หน้า: 1 2 3 4

Pages ( 1 of 4 ): 1 234ถัดไป »

พ.ศ. 2398 ปีที่แผ่นดินแร้นแค้นถึงขีดสุด แต่ยังมี 1 วีรบุรุษ ยืนหยัดท่ามกลางเปลวเพลิง ซึ่งก็คือ โจรบั้งไฟ วีรบุรุษขุนโจร ผู้เปลี่ยนชะตาชีวิตเมืองโคราช

ย้อนเวลากลับไปในยุคที่ควายยังอินเทรนด์เป็นที่ต้องการของชาวนาทุกหย่อมหญ้า ณ ดินแดนที่ราบสูง ได้เกิดวีรบุรุษขุนโจรนาม “โจรบั้งไฟ” ปล้นวัวควายจากพ่อค้าควายหรือ “นายฮ้อย” ไปแจกจ่ายชาวบ้าน โดยมี “บั้งไฟ” มิสไซล์ OTOP ประจำตัวที่ทรงพลัง มีอำนาจทำลายล้างเทียบเท่าขีปนาวุธ เป็นอาวุธคู่กาย แต่เป้าหมายที่แท้จริงของโจรบั้งไฟก็คือ ตามหานายฮ้อยที่ฆ่าพ่อแม่ของตนเพื่อสะสางความแค้น

ในที่สุด จอมโจรแห่งท้องทุ่งอีสาน และ “นายฮ้อยสิงห์” ต้นตอของหนี้แค้นที่เขาตามชำระ ก็ถึงคราวเผชิญหน้ากัน แต่โจรบั้งไฟกลับไม่สามารถเข้าถึงตัวนายฮ้อยสิงห์ได้แม้แต่ปลายเล็บ เพราะนายฮ้อยสิงห์มีวิชาอาคมแก่กล้าไร้เทียมทาน

แต่เหมือนฟ้าฝนเป็นใจ ส่ง “พระยาแหว่ง” พระยาหนุ่มหัวใสแกมโกง และ “ปอบดำ” จอมขมังเวทย์แห่งรัตติกาล สองศัตรูคู่อาฆาตของนายฮ้อยสิงห์ ให้โคจรมาพบกับโจรบั้งไฟ ทั้งสามจึงร่วมมือกันปฏิบัติการกำจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นซาก

สงครามระหว่างพระยาหัวใส โจรบั้งไฟ และเจ้าแห่งอาคมจึงปะทุขึ้น พบเรื่องราวการต่อสู้สุดระทึก และตื่นตาแบบย้อนเวลาไประเบิดความมันส์สนั่นท้องทุ่ง

รายละเอียดงานสร้าง

ผู้ใด๋จะคิดว่าอีสาน ปี 2398 บั้งไฟที่จุดเพื่อขอฝนจะสามารถเป็นอาวุธทลายล้างทุกสิ่งแถมมีอานุภาพความเร็วเทียบเท่าจรวดมิสไซล์

ผู้ใด๋จะคิดว่าอีสาน ปี 2398 บักควาย สัตว์แสนซื่อจะเป็นพาหนะในการไล่ล่า ความเร็วและความอึดไม่แพ้เสือชีตาร์

ผู้ใด๋จะคิดว่าอีสาน ปี 2398 เกวียนแบบชาวบ๊าน ชาวบ้านจะติดเทอร์โบและพุ่งแรงกว่ารถเปอร์เช่ปี 2010

นี่เป็นเพียงหนึ่งในอาวุธของ “บักเซียง” หรือชื่อในวงการว่า “โจรบั้งไฟ” จอมโจรแห่งท้องทุ่งอีสานปี 2398

สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (บริษัทผู้สร้างและจัดจำหน่าย)
บริษัท บาแรมยู (ดำเนินการผลิต)
สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ (อำนวยการสร้าง)
ปรัชญา ปิ่นแก้ว, สุกัญญา วงศ์สถาปัตย์ (ควบคุมงานสร้าง)
ศิตา วอสเบียน ( ดำเนินงานสร้าง)
สมใจ จันทร์มูนตรี (กำกับคิวบู๊)
ธนชาติ บุญหล้า, เฉลิม วงค์พิมพ์ (กำกับภาพ)
เฉลิม วงค์พิมพ์, วิชิต วัฒนานนท์, บ.ทริพเพิลเอ็กซ์ ซีจี จำกัด (ลำดับภาพ)
สหรัตน์ บุญสถิตย์, ถนอม นันทวรพงษา (ออกแบบงานสร้าง)
ถนอม นันทวรพงษา (กำกับศิลป์)
เกียรติชัย คีรีศรี (ออกแบบเครื่องแต่งกาย)
ถัถลี จารุจุฑารัตน์, จิราวัฒน์ ขำนอง (แต่งหน้า)
มนต์ตา หาญวิชัย, เทิด ยอดทอง (ทำผม) / บ้านอิทธิฤทธิ์ (เทคนิคพิเศษด้านภาพ)
ด็อกเตอร์ เฮด (สร้างสรรค์งานโฆษณา)

