเอกของเมืองไทยตลอดกาล ไม่น่าเชื่อว่าธอห่างหายจากวงการหนังไทยแบบเต็มตัวมากว่า 18 ปี แต่กลับทุ่มเทบทแม่ให้กับเรื่อง “รักแห่งสยาม” เพราะถูกใจบทมากจนไม่อาจปฏิเสธได้

แตง (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) – พี่สาวของโต้ง ลูกสาวคนโตของครอบครัวกรและสุนีย์ แตงเป็นเด็กสดใสร่าเริง พอจบ ม.ปลายเธอได้ขอพ่อแม่ไปเที่ยวกับเพื่อนที่เชียงใหม่ และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเธอหายตัวไปขณะออกไปเดินป่า การจากไปของแตงในครั้งนั้นได้เปลี่ยนชะตากรรมของครอบครัวนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

จูน ผู้ดูแลวงดนตรีของมิวที่บังเอิญหน้าเหมือนกับแตงพี่สาวผู้จากไปของโต้งอย่างแยกไม่ออก จูนถูกจ้างให้ปลอมตัว แนะนำให้เข้ามาเป็นผู้ดูแลกรที่กำลังป่วยอยู่ การเข้ามาของจูนทำให้ครอบครัวของสุนีย์ดีขึ้น และหลายอย่างทำให้สุนีย์เริ่มคิดว่า จูนนั้นอาจจะเป็นแตงจริง ๆ ก็ได้

“พลอยหายหน้าหายตาจากวงการหนังมาพักนึงแล้ว กลับมาครั้งนี้ก็เป็นหนังแนวรัก เป็นความรักที่อบอุ่นของหลายชีวิต เรื่องนี้พลอยเล่นเป็น 2 บทบาท เป็นหนังที่ตัวพลอยเองชอบมาก ๆ ตั้งแต่อ่านบทแล้ว รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้จะให้อะไรกับเราหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องความรัก ที่ทำให้พลอยรู้ว่า โลกนี้ถ้ามันไม่มีความรักคนเราก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะรักจริง ๆ เพราะรักอย่างเดียวที่ทำให้คนเราเป็นได้มากขนาดนี้”

กร (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) – พ่อของโต้งผู้พ่ายแพ้ต่ออดีตอันเจ็บปวดจนไม่อาจหาทางออกให้กับตัวเองได้ กรเคยเป็นพ่อที่ดีและรักลูกเมียมาก แต่การสูญเสียลูกสาวในครั้งนั้นทำให้เขาโทษตัวเองและจมทุกข์อยู่กับความผิดพลาดของตัวเอง กินแต่เหล้าจนกระทั่งรางกายทรุดโทรมลงไป ไม่นานเขาก็กลายเป็นคนติดเหล้าและความจำเลอะเลือน

“เรื่องนี้เป็นหนังไทยที่พูดถึงมุมมองเล็ก ๆ มุมหนึ่งในครอบครัวที่มันไม่เคยเห็นในหนังไทย ชอบตรงแนวความคิด ตั้งแต่เริ่มอ่านบทแล้ว อีกอย่างส่วนตัวเล่นเรื่องนี้ไม่เหมือนทุกเรื่อง คือหลาย ๆ เรื่องส่วนใหญ่จะรวย ดูดีมีชาติตระกูล แต่เรื่องนี้เป็นคนปกติธรรมดา ต้องเล่นเป็นคนติดเหล้าด้วย ซึ่งก็จะต้องปล่อยเนื้อปล่อยตัว ลดน้ำหนัก ไว้หนวด ซึ่งยังไม่เคยเล่นอะแบบนี้ และก็เป็นหนังเรื่องแรกที่ต้องร้องไห้เยอะที่สุดเลยด้วย”

Reviewed by admin on 02 ตุลาคม 2018

Leave a Reply