 

“ฅนไฟบิน” ผลงานลำดับที่ 6 ของผู้กำกับอารมณ์ดีอย่าง เฉลิม วงค์พิมพ์ ที่กลับมาคราวนี้พกพาความบู๊แอ็คชั่น พ่วงด้วยความฮาเต็มรูปแบบแถมให้ฟรี ๆ กับโปรดักชั่นสุดอลังการ จำลองเมืองอีสานเป็นสนามประลองเหล่า ฅนไฟบิน ชวนคนดูลุ้นแบบนั่งไม่ติด คิดอยากจะเป็นจอมโจรแห่งเปลวเพลิง ผู้พิชิตทั่วท้องทุ่ง

ด้วยความสำนึกรักในบ้านเกิดพ่วงด้วยความประทับใจในวัยเด็กที่เคยหนีแม่ไปงานบุญบั้งไฟในจังหวัดขอนแก่น บวกด้วยอาการฝันหวานที่อยากจะเป็นผู้กำกับหนังแอ็คชั่นที่ฝรั่งดูแล้วต้องอึ้ง ทึ่งและเสียว ร้อง Oh! My God, Oh! My God กันเป็นแถว ทำให้เฉลิม วงค์พิมพ์ คิดอยากทำหนังแอ็คชั่นโดยบอกเล่าเรื่องราวของชาวอีสานเป็นพิเศษ

“ผมมีความรู้สึกอยากทำหนังเกี่ยวกับอีสานมาตั้งนานแล้ว โปรเจ็กต์แรกที่ผมคิดคือ ‘จูราสสิคปาร์คเด้อ’ แต่แล้วก็ไม่ได้ทำ จนมาอยู่บริษัทบาแรมยู ก็ได้ทำ ‘7 ประจัญบาน’ ได้ทำ ‘ตะเคียน’ แต่เรื่องราวของการทำหนังอีสานก็ยังอยู่ในใจ และก็บังเอิญได้ไปอ่านเจอเรื่องราวของรถไถยนต์รุ่นแรกที่นำมาขายในเมืองไทยในยุคที่คนไทยยังใช้ควายไถนาอยู่ ก็เลยคิดว่าเรื่องนี้น่าจะทำเป็นหนังได้ ก็เลยยึดคาแร็คเตอร์ของหนังจอมยุทธ์มาผสานความเป็นไทย

ในหนังก็จะเป็นเรื่องราวสมัยรัชกาลที่ 4 – รัชกาลที่ 5 สมัยที่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเข้ามาทำสนธิสัญญา ประเทศไทยจึงเกิดการค้าขายขึ้น ภาคกลางก็จะมีอาชีพทำนา แต่ควายขาดแคลนก็เลยมีการซื้อขายควายจากภาคอีสาน จึงเกิดอาชีพนายฮ้อยซึ่งเป็นคนต้อนควายเข้าไปขายที่กรุงเทพฯ แต่ปรากฏว่ามีพระยาหัวใสชื่อพระยาแหว่งเป็นคนนำรถไถยนต์เข้ามาขาย แต่ขายไม่ได้เพราะคนยังใช้ควายอยู่ พระยาแหว่งก็เลยเกณฑ์พรรคพวกที่เป็นโจรโดยมีโจรก่องข้าวน้อยเป็นหัวหน้าโดยสั่งให้ฆ่านายฮ้อยให้หมด อย่าให้นำควายไปขายที่กรุงเทพฯ ไม่งั้นรถไถยนต์จะขายไม่ได้ ในระหว่างที่มีเรื่องระหว่างพระยาแหว่งและนายฮ้อย ก็ยังมีเรื่องราวความบาดหมางระหว่างนายฮ้อยที่ดีและไม่ดี ที่ดีคือนายฮ้อยจะใช้วิธีซื้อควายและนำไปขาย ส่วนไม่ดีคือไปปล้นควายและเอาไปขาย หนังจะเป็นส่วนผสมระหว่างแอ็คชั่นและคอเมดี้ครับ แต่ความตลกของหนังอาจจะน้อยกว่า ‘7 ประจัญบาน 2’ คือซีนแอ็คชั่นจะจริงจังขึ้น แต่ความเป็นแฟนตาซียังเหมือนเดิม”

จุดเด่นในภาพยนตร์เรื่อง “ฅนไฟบิน” อยู่ที่ซีนแอ็คชั่นอันแปลกตาโดยการดีไซน์ของ “พันนา ฤทธิไกร” ผู้ซึ่งออกแบบคิวบู๊ให้กับภาพยนตร์ชื่อดังของเมืองไทยหลายเรื่อง อาทิ องค์บาก, ต้มยำกุ้ง และ “สมใจ จันทร์มูนตรี” ผู้กำกับคิวบู๊คู่บุญของ เฉลิม วงค์พิมพ์ ที่เคยร่วมงานกันมาใน 7 ประจัญบาน 2 โดยจะเน้นความสามารถพิเศษของ “เดี่ยว ชูพงษ์” เป็นหลัก ท่าแอ็คชั่นในเรื่องจึงเป็นการผสานระหว่างมวยไทยและยิมนาสติก อาทิ ลังกาหลังแทงเข่า, หมุนเกลียวแทงเข่าคู่ต่อสู้หรือหมุนเกลียวข้ามเครื่องกีดขวาง ซึ่งการออกแบบคิวบู๊ดังกล่าว พันนา ฤทธิไกรได้กล่าวไว้ว่า

“ตัวผม คุณเฉลิมและคุณสมใจช่วยกันออกแบบคิวบู๊ให้กับเดี่ยว เรามีการทำเวิร์คช็อปกันก่อนว่าเดี่ยวถนัดหรือไม่ถนัดตรงไหน ผมว่าเขามีความสามารถมากนะครับ แต่สิ่งที่พิเศษเหนือคนอื่นคือเรื่องความทุ่มเทและใจกล้า นี่คือคุณสมบัติที่ดีของคนที่จะเล่นบทบู๊ เดี่ยวสามารถเล่นฉากเสี่ยงตายได้หมด ให้สูงแค่ไหน เสียวแค่ไหนเขาไม่เคยท้อ ซ้อมคิวตลอด ส่วนท่าบู๊ของเดี่ยวจะเน้นมวยเข่า เพราะว่าเวลาที่เขาตีลังกากลางอากาศแล้วแทงเข่าคู่ต่อสู้ ผมว่ามันเป็นฉากที่สวยและสะใจมากครับ

ในเรื่องนี้แม้ตัวเรื่องจะเป็นแฟนตาซีแต่บทบู๊ก็ยังโหดไม่แพ้ เกิดมาลุย ครับมันส์ระห่ำเหมือนกันอย่างฉากที่เดี่ยวขึ้นขี่บั้งไฟ ความสูงกว่าตึก 5 ชั้น เดี่ยวต้องขึ้นไปยืนทรงตัวบนสลิงแล้วบั้งไฟจะพุ่งชนบ้าน หากว่าไม่จำจุดมาร์คให้ดี ตัวเดี่ยวก็จะทะลุบ้านติดกับบั้งไฟไปด้วย ซึ่งแรงดันของบั้งไฟที่อัดดินปืนมาเต็มลำ อาจทำให้เดี่ยวประสบอุบัติเหตุได้ หรืออย่างฉากที่เดี่ยวอยู่บนหลังคาเกวียนและเกวียนวิ่งเข้าชนบ้าน ซึ่งซีนนี้เกวียนพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ ซึ่งเดี่ยวก็ต้องรีบเทคตัวออกมา ไม่อย่างนั้นก็จะหลุดไปกับเกวียนซึ่งรอเวลาที่จะระเบิด นี่คือส่วนหนึ่งของความมันส์ระห่ำในหนังเรื่องนี้ ส่วนฉากที่ดีไซน์เท่ ๆ สวยงามก็อย่างเช่น ซีนที่เดี่ยวลอดอุโมงค์เพลิงและท่อนซุงพุ่งเข้ามาชน เดี่ยวก็ทะลุเปลวเพลิงและแทงเข่าคู่ต่อสู้ครับ”

Reviewed by admin on 06 ตุลาคม 2018

Leave a Reply

หน้า: 1 2 3 4

Pages ( 1 of 4 ): 1 234ถัดไป